สุขภาพดีจรดปลายเท้า (Healthplus) หลาย ๆ คนมัวแต่ห่วงสุขภาพของร่างกายด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลือกรับประทานแต่อาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ลืมให้ความสำคัญกับอวัยวะที่ใช้ในการทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การยืน หรือการวิ่ง นั่นคือส่วนที่เรียกว่า "เท้า" เพราะเท้าแต่ละข้างต้องแบกรับน้ำหนักถึง 3 เท่า ของตัวเรา โอกาสที่จะเกิดอาการบาดเจ็บนั้นจึงเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย สาเหตุต้น ๆ ที่ทำให้สุขภาพของเท้ามีปัญหาคือ เรื่องของรองเท้าโดยเฉพาะคุณสุภาพสตรี ที่ต้องยืน เดินบนรองเท้าส้นสูงคู่สวยเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งนอกจากจะทำให้เมื่อยแสนเมื่อยแล้ว สิ่งที่ตามมาในเบื้องต้นคือหนังบริเวณนิ้วเท้าและส้นเท้าถลอก ข้อสำคัญอาจทำให้เกิดอาการเส้นเอ็นอักเสบและข้อเท้าเคล็ดได้ เพราะไม่ว่าคุณจะใส่รองเท้าส้นสูง หรือรองเท้าแตะ จะไม่สามารถรองรับน้ำหนักในส่วนเว้าของเท้าได้ อีกทั้งรองเท้าในลักษณะดังกล่าวไม่ได้ช่วยในการรองรับแรงกระแทกขณะเดิน รองเท้าแบบเปิดหัว (Ballet Flats) จะบีบให้นิ้วเท้าเบียดกันมากเกินไป ทำให้ปวดระบมไปถึงส้นเท้าด้วย
คุณ ๆ ลองสังเกตดูว่าเท้าของคุณมีอาการแบบนี้หรือเปล่า 
ผิวหนังใต้ฝ่าเท้าหนา โดยปกติกระดูกฝ่าเท้าของนิ้วที่ 2 นั้นจะยาวและต่ำกว่านิ้วอื่น ๆ ในขณะเดิน จึงทำให้กระดูกนิ้วชิ้นนี้กดลงบนพื้นก่อน ซึ่งจะได้รับการกดแรงกระแทกมากกว่ากระดูกชิ้นอื่น ๆ ผลที่ตามมาคือผิวหนังใต้บริเวณนั้นจะหนากว่าปกติ นำมาถึงอาการอักเสบต่าง ๆ ได้

นิ้วหัวแม่เท้าเอียง ลักษณะของเท้าแบบนี้คือ นิ้วหัวแม่เท้าเอียงเข้าหานิ้วอื่น ๆ ทำให้เกิดการเบียดขึ้น ซึ่งอาจจะเกิดเป็นแผลและตาปลาขึ้นมาได้

เล็บขบ เกิดขึ้นจากกระดูกเล็บด้านข้างกดจิกลงไปในผิวหนัง เมื่อเกิดการเสียดสีจากการเดินหรือใส่รองเท้าที่มีขนาดไม่พอดีเท้า ทำให้เกิดการอักเสบ ฉีกขาด และมีอาการอักเสบติดเชื้อตามมา

กระดูกส้นเท้างอก เกิดจากการดึงรั้งของกล้ามเนื้อฝ่าเท้าเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ที่มีฝ่าเท้าสูง เมื่อกล้ามเนื้อตึงมากเกินไปจะทำให้กระดูกส้นเท้างอกขึ้นมา ทำให้เกิดอาการปวดส้นเท้าในเวลาเดินหรือลงน้ำหนักตามมา

การใส่รองเท้าที่บีบบริเวณหน้าเท้า หรือรองเท้าที่คับเกินไป นอกจากจะทำให้กระดูกนิ้วเท้ากดเบียดกัน และเกิดอาการอักเสบของเส้นประสาทเท้า ซึ่งนำมาถึงกระดูกนิ้วเท้าผิดปกติและเกิดอาการปวดตลอดเวลา

ฝ่าเท้าแบน เกิดจากการที่กล้ามเนื้อฝ่าเท้าขาดความสมดุล ทำให้หัวแม่เท้าบิดเอียง นิ้วเท้าจิกกดลงที่พื้น ทำให้เกิดอาการปวดฝ่าเท้า ขา และน่องในเวลาเดิน
นี่คืออาการเบื้องต้นที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของเท้า ถ้าคุณเริ่มมีอาการใดอาการหนึ่งก็ไม่ควรเพิกเฉย ควรรีบไปปรึกษาแพทย์โดยด่วน เพื่อเป็นการป้องกันและทุเลาอาการเหล่านี้ให้ดีขึ้นหรือหายขาด สาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงแค่อาการทั่ว ๆ ไปที่พบเห็นเสมอ สิ่งที่คุณ ๆ ควรจะเอาใจใส่กับเท้านั้นยังมีอีกมากมาย รวมไปถึงเล็บด้วย เพราะผู้ที่มีสุขภาพเล็บที่ดีนั้น บริเวณเนื้อเล็บจะเป็นสีชมพู ผิวเนื้อเล็บเป็นเงาเนียนเรียบ แล้วทำอย่างไร เราถึงจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพเล็บที่ดี มาเริ่มต้นง่าย ๆ ดังนี้
เคล็บลับดูแลเล็บสวยด้วยตัวเอง 
ไม่ควรทาเล็บตลอดเวลา เพราะเนื้อเล็บไมได้มีโอกาสหายใจ และเล็บจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เริ่มดูแลเล็บด้วยการเช็ดยาทาเล็บออกให้หมด โดยใช้น้ำยาล้างเล็บที่ไม่มีส่วนผสมของ "อาซิโตน" เพราะช่วยให้การเช็ดล้างเล็บทำได้ง่าย และผิวเล็บไม่เกิดอาการระคายเคือง

ตัดเล็บให้ได้รูปทรงตามต้องการ แต่ไม่ควรตัดชิดเนื้อด้านในมากเกินไป เพื่อป้องกันการกระแทกเวลาหยิบสิ่งของ ลบเหลี่ยมมุมของเล็บด้วยตะใบเล็บ โดยเลือกแบบเซรามิค จะดีกว่าแบบโลหะ ด้วยการตะไบอย่างแผ่วเบา ระวังการเสียดสีกับหนังกำพร้ารอบ ๆ เล็บ เพื่อป้องกันการอักเสบ

แช่มือและเท้าลงในน้ำอุ่น ใช้เกลือขัดผิวเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ให้หลุดออก โดยเน้นบริเวณข้างเท้าและส้นเท้าเป็นพิเศษ เมื่อทำเป็นประจำอาทิตย์ละ 1 ครั้งจะเห็นความเปลี่ยนแปลงว่า ผิวหนังที่หยาบกระด้างโดยเฉพาะบริเวณส้นเท้านั้นนุ่มเนียนขึ้น

ใช้เบบี้ออยส์หรือออยส์สปา ทานิ้วมือและเท้าพร้อมกับนวดอย่างเบามือ ใช้แปรงขัดเล็บเบา ๆ เพื่อขจัดน้ำมันบนผิวเล็บให้หลุดออก จะเห็นว่าเล็บเกิดความมันวาวขึ้นมา ถ้าต้องการให้เล็บแข็งแรง เลือกน้ำยารองพื้นเล็บเคลือบเล็บแทนการทาเล็บ
เพียงเท่านี้ทั้งเล็บมือและเล็บเท้าของคุณก็จะดูสุขภาพดี และหากต้องการให้สุขภาพเท้าดีและกล้ามเนื้อกระชับ อย่าลืมเลือกรองเท้าสุขภาพที่ดี ๆ ใส่สัก 1 คู่ คุณก็จะเป็นผู้ที่มีสุขภาพเท้าดีสุดคนหนึ่ง ลองทำดูนะคะ
เคล็ดลับสุขภาพ สุขภาพใกล้ตัว โรคและการป้องกัน คลิกเลย
คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
