
วิ่งเทรล คืออะไร
วิ่งเทรล (Trail Running) คือการวิ่งบนเส้นทางธรรมชาติ เช่น ทางดินในป่า ทุ่งหญ้า หรือภูเขา ระหว่างทางอาจเจอทั้งพื้นราบ เนินชัน หิน รากไม้ และโคลน จึงต้องปรับจังหวะตามสภาพทาง บางช่วงวิ่งได้ บางช่วงเดินจะเหมาะและปลอดภัยกว่า
สำหรับการแข่งขันจะมีตั้งแต่ระยะสั้นไม่กี่กิโลเมตร ไปจนถึงระยะอัลตรา ซึ่งหมายถึงระยะที่ไกลกว่ามาราธอน 42.195 กิโลเมตร เช่น 50 หรือ 100 กิโลเมตร ไม่จำเป็นต้องวิ่งขึ้นเขาสูงหรือเลือกระยะไกลจึงจะเรียกว่าวิ่งเทรล
วิ่งเทรล ต่างจากวิ่งถนนอย่างไร

- พื้นผิว : วิ่งถนนเจอพื้นเรียบ แข็ง และคาดเดาได้ ในขณะที่วิ่งเทรลเจอทั้งดิน หิน รากไม้ โคลน และลำธาร ทุกก้าวจึงต้องคอยมองทาง
- ความชัน : ถนนส่วนใหญ่ค่อนข้างราบ ส่วนเทรลมีทั้งทางขึ้นชันและทางลงเขาสลับกัน จังหวะไม่สม่ำเสมอ อาจสลับวิ่งกับเดินตามความชันและความยากของเส้นทาง
- เพซและการวัดผล : สายถนนดูเพซต่อ 1 กิโลเมตรเป็นหลัก แต่สายเทรลมักดูเวลารวม ความสูงสะสม และความหนักของหัวใจมากกว่า เพราะระยะเท่ากันอาจใช้เวลาต่างกันหลายเท่า และบนเทรลเพซที่ช้าลงอาจเกิดจากทางชันหรือขรุขระ ไม่ได้แปลว่าความฟิตลดลง
- ท่าวิ่ง : การวิ่งบนเทรลมักก้าวสั้นลง ยกเท้าสูงขึ้นกว่าเดิม และต้องเปลี่ยนจังหวะตลอดเวลาตามสภาพทาง
- กล้ามเนื้อที่ใช้ : การวิ่งบนถนนกล้ามเนื้อจะทำงานซ้ำท่าเดิมเกือบทุกก้าว ส่วนบนเทรลต้องใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กรอบข้อเท้า กล้ามเนื้อสะโพก และแกนกลางลำตัวช่วยทรงตัวมากขึ้น
- รองเท้า : รองเท้าวิ่งถนนเน้นความนุ่มและเบา ส่วนรองเท้าวิ่งเทรลมีดอกยางลึกกว่าไว้เกาะทาง พื้นทนทาน และมักมีหัวกันกระแทกด้านหน้า
- การเตรียมตัว : วิ่งถนนมีจุดให้น้ำถี่และอยู่ใกล้คน แต่บนเทรลจุดพักอาจห่างกันหลายกิโลเมตร นักวิ่งจึงต้องวางแผนน้ำ อาหาร และอุปกรณ์ให้เพียงพอ
ประโยชน์ของการวิ่งเทรล
ดีต่อร่างกายและใจอย่างไร
1. ช่วยให้หัวใจแข็งแรง วิ่งได้นานขึ้น
2. ได้ฝึกการทรงตัวและปรับก้าวให้เข้ากับเส้นทาง
3. ช่วยให้ผ่อนคลายและอารมณ์ดีขึ้น
4. ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
วิ่งเทรลเผาผลาญมากกว่าวิ่งถนนไหม

วิ่งเทรล อันตรายไหม
เสี่ยงบาดเจ็บอะไรบ้าง
- ข้อเท้าพลิกและล้ม : อาจเกิดเมื่อเหยียบหิน รากไม้ หรือพื้นลื่น หากข้อเท้าพลิก ให้หยุดวิ่งและประเมินอาการก่อน แล้วประคบเย็นโดยห่อผ้าไว้ครั้งละ 15-20 นาทีเพื่อบรรเทาปวด พร้อมยกเท้าสูงเมื่อพัก หากปวดมาก บวมมาก ลงน้ำหนักไม่ได้ หรือข้อผิดรูป ควรรับการตรวจโดยเร็ว ไม่ต้องรอให้อาการไม่ดีขึ้นหลายวัน
