สุขภาพอินเทรนด์

    10 ความเชื่อเรื่องสุขภาพ... ที่ไม่เคยจริง



    thinking

    10 ความเชื่อเรื่องสุขภาพ... ที่ไม่เคยจริง (Momypedia)

              เคยมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของตัวเองและคนรอบตัวบ้างไหม เชื่อว่ากินอะไรแล้วจะไม่สบาย อยู่ในที่แบบไหนแล้วจะป่วย หรือยาแบบไหนไม่ดีต่อสุขภาพ หลาย ๆ ความเชื่อเป็นจริงค่ะ แต่อีกหลาย ๆ ความเชื่อก็เป็นเหมือนนิทานหลอกเด็ก และเพื่อไม่ให้โดนหลอก วันนี้ Momypedia จะมาช่วยยืนยัน 10 ความเชื่อเรื่องสุขภาพที่ไม่เป็นจริงให้ได้รู้กันค่ะ

    1.การฉีดวัคซีนทำให้เป็นออทิสติก

              เหตุของความเชื่อนี้มาจากเมื่อปี 1998 มีผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ยื่นเรื่องฟ้องโรงพยาบาลที่พาลูกไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดและคางทูม หลังจากนั้นเด็ก ๆ ก็เริ่มมีอาการของโรคออทิสติก ซึ่งทำให้มีการศึกษาถึงผลข้างเคียงของวัคซีนมาตลอดแต่ก็ไม่พบปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าว จึงเป็นไปได้ว่าการเกิดโรคออทิสติกในเด็กกลุ่มนั้นน่าจะเกิดจากการเลี้ยงดู หรืออาการแฝงที่มีมาตั้งแต่กำเนิดมากกว่า

    2.วิตามินเสริมทำให้สุขภาพดียิ่งขึ้น

              หลายคนกินวิตามินเสริมมื้อละหลายอย่าง เช่น วิตามินบี ซี อี รวมไปถึงแคลเซียม เป็นต้น โดยเชื่อว่ายิ่งกินมากจะยิ่งทำให้สุขภาพดีมากขึ้น แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจริง เพราะโดยปกติแล้วเราได้รับวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ พอดีกับความต้องการของร่างกายอยู่แล้วหากในแต่ละวันเรากินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ และการกินอาหารเสริมอาจจะยิ่งทำให้ร่างกายได้รับอันตรายจากการได้รับวินามินและแร่ธาตุบางอย่างเกินความจำเป็น เช่น ได้รับวิตามินซีมากไปอาจทำให้ท้องเสีย มีกรดในกระเพาะสูง ปวดตามข้อ กระดูกพรุน ปวดศีรษะโลหิตจาง การลดลงของฮอร็โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน เป็นต้น

    เป็นหวัด

     3.อากาศหนาวเย็นทำให้ไม่สบาย

              จริง ๆ อากาศหนาวเย็นไม่ได้ทำให้เราป่วยหรือเป็นหวัดอย่างที่คิด แต่การที่เราเป็นหวัดก็เนื่องมาจากร่างกายอ่อนแอและได้รับเชื้อไวรัสที่มีอยู่แทบทุกที่รอบตัว สังเกตได้จากหลาย ๆ คนที่อยู่ในที่หนาวเย็นโดยส่วนใหญ่ก็ยังสุขภาพดีได้ แต่เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคนั้นแท้จริงอยู่ภายในบ้าน และในช่วงที่อากาศหนาวเย็นเราก็มักจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ค่อยออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการรัไม่สบายได้ จริง ๆ แล้วมีผลการวิจัยว่าการได้รับอากาศหนาวเย็นบ้างยิ่งดีต่อสุขภาพ เพราะจะช่วยเพิ่มอัตราการเร่งของหัวใจ ทำให้ร่างกายอบอุ่น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้ทำงานนั่นเอง

    4.สมองของเราทำงานเพียง 10%

              มีการทดสอบด้วยการสแกนสมองในขณะที่มีการทำงาน ทำกิจกรรม หรือแม้แต่การหัวเราะ ผลปรากฏว่าสมองแทบทุกส่วนยังคงทำงานประสานกันเป็นปกติและตลอดเวลา ซึ่งไม่พบว่าจะมีสมองส่วนใดเลยที่หยุดนิ่ง ไม่ทำงาน หรือไม่ถูกกระตุ้น ดังนั้นความเชื่อนี้จึงไม่เป็นความจริง แต่การที่ยังคงมีความเชื่อนี้ ก็เนื่องมาจากความพยายามที่จะกระตุ้นให้เราพัฒนาทักษะความสามารถของตัวเองให้ถึงขีดสุด มากกว่าการหยุดขี้เกียจอยู่กับที่

