7 ภัยสุขภาพยอดฮิต คุกคามสาวทำงาน

 โรค สาวออฟฟิศ


7 ภัยสุขภาพยอดฮิตคุกคามสาวทำงาน (Lisa)


          ด้วยวิถีชีวิตของคนทำงานในออฟฟิศอย่างพวกเราสามารถก่อให้เกิดโรคฮิต ๆ ได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ!

          ดาราสาว ซาร่าห์ เจสซิก้า ปาร์กเกอร์ หลงรักการใส่ส้นสูงเป็นชีวิตจิตใจ เธอเป็นหนึ่งในนักสะสมรองเท้าส้นสูงตัวยงทั้งในจอและนอกจอ แต่เธออาจจะไม่รู้เลยว่าการใส่ส้นสูงอยู่ตลอดเวลานั้น ก่อให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง

          ส่วนดาราสาวจากละครเวที บิลลี่ ไฟเพอร์ เคยถูกหามส่งโรงพยาบาลด้วยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ทั้งนี้ เพราะเธอโหมทำงานมากเกินไปจนละเลยเรื่องการขับถ่าย

          ฟากฝั่งดารานักร้องคนไทย พิษณุ นิ่มสกุล ก็เคยป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง อันมีสาเหตุมาจากการออกกำลังกายมากเกินไป เพราะใช้กล้ามเนื้อในท่าเดิมบ่อย ๆ ทำให้กล้ามเนื้อขมวดเป็นปมและอักเสบง่ายกว่าคนอื่น ๆ

          ทั้งสองดาราสาวและหนึ่งนักร้องหนุ่มไม่เพียงเป็นโรคฮอตฮิตของคนวัยทำงาน แต่เราๆ ก็อาจอยู่ในข่ายเป็นโรคที่เราสร้างมันขึ้นมาเองกับมือ โดยที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อน!

          ดังนั้น Lisa จึงขอประมวลโรคฮอตฮิตที่สาว ๆ วัยทำงานมักเป็นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เราตกหลุดพรางกับดักที่เราขุดไว้เอง

1.โรคที่เกิดจากการใส่รองเท้าส้นสูงนานๆ

          สาเหตุ : ใส่รองเท้าส้นสูงนานเกินกว่า 3 ชั่วโมง และใส่สูงเกินกว่า 1 นิ้วครึ่งขึ้นไป

          อาการ : การใส่รองเท้าส้นสูงจะทำให้ข้อเท้าอยู่ในท่าเขย่งอยู่ตลอดเวลา อาการที่พบบ่อยที่สุด คือปวดที่ปลายฝ่าเท้าและนิ้วเท้า รองลงมาคือ ปวดกล้ามเนื้อตรงน่อง ปวดข้อเข่า และปวดหลัง

          การรักษา : ควรเปลี่ยนจากรองเท้าส้นสูงมาเป็นรองเท้าธรรมดา เพื่อให้กล้ามเนื้อรวมถึงข้อต่อต่าง ๆ ได้พักผ่อน นอกจากนั้น ควรดูแลตัวเองด้วยการยืดกล้ามเนื้อ แต่ถ้ายังไม่หาย ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าเกิดจากการอักเสบที่รุนแรงหรือไม่ หลังจากนั้นแพทย์จะให้รับประทานยาลดอาการอักเสบหรือทำกายภาพบำบัดในจุดที่เป็น เช่น ที่ฝ่าเท้า รวมถึงที่หลัง และแพทย์จะแนะนำให้ใส่รองเท้าที่ใส่แผ่นเสริมรองเท้าที่เหมาะสม เพื่อช่วยกระจายไม่ให้น้ำหนักลงไปที่จุดอักเสบเพียงจุดเดียว

          วิธีป้องกัน : ช่วยตอนเย็นของทุกวัน ควรมีการยืดกล้ามเนื้อน่อง โดยท่ายืดกล้ามเนื้อน่องคือ หันหน้าเข้ากำแพง และถอยขาด้านที่จะยืดออกไปข้างหลังให้ฝ่าเท้าขนาดกับพื้น โดยทำสลับขาทั้งสองข้าง ข้างละ 10 ครั้ง และถ้าวันไหนใส่ส้นสูงนานเกินไป ควรหาน้ำอุ่น ๆ มาแช่เท้า เพื่อช่วยให้เอ็นและกล้ามเนื้อฝ่าเท้าได้ยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งควรบริหารนิ้วเท้าด้วยการงุ้มนิ้วเท้าจนสุด แล้วกระดกนิ้วเท้าขึ้นลง

