โรคห่า โรคระบาดน่าสะพรึงในประวัติศาสตร์ คร่าชีวิตผู้คนนับหมื่น

          โรคห่า โรคระบาดร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนนับหมื่นในประวัติศาสตร์ มาย้อนศึกษาถึงการระบาดของโรคนี้ไว้ประดับความรู้สักหน่อย
โรคห่า

          โรคระบาดที่เกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อนหน้านี้ดูจะลุกลามใหญ่โต เนื่องจากการแพทย์สมัยนั้นค่อนข้างล้าหลังและไร้เทคโนโลยีทันสม­­ัยต่าง ๆ คอยช่วยรักษาผู้ป่วยอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะเมื่อเกิดโรคระบาดร้ายแรงอย่างโรคห่าซึ่งคร่าชีวิตผู้ค­­นไปกว่าหมื่นคนในเวลาอันรวดเร็ว นับเป็นโศกนาฏกรรมที่รุนแรงจนต้องลงบันทึกในประวัติศาสตร์ และวันนี้เราจะมาเจาะลึกโรคระบาดที่เรียกว่า "โรคห่า" กัน

          จากข้อมูลที่นายนภนาท อนุพงศ์พัฒน์ ผู้จัดการหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์สุขภาพไทย ได้ทำการศึกษาเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงวิวัฒนาการด้านการป้องกันและควบคุมโรคที่เกิดขึ้นตั้งแต่­­ในอดีตถึงปัจจุบัน ทำให้ทราบคร่าว ๆ ว่า โรคห่า คือ โรคระบาดร้ายแรงที่เกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ โดยในสมัยนั้นผู้คนยังไม่ทราบว่าโรคระบาดที่เกิดขึ้นนั้นคือโรค­­อะไร แต่ด้วยความรุนแรงของโรคที่คร่าชีวิตคนจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็­­วจึงพากันเรียกโรคระบาดนี้ว่า "โรคห่าลง"

          และอย่างที่บอกว่าสมัยก่อนเมื่อมีโรคระบาดอะไรเกิดขึ้นก็จะเหมา­­รวมว่าเกิดโรคห่าอาละวาด ทั้งที่จริงแล้วก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามพระราชบัญญัติสำ­­หรับโรคระบาด ปี พ.ศ. 2456 ระบุโรคห่าไว้ 3 โรค คือ กาฬโรค อหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ

          ทั้งนี้ คุณนภนาทได้อ้างถึงหลักฐานจามเทวีวงศ์ พงศาวดารของเมืองลำพูน ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซึ่งระบุไว้ว่า ในยุคสมัยนี้ก็เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ผู้คนล้มตายจำนวนมาก จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านในเมืองพากันย้ายเมืองหนี ละทิ้งผู้ป่วยไว้กับความตายเพียงลำพัง เนื่องจากเชื่อว่าวิธีหนีห่างจากผู้ป่วยเป็นการป้องกันโรคระบาดที่­­ดีที่สุด ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าโรคห่า­­ที่เกิดขึ้นในยุคนี้เป็นโรคอะไรกันแน่ ทว่ามีการคาดเดาว่า การระบาดครั้งนั้นไม่น่าจะใช่โรคอหิวาตกโรค เนื่องจากแพร่เชื้อแค่เพียงการสัมผัส แต่นี่ก็นับเป็นการเกิดโรคระบาดที่ร้ายแรงมากครั้งหนึ่งในประวั­­ติศาสตร์ไทย

          ต่อมาในช่วงก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาในสมัยของพระเจ้าอู่ทอง โรคระบาดก็ยังตามมาหลอกหลอนไม่ขาด ทำให้ต้องอพยพผู้คนหนีโรคอีก โดยตามข้อมูลซึ่งระบุโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เชื่อว่าโรคระบาดครั้งนี้น่าจะเป็นโรคไข้ทรพิษ