    เด็ก


    5.น้ำตาลทำให้เด็กอาละวาด

              เชื่อกันว่าถ้าให้เด็ก ๆ กินของหวานเมื่อไหร่ เขาจะกระตือรือร้นจนเข้าขั้นอาละวาดไม่หยุดเลยทีเดียว ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริง แม้ว่าน้ำตาลทำให้เด็กตื่นตัวก็จริง แต่ก็ทำให้เด็กมีความสงบลงมากกว่าอารมณ์รุนแรง มีการวิเคราะห์ว่าความเชื่อดังกล่าวน่าจะมาการที่พ่อแม่เห็นเด็ก ๆ มารวมตัวกัน กินขนมและของหวาน และเล่นกันแบบควบคุมไม่อยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้มาจากผลของน้ำตาลโดยตรง แต่เป็นผลมาจากความกระตือรือร้นของเด็ก ๆ เองที่ได้กินขนมและได้สนุกกับเพื่อน ๆ มากกว่า

    6.ต้องตื่นอยู่เสมอเมื่อได้รับอุบัติเหตุกระทบกระเทือนรุนแรง

              ไม่ใช่ทุกอุบัติเหตุที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองที่เราจะต้องตื่นอยู่ตลอดเวลา หากได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ในเบื้องต้น เช่น การตรวจการการได้ยิน การเบิกตัวของม่านตา การพูดจา และการรับรู้ความรู้สึก เราก็สามารถหลับหรือหมดสติได้ตลอดเวลาโดยไม่มีอันตราย ซึ่งจะต่างจากการที่สมองได้รับการกระทบกระเทือนจากรถชน หรือล้มหัวฟาดอย่างรุนแรงที่มักจะได้รับการวินิจฉัยว่าจะต้องทำให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดอาการขั้นโคม่าได้หากหมดสติไป

    7.หมากฝรั่งจะอยู่ในท้องนานถึง 7 ปี หากเผลอกลืนเข้าไป

              หมากฝรั่งก็ไม่ต่างจากอาหารทั่วไปที่เรากินค่ะ แต่ที่ต่างคือ เมื่อกลืนลงท้องไปแล้วจะไม่ถูกย่อยเพราะน้ำย่อยในร่างกายไม่เหมาะกับการย่อยหมากฝรั่ง และหมากฝรั่งก็ไม่มีสารอาหารให้ร่างกายได้ดูดซึม สิ่งที่ร่างกายทำได้คือ การขับหมากฝรั่งออกมาพร้อมกับของเสียต่าง ๆ ตามกระบวนการขับถ่ายตามปกตินั่นเอง

    ดูทีวี


    8.อ่านหนังสือในที่มืด หรือนั่งดูทีวีใกล้ทำให้เสียสายตา

              จริง ๆ แล้วการทำเช่นนั้นไม่ใช่สาเหตุของการเกิดอาการสายตาสั้นอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ แต่อาการปวดตา แสบตา หรือปวดหัวจากการอ่านหนังสือในที่มืดหรือดูทีวีใกล้ ๆ มาจากการที่เราต้องเกร็ง หรือเพ่งเพื่อปรับโฟกัสในการใช้สายตาได้อย่างเต็มที่ และมองเห็นได้ชัดเจน แต่การนั่งดูทีวีใกล้ ๆ กลับเป็นอาการบ่งชี้ว่าเราอาจจะสายตาสั้นเสียมากกว่า

    9.ควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว

              ความเชื่อนี้ดูจะทำให้คนทั่วโลกต้องทำตาม แต่จริง ๆ แล้วการที่ร่างกายต้องการน้ำวันละ 2.5 ลิตร (หรือประมาณ 8 แก้ว) นั้นไม่ใช่จากการดื่มน้ำสะอาดเพียงอย่างเดียว น้ำปริมาณ 2.5 ลิตรที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันนั้นยังรวมถึงน้ำจากอาหารต่าง ๆ ที่เรากินในแต่ละวันด้วย เช่น ข้าว ผลไม้ เป็นต้น แต่หากใครยังอยากดื่มน้ำวันละ 8 แก้วอยู่ก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด อย่างน้อย ๆ ก็ช่วยให้ผิวชุ่มชื่นและขับของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น
     
    10.ว่ายน้ำหลังจากกินอิ่มทันทีจะทำให้เป็นตะคริว

              ความเชื่อนี้ทำให้หลายคนถึงกับเซ็ง เพราะแทนที่จะลงว่ายน้ำได้ทันทีหลังจากกินข้าวหรือของว่างได้เลย แต่กลับต้องรอจนหายอยาก ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริง เพราะตะคริวสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่ว่าเราจะกินอิ่มหรือไม่ก็ตาม ตะคริวเกิดจากการที่กล้ามเนื้อมีการหดเกร็งหรือใช้กำลังมาก ๆ ดังนั้นควรวอร์มร่างกายก่อนลงน้ำทุกครั้ง การว่ายน้ำหลังจากกินอิ่มทันทีมักจะทำให้เกิดอาการเดียวคือ จุก เพราะคุณอาจจะกระโดดลงน้ำอย่างแรง หรือโหมว่ายหรือเล่นมากไปจนแรงดันของน้ำอาจทำให้เกิดอาการจุกได้มากกว่าเป็นตะคริว