- ปวดล้าต้นขาและเข่า : หลายคนคิดว่าขาขึ้นเหนื่อยที่สุด แต่ทางลงเขาต่างหากที่ทำให้กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าต้องเบรกตัวเองอยู่ตลอด เข่าจึงรับแรงกดหนักขึ้น จึงอาจมีอาการระบมในวันรุ่งขึ้นได้
- เท้าพองและเล็บช้ำ : อาจเกิดจากการเสียดสี ความชื้น หรือรองเท้าไม่พอดี
- อาการขาดน้ำ : นอกจากบาดเจ็บแล้ว ยังต้องระวังความร้อน การขาดน้ำ และอากาศหนาวร่วมกับฝนหรือลม โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่บนเส้นทางนาน ร่างกายอาจสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไปมากกว่าที่คิดและมีโอกาสเกิดภาวะขาดน้ำ ตะคริวหรือหน้ามืดได้ จึงควรพกน้ำให้เพียงพอถึงจุดเติมถัดไป และดื่มตามความกระหายหรือแผนที่ทดลองระหว่างซ้อม ไม่ฝืนดื่มปริมาณมาก เพราะอาจเสี่ยงโซเดียมในเลือดต่ำ แม้เป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ก็ตาม
มือใหม่เริ่มต้นวิ่งเทรลอย่างไร
9 เรื่องนี้ต้องรู้

1. เลือกทางง่ายและเข้าถึงสะดวก
2. ดูระยะทางควบคู่กับความสูงสะสม
ระยะทางอย่างเดียวบอกความยากของเทรลได้ไม่หมด เพราะวิ่ง 10 กิโลเมตรบนทางราบ กับระยะเท่ากันที่ต้องขึ้นเขาหลายลูก ย่อมใช้แรงต่างกัน ค่าที่ควรดูเพิ่ม ได้แก่
- ความสูงสะสมขาขึ้น (Elevation Gain หรือ D+) คือผลรวมของความสูงทุกช่วงที่ต้องไต่ขึ้น เช่น หากวิ่งขึ้นเนินสูง 100 เมตร แล้วลง ก่อนขึ้นอีก 200 เมตร จะมีความสูงสะสมขาขึ้น 300 เมตร ไม่ใช่ความสูงของยอดเขาหรือความสูงจากระดับน้ำทะเล
- km-effort คือค่าที่รวมระยะทางกับความสูงสะสมขาขึ้น เพื่อให้นักวิ่งประเมินได้ว่าสนามนั้น ๆ จะเหนื่อยเทียบเท่ากับการวิ่งบนทางราบเป็นระยะทางกี่กิโลเมตร โดยทุก ๆ การไต่ขึ้นสะสม 100 เมตร จะบวกเพิ่ม 1 หน่วย เช่น ระยะทาง 10 กิโลเมตร ขึ้นสะสม 500 เมตร เท่ากับ 15 km-effort
3. เดินสลับวิ่งตามกำลัง
4. ค่อย ๆ เพิ่มทีละอย่าง
5. ฝึกกล้ามเนื้อขาและแกนกลางลำตัวควบคู่
6. ฝึกลงเขาให้เป็น ก่อนคิดเรื่องความเร็ว
7. วอร์มอัปทุกครั้ง เพื่อเตรียมร่างกาย
8. อย่าไปคนเดียว และบอกคนทางบ้านไว้
9. ก่อนสมัครงานวิ่งเทรล อ่านกติกาให้ครบ
- เลือกระยะที่เหมาะกับตัวเอง : มือใหม่เริ่มที่ระยะต่ำกว่า 15 กิโลเมตร และดูความสูงสะสมควบคู่กันทุกครั้ง
- เช็ก Cut-off Time : คือเวลาที่ต้องผ่านแต่ละจุดให้ทัน หากไม่ทันจะถูกให้ออกจากการแข่งขันตามกติกา
- อ่านรายการอุปกรณ์บังคับ (Mandatory Gear) : แต่ละงานมีข้อบังคับให้พกสิ่งของติดตัวต่างกัน เช่น กำหนดให้พกน้ำขั้นต่ำ นกหวีด ผ้าห่มฉุกเฉิน หรือไฟฉาย และอาจสุ่มตรวจก่อนปล่อยตัว
