มั่วบ้านงาน คืออะไร ชวนรู้จัก Social Proof พฤติกรรมที่เราเองก็คงเคยเป็น เห็นคนรอบข้างไม่สงสัย ก็อาจเผลอคิดว่า "คงไม่มีอะไร" ช่วงนี้เรื่อง "มั่วบ้านงาน" ไวรัลไปทั่ว เลยทำให้ชาวเน็ตทั้งขำทั้งงงว่า คนที่ไม่ได้รู้จักเจ้าของงาน เดินเข้าไปคุย ทำกิจกรรม กลมกลืนกับแขกได้เฉยเลย แล้วทำไมดูเหมือนไม่มีใครทักว่า "เอ๊ะ คนนี้ใคร ?" แน่นอนเราไม่มีทางรู้ว่าคนในเหตุการณ์จริง ๆ คิดอะไรอยู่ เพราะไม่มีใครสงสัย แต่ถ้ามองในมุมจิตวิทยา เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงสิ่งที่เรียกว่า Social Proof ซึ่งเกิดขึ้นใกล้ตัวกว่าที่คิด และบางครั้งเราเองก็อาจเคยคล้อยตามคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว Social Proof เป็นแนวคิดด้านจิตวิทยาที่อธิบายว่า พฤติกรรมของคนอื่นสามารถเป็นข้อมูลที่เราใช้ประกอบการตัดสินใจของตัวเองได้ เรื่องนี้พบเห็นได้ทั่วไป เช่น ไม่รู้ว่าจะเลือกร้านอาหารร้านไหนดี แต่เห็นร้านหนึ่งมีคนต่อแถวยาวก็รู้สึกว่า "ร้านนี้น่าจะอร่อย" หรือถ้ากำลังเลือกซื้อของสองชิ้นที่คล้ายกัน พอเห็นชิ้นหนึ่งมีคนซื้อและรีวิวจำนวนมาก ก็เริ่มรู้สึกว่าน่าไว้ใจกว่า ในทางการตลาด แบรนด์ก็นำหลักนี้ไปใช้บ่อยเหมือนกัน เช่น การโชว์รีวิวจากลูกค้า ป้าย "ขายดี" หรือ "Best Seller" เมนูยอดฮิตของร้านอาหาร และการให้คนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์ช่วยรีวิว เพื่อให้เรารู้สึกว่าคนอื่นก็เลือกสิ่งนี้ เพราะเราไม่สามารถตรวจสอบทุกเรื่องด้วยตัวเองได้ตลอดเวลา การดูว่าคนอื่นทำอย่างไรจึงเป็นข้อมูลอีกอย่างที่ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางลัดนี้ก็อาจไม่ได้ถูกต้องทุกครั้ง "มั่วบ้านงาน" คือพฤติกรรมของคนตีเนียนเข้าไปอยู่ในงานของคนอื่นโดยไม่ได้รับเชิญ หรือมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ต่าง ๆ และทำตัวกลมกลืนจนไม่มีใครเอะใจในตอนแรก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ Social Proof ได้เช่นกัน อย่างที่เห็นข่าวว่ามีคนเคยไปร่วมกินเลี้ยงที่งานแต่งงานของคนไม่รู้จัก ไปถ่ายรูปหมู่ หรือเดินตามและร่วมวงสัมภาษณ์ของคนดัง ก่อนที่ภายหลังคนในงานจะเริ่มเอะใจว่าเขาคือใครกัน และเราก็อาจเคยเจอสถานการณ์นี้ด้วย เช่น สมมติเราไปงานที่แขกเยอะมาก แล้วเห็นคนหน้าไม่คุ้นเดินคุยกับคนนั้นทีคนนี้ที ดูเป็นธรรมชาติมาก เราอาจสงสัยแวบหนึ่งว่า "ใครนะ ?" แต่พอเห็นคนอื่นคุยด้วยปกติ ไม่มีใครทำหน้าแปลกใจ เราก็เริ่มคิดเองว่า คงเป็นเพื่อนหรือญาติของเจ้าภาพ หรือคนอื่นคงรู้จักเขาแน่ ๆ ที่น่าสนใจคือ คนที่เราคิดว่ารู้จักเขา อาจกำลังคิดแบบเดียวกับเราอยู่ เช่น A คิดว่า B น่าจะรู้จัก B เห็นเขาคุยกับ C เลยคิดว่าเป็นเพื่อน C C ก็คิดว่าเป็นคนรู้จักของ A สุดท้ายอาจไม่มีใครรู้จักจริง ๆ แต่ทุกคนใช้ท่าทีของคนอื่นเป็นตัวตัดสินใจ ยิ่งงานใหญ่ มีแขกหลายกลุ่ม คนแปลกหน้าที่ทำตัวเหมือนแขกก็เลยดูเป็นพวกเดียวกันได้ไม่ยาก ซึ่งแม้จะมีคนสงสัย แต่ตามมารยาททางสังคมคงไม่มีใครเดินไปถามแน่ ๆ ว่า คุณเป็นใคร ? Social Proof ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะจริง ๆ แล้วมนุษย์ใช้ข้อมูลจากคนรอบตัวกันทุกวัน และหลายครั้งก็มีประโยชน์มาก เช่น ช่วยตัดสินใจได้เร็วขึ้น : เราไม่ต้องหาข้อมูลเองทุกเรื่อง เช่น เห็นร้านอาหารคนเยอะ ต่อแถวคิวยาว ก็พอเดาได้ว่าน่าจะอร่อย ช่วยให้ปรับตัวได้ในที่ใหม่ ๆ : เช่น ไปต่างประเทศแล้วไม่รู้ว่าต้องต่อแถวตรงไหน จ่ายเงินยังไง ก็ดูคนรอบข้างได้ ช่วยให้แต่งตัวและทำตัวเหมาะกับสถานการณ์ : อย่างคนที่ไม่รู้ว่าไปงานนี้ต้องแต่งตัวยังไง เราก็ดูเจ้าภาพและแขกคนอื่น ช่วยลดความเสี่ยงตอนซื้อของ : เพราะเราสามารถอ่านรีวิวจากคนที่เคยใช้ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าได้ ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ร้านค้าหรือสินค้า : ร้านเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีใครรู้จัก หรือสินค้าใหม่ ๆ อาจอาศัยรีวิวจากลูกค้าจริงเป็นตัวช่วยให้คนกล้าลองมากขึ้น ปัญหาของ Social Proof จะเริ่มตอนที่เราเปลี่ยนจากดูคนอื่นเป็นข้อมูลประกอบ ไปเป็นคนอื่นทำ แปลว่าถูก เพราะคนเยอะไม่ได้แปลว่าถูก และบางทีคนที่เรากำลังทำตาม ก็กำลังทำตามคนอื่นอีกทอดหนึ่งอยู่เหมือนกัน ดังนั้น ถ้าเจอเรื่องสำคัญ หรือรู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ อย่าเพิ่งเชื่อตามท่าทีของคนรอบข้างทันที ลองหยุดถามตัวเองสั้น ๆ ว่า เรามีข้อมูลอะไรเองบ้าง แต่หากยังไม่แน่ใจก็ลองถามคนที่รู้จักดูก่อนก็ได้ เพราะบางทีสิ่งที่ดูเหมือน "ทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น" ความจริงอาจเป็นแค่ "ทุกคนคิดว่าคนอื่นรู้" ก็ได้ คิดไปเองไหม อ่อนไหวจัง... รู้จัก Gaslighting คำพูดปั่นหัวที่คอยบั่นทอนสุขภาพจิต Otrovert อยู่คนเดียวก็ได้ เข้าสังคมก็แฮปปี้ รู้จักคนสองโหมดที่มีนิสัยทั้ง Introvert และ Extrovert Cattrovert ศัพท์ใหม่ของคนชอบใช้เวลากับแมว เพราะฮีลใจได้มากกว่าอยู่กับคน ! Hate Stalking กับเหตุผลทางจิตวิทยา ทำไมยิ่งไม่ชอบหน้า ยิ่งตามส่องไม่เลิก ! รู้จัก Erotomania ภาวะหลงผิดว่าเขารัก มโนว่าเป็นแฟนกัน ทั้งที่แค่คิดไปเอง ขอบคุณข้อมูลจาก : blogs.wpcarey.asu.ed, thedecisionlab.com