      เคล็ดลับสุขภาพ สุขภาพใกล้ตัว โรคและการป้องกัน คลิกเลย 




    ขอขอบคุณข้อมูลจาก




ความคิดเห็นที่ 8 หัวข้อข่าว 10 ความเชื่อเรื่องสุขภาพ... ที่ไม่เคยจริง

rainbowrozen

ขอบคุณค่ะ

เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2011-09-06 13:54:34 ]
ความคิดเห็นที่ 7 หัวข้อข่าว 10 ความเชื่อเรื่องสุขภาพ... ที่ไม่เคยจริง

คนสวย

ชอบคห.ที่2 มากเลย ตอนนี้คนเรารับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่อยู่แล้วเนื่องจากการทำงานแบบเร่งรีบ กินต้มมาม่า กับกาแฟ แล้วจะมีสารอาหารที่ได้มาบำรุงร่างกาย ต้องทานผักผลไม้ให้ครบ 5 สี และจะต้องได้จากธรรมชาติเท่านั้น

เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2011-08-31 11:44:55 ]
ความคิดเห็นที่ 6 หัวข้อข่าว 10 ความเชื่อเรื่องสุขภาพ... ที่ไม่เคยจริง

น่ะ

อืมหึ

เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2011-08-31 08:58:03 ]
ความคิดเห็นที่ 5 หัวข้อข่าว 10 ความเชื่อเรื่องสุขภาพ... ที่ไม่เคยจริง

รังนกหลอก

เพื่มให้อีกข้อเวลาญาติปวยชอบซื้อรังนกไปให้กินแล้วคิดว่าจะดีขึ้นอันที่จริงกินแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงก็คือเจ้าของผู้ผลิตมีแต่รวยและก็รวยสวนคนซื้อไปกินคิดว่ากินรังนกแล้วจะสุขภาพดีบอกคำเดียวได้เลยว่าคิดผิด

เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2011-08-30 22:52:55 ]
ความคิดเห็นที่ 4 หัวข้อข่าว 10 ความเชื่อเรื่องสุขภาพ... ที่ไม่เคยจริง

nirni

ข้อ๕ คาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาล "มากเกิน" มีผลให้หงุดหงิดง่าย ข้อ๘ เหมือน คห.๓ ข้อ๑๐ (ไม่เป็นตะคริวจริงๆ ตามบทความเลย) แต่นอกจากจุกคือโอ้กกกก

เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2011-08-30 17:17:34 ]
ความคิดเห็นที่ 3 หัวข้อข่าว 10 ความเชื่อเรื่องสุขภาพ... ที่ไม่เคยจริง

sammy

เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่สองครับ ปัจจัยในปัจจุบันมีมากที่เราจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ การที่เราทานอาหารเสริมก็เหมือนทำให้ร่างกายเราได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ส่วนข้อ 8 ที่บอกว่าไม่มีผลทำให้สายตาเสีย คุณก็ลองอ่านบ่อยๆสิครับแล้วจะรู้ เนื่องจากาของเราโฟกัสไปจุดๆหนึ่งบ่อยๆเข้าทำให้กล้ามเนื้อบริเวณตาของเรามีปัญหาแล้วส่งผลไปยังประสาทตาด้วย ช่วยกรุณารอบคอบก่อนที่จะโพสนะคร้าบบบ

เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2011-08-30 17:06:23 ]
ความคิดเห็นที่ 2 หัวข้อข่าว 10 ความเชื่อเรื่องสุขภาพ... ที่ไม่เคยจริง

ฟ้า

ในแต่ละวันถ้าเรากินอาหารได้ครบ 5 หมู่ ตามหลักโภชนาการอยู่แล้ว การทานอาหารเสริมก็ไม่จำเป็นต่อร่างกาย แต่จากสภาวะในปัจจุบันร่างกายได้สารอาหารไม่ครบตามที่ร่างกายการควรได้ การทานอาหารเสริมจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งก็คืออาหารที่สกัดมาให้เราทานได้ง่ายขึ้น ส่วนวิตตามมินซี เป็นวิตตามินที่ละลายในน้ำ ถึงทานเข้าไปมาก แต่ร่างกายก็มีปริมาณการดูดซึมได้จำกัดในการทานแต่ละครั้ง ส่วนที่เหลือร่างกายจะขับออกทางปัสสวะ เราจะฉี่แพงค่ะ อีกอย่าง วิตตามินซีมีฤทธิ์ในการ detox สารพิษออกทางเหงื่อกับปัสสวะด้วย ข้อมูลที่เอามาโพสนี้เอาหลักวิชาการอะไรมาอ้างอิงคะ อยากให้มีการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการด้วย คนอ่านจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการค่ะ

เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2011-08-30 16:02:51 ]
ความคิดเห็นที่ 1 หัวข้อข่าว 10 ความเชื่อเรื่องสุขภาพ... ที่ไม่เคยจริง

จิงอ่ะ

เช็ค IP ตรวจสอบ ip เจ้าของข้อความนี้ [ 2011-08-30 11:13:56 ]