- เตรียมรับมือสภาพอากาศ : ยิ่งสูงอากาศยิ่งเย็น และอาจต่างจากตีนเขามากในช่วงเช้ามืด
- ซ้อมกินระหว่างวิ่ง : ลองกินเจลพลังงาน เกลือแร่ หรือของว่างตั้งแต่ตอนซ้อม อย่าไปลองของใหม่ในวันแข่งจริง
- เดินทางล่วงหน้าและนอนให้พอ : งานเทรลส่วนใหญ่ปล่อยตัวเช้ามากและอยู่ไกลเมือง การไปถึงก่อนสัก 1 วันจะช่วยให้ได้พักเต็มที่
อุปกรณ์วิ่งเทรล มือใหม่ต้องมีอะไรบ้าง

- รองเท้าที่พอดีและมีดอกยางลึก ยึดเกาะเหมาะกับพื้นทาง โดยเฉพาะทางลื่นหรือขรุขระ และควรเผื่อพื้นที่ปลายเท้าไว้เล็กน้อยพอให้ไม่ชนตอนลงเขา
- ถุงเท้าระบายความชื้นได้ดี และเคยลองใส่วิ่งแล้วไม่เสียดสี
- น้ำและอาหาร พกให้พอถึงจุดบริการถัดไป พร้อมเป้น้ำหรืออุปกรณ์พกที่ถนัด เช่น เข็มขัดใส่ขวดน้ำ
- เสื้อกันฝนหรือเสื้อให้ความอบอุ่น ตามสภาพอากาศ
- ไฟฉายคาดหัวหากต้องวิ่งในความมืด
- โทรศัพท์ที่ชาร์จแบตเต็ม แผนที่เส้นทาง และอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น พลาสเตอร์และผ้ายืดพันข้อ
- หากลงแข่งขัน ต้องตรวจรายการอุปกรณ์บังคับของงานด้วย เพราะแต่ละสนามกำหนดต่างกัน เช่น ปริมาณน้ำขั้นต่ำ นกหวีด ผ้าห่มฉุกเฉิน หรือไฟฉาย
ใครควรระวัง หรือปรึกษาแพทย์ก่อนวิ่งเทรล
- คนที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือเคยเจ็บหน้าอก ใจสั่น หน้ามืดตอนออกกำลังกาย
- คนที่มีปัญหาข้อเข่า ข้อเท้าเคยพลิกบ่อย หรือเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ
- ผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งควรวางแผนการกินและการใช้ยากับแพทย์ เพื่อกันน้ำตาลต่ำระหว่างทาง
- ผู้สูงอายุ หรือคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายมานาน
- หญิงตั้งครรภ์ ถ้าเคยวิ่งมาก่อนและอยากวิ่งในช่วงนี้ควรปรึกษาสูติแพทย์และหลีกเลี่ยงเส้นทางที่เสี่ยงล้ม เพราะการทรงตัวและสภาพร่างกายเปลี่ยนไประหว่างตั้งครรภ์
บทความที่เกี่ยวข้องการวิ่งออกกำลังกาย
- 10 รองเท้าวิ่ง ยี่ห้อไหนดี ? รวมรุ่นน่าใช้ ใส่สบาย รองรับทุกการวิ่งและไลฟ์สไตล์
- ลู่วิ่งไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี ใช้งานเงียบ พับเก็บได้ วิ่งสบาย รองรับแรงกระแทกดี
- นักวิ่งมาราธอนต้องระวัง ภาวะขาดน้ำ อันตรายถึงตาย !
- 3 โปรแกรมฝึกวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ตารางฝึกซ้อมสำหรับมือใหม่
- 9 เทคนิควิ่งไม่ให้จุกท้อง ทำแล้วจะไม่ท้อกับการวิ่งอีกต่อไป !
ขอบคุณข้อมูลจาก : itra.run, pmc.ncbi.nlm.nih.gov, nhlbi.nih.gov, up.ac.za, jssm.org