          อย่างไรก็ตาม สุจิตต์ วงษ์เทศ นักประวัติศาสตร์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ กลับระบุว่า โรคห่าสมัยนั้นคือกาฬโรค เพราะช่วงหลัง พ.ศ. 1800 เกิดโรคกาฬโรคระบาดที่ประเทศจีน ซึ่งมีหนูเป็นพาหะ แล้วหนูนั้นก็อาศัยไปกับเรือสำเภาบรรทุกสินค้า จึงนำกาฬโรคไปแพร่ยังเมืองท่าต่าง ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ยังระบาดไปยังยุโรป จนมีผู้คนล้มตายนับล้านคน

          ต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งกรุงศรีอยุธยา ก็ยังเกิดโรคห่าระบาดรุนแรงอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าเป็นไข้ทรพิษ แต่ในครั้งนี้พบหลักฐานว่าเริ่มมีการวางระบบจัดการเพื่อควบคุมโรคระบาด จำกัดขอบเขตเฉพาะพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการในการป้องกันโรคอย่างมีแบบแผนมากยิ่­­งขึ้น

          อย่างไรก็ดี แม้จะมีการควบคุมโรคระบาดที่ดีขึ้น แต่ในสมัยอยุธยาก­็ยังคงมีโรคระบาดครั้งใหญ่เกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ส่งผลให้ผู้คนในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 และสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร ล้มหายตายจากเพราะโรคไข้ทรพิษ­­เป็นจำนวนมาก อีกทั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยังทรงเคยได้รับเชื้อไข้ทรพิษจากการแพร่ระบาดไปด้วย แต่เคราะห์ดีที่สมัยนั้นพระองค์ท่านสามารถเอาชนะโร­คไข้ทรพิษมาได้

โรคห่า

          จนกระทั่งสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์องค์ที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้มีบาทหลวงชาวฝรั่งเศสเข้ามาทำการรักษาโรคระบาดบ้างแล้ว แต่ในบันทึกที่ถูกค้นพบก็ระบุว่าการรักษายังไม่คืบหน้าเท่าไรนั­­ก ยังคงใช้การปลุกเสกและน้ำมนต์ปัดรังควานโรคร้ายกันอยู่เลย ในที่สุดจึงเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ช่ว­­งสมัยของสมเด็จพระเพทราชา หรือสมเด็จพระมหาบุรุษวิสุทธิเดชอุดม พระมหากษัตริย์องค์ที่ 28 แห่งกรุงศรีอยุธยา และเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 หมื่นคนเลยทีเดียว

          ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อหิวาตกโรค หรือโรคลงราก ที่ทำให้ผู้คนอาเจียนและท้องร่วงอย่างหนัก ระบาดครั้งใหญ่ทั่วพระนครในปี พ.ศ. 2363 และในตอนนั้นยังไม่มีวิธีรักษาจึงมีผู้คนล้มตายนับหมื่น ทำให้ฝังและเผาศพไม่ทัน ซากศพจึงกองพะเนินอยู่บริเวณวัดสระเกศและถูกแร้งนับพันจิกกินเป็นที่น่าสยดสยอง จึงเป็นที่มาของคำว่า "แร้งวัดสระเกศ" โดยสมัยก่อนมีกฎห้ามเผาศพในเมือง ศพจึงต้องถูกนำออกไปนอกเมืองผ่านทางประตูผี ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดสระเกศมากที่สุด

          พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 จึงโปรดเกล้าฯ ประกอบพระราชพิธีอาพาธพินาศ เพื่อปลุกปลอบใจราษฎร และเป็นการปัดรังควานแก่พระนคร โดยมีการยิงปืนใหญ่รอบพระนครตลอดคืน พร้อมทั้งอัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบรมสารีริกธาตุแห่รอบพระนคร ทรงรักษาศีล สละพระราชทรัพย์ไถ่ชีวิตสัตว์ ปล่อยนักโทษ และออกประกาศห้ามประชาชนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อยู่แต่ในบ้าน ซึ่งหลังพระราชพิธีนี้เสร็จ ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ ทำให้อหิวาตกโรคค่อย ๆ หายไป