2.โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

          สาเหตุ : เกิดจากการกลั้นปัสสาวะนานเกินไปเพราะติดประชุมบ้าง รถติดอยู่ตามท้องถนนบ้าง หรือบางคนไม่คุ้นกับการเข้าห้องน้ำนอกบ้าน สาเหตุที่สองคือ ดื่มน้ำน้อยกว่า 8-10 แก้ว หรือ 1,500-2,000 ซี.ซี. ต่อวัน ส่วนสาเหตุสุดท้าย เพราะท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าของผู้ชาย จึงทำให้มีโอกาสติดเชื้อจากผิวหนังบริเวณท่อปัสสาวะได้ง่ายกว่า และท่อปัสสาวะของผู้หญิงอยู่ใกล้ท่อทวารหนักมากกว่าของผู้ชาย ทำให้เชื้อโรคเข้ามาปนเปื้อนได้ง่ายกว่า

          นอกจากนั้นผู้หญิงบางคนยังป่วยเป็นโรคตกขาวผิดปกติ หรือท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งสองโรคนี้จะมีเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ตามรูช่องคลอดและทวารหนักเข้ามาปนเปื้อน ทำให้ติดเชื้อตามท่อทางเดินปัสสาวะได้ง่าย

          อาการ : ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ แต่ออกมาในปริมาณน้อย ซึ่งปกติคนเราจะปัสสาวะแค่ 3-5 ครั้งต่อวัน โดยไม่ปัสสาวะตอนกลางคืนเลย คนปกติปัสสาวะหนึ่งครั้งจะมีปริมาณปัสสาวะ 300-400 ซี.ซี. (200 ซี.ซี. เท่ากับน้ำประมาณหนึ่งแก้ว) ในทางกลับกันคนที่ป่วยด้วยโรคนี้ จะปัสสาวะบ่อยขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ปัสสาวะมีน้อยกว่าปกติ บ่อยครั้งที่ปัสสาวะไม่สุด มีอาการแสบขัด มีปัสสาวะสีเหลืองเข้ม ถ้ามีอาการรุนแรงปัสสาวะจะมีเลือดปนออกมาเพียงเล็กน้อย

          การรักษา : คนที่เคยป่วยจะมีโอกาสกลับมาป่วยซ้ำอีก ดังนั้น ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง โดยเฉพาะคนที่ป่วยเป็นครั้งที่สอง ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่ามีสาเหตุอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ที่ทำให้ปัสสาวะผิดปกติ เช่น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ โรคไต หรือโรคท่อปัสสาวะตีบ ซึ่งต้องพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อหาสาเหตุต่อไป

          วิธีป้องกัน : ไม่กลั้นปัสสาวะ และทำความคุ้นเคยกับการปัสสาวะในห้องน้ำสาธารณะให้ได้ ดื่มน้ำสะอาด 8-10 แก้วต่อวัน ถ้ามีโรคตกขาวหรือท้องผูกเรื้อรังควรรักษาให้หายขาด

3.โรคกล้ามเนื้อหดเกร็ง

          สาเหตุ : คนที่ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ ด้วยท่านั่งหรืออิริยาบถที่ไม่เหมาะสม การไม่ได้เปลี่ยนท่าทางทุกหนึ่งชั่วโมง ทำให้โครงสร้างของร่างกายผิดปกติ รวมสภาพแวดล้อมในการทำงาน ระดับโต๊ะ เก้าอี้ จอมอนิเตอร์ และแป้นพิมพ์ที่ปรับระดับไม่เหมาะสม ท่าที่เหมาะสมคือนั่งให้เต็มเบาะ หลังต้องตรง ข้อศอกงอ ประมาณ 90 องศา เข่างอประมาณ 90 องศา ให้จอคอมพิวเตอร์อยู่กลางลำตัว โดยขอบบนของจอมอนิเตอร์จะอยู่ตรงกับระดับของสายตาพอดี เพื่อให้มองต่ำลงประมาณ 15 องศา จะได้ไม่ก้มหรือเงยคอมากเกินไป และระยะจากจอคอมพิวเตอร์กับตาเราควรห่างประมาณ 20-26 นิ้ว

          อาการ : ปวดหลังและปวดคอ รองลงมาคือ บ่าสะบัก นอกจากอาการปวดแล้วยังทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดแบบเรื้อรัง คือปวดเป็น ๆ หาย ๆ โดยที่ไม่ได้เจออุบัติเหตุอะไร และปวดจนกระทบกับการนอนและการทำงาน

          การรักษา : ถ