          กระทั่งปี พ.ศ. 2392 อหิวาตกโรค กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง โดยมีจุดเริ่มต้นที่ปีนังแล้วแพร่ระบาดมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ รุนแรงจนเรียกได้ว่า มีผู้เสียชีวิตถึง 15,000-20,000 คน ภายในเวลาเพียง 1 เดือน และมีผู้เสียชีวิตรวมมากถึง 40,000 คนตลอดฤดูการระบาดของโรค การระบาดในครั้งนั้นถูกเรียกว่า "ห่าปีระกา" หนึ่งในผู้เสียชีวิตมีเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รวมอยู่ด้วย

          โรคห่า ยังคงเวียนกลับมาระบาดในช่วงหน้าแล้งเป็นประจำ จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้มีเหล่ามิชชันนารีและหมอนำการรักษาแบบตะวันตกเข้ามายังประเท­­ศไทย และสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้นำสูตรยาวิสัมพยาใหญ่และยา­­น้ำการบูรหยอดรักษาผู้ป่วย ทำให้การแพร่ระบาดลงลง

          พร้อมกันนั้นนายโรเบิร์ต น็อกซ์ ได้ค้นพบสาเหตุการเกิดอหิวาตกโรคว่ามาจากสัตวตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ในน้ำ ที่เป็นต้นตอของอาการป่วย เป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฎีเชื้อโรค ทำให้มีการจัดการด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องการจัดระบบน้ำ การจัดสุขาภิบาลขึ้นใหม่ ทำให้สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้พอสมควร

          โดยนอกจากโรคไข้ทรพิษและโรคอหิวาตกโรคแล้ว ยังมีกาฬโรคซึ่งมีหนูจากเรือสินค้าต่างประเทศเป็นพาหะระบาดในไท­­ยอีกโรคหนึ่ง ทว่านายแพทย์เอช. แคมเบล ไฮเอต ได้เสนอให้รัฐบาลทำมาตรการกักกันโรค โดยกักเรือสินค้าที่จะเข้ามาในประเทศ และเสนอให้มีการตั้งศาลาจักรสถาน ห้องแล็บตรวจพิสูจน์โรค โดยมีการสั่งซื้อกล้องจุลทรรศน์เพื่อมาใช้ตรวจวิเคราะห์โรค ทำให้­­การระบาดของโรคไม่รุนแรงเท่าโรคห่าสมัยก่อน

          ทั้งนี้ การป้องกันโรคระบาดยังคงมีวิวัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย โดยเริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่หมอบรัดเลย์นำการปลูกฝีเพื่อป้องกันไข้ทรพิษเข้ามาในประเทศไทย บวกกับการจัดการเรื่องสุขอนามัยประชาชนที่ดีขึ้น โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโอสถศาลา และสถานพยาบาลชั่วคราวตามหัวเมืองใหญ่ ๆ เพื่อรักษาราษฎรตามพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้การระบาดของโรคห่าไม่รุนแรงมากนัก และนี่คือจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งโรงพยาบาลสมัยใหม่ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีการผลิตน้ำประปาขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อการสุขาภิบาลดีขึ้น ประชาชนมีความรู้ด้านสุขอนามัยที่ดีขึ้น จึงทำให้อหิวาตกโรคเริ่มหายไป คนไทยรอดตายจากโรคระบาดเหล่านี้มากขึ้นตามกาลเวลา   




* หมายเหตุ : อัปเดตข้อมูลล่าสุดวันที่ 14 มีนาคม 2562

ภาพจาก หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์สุขภาพไทย, hfocus.org, allknowledges.tripod.com, หนังสือระบาดบันลือโลก, hfocus.org

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- sujitwongthes.com
- hfocus.org
- allknowledges.tripod.com
- thaprajan.blogspot.com 
- วิกิพีเดีย

เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
โรคห่า โรคระบาดน่าสะพรึงในประวัติศาสตร์ คร่าชีวิตผู้คนนับหมื่น โพสต์เมื่อ 14 พฤษภาคม 2558 เวลา 14:33:09 180,946 อ่าน
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
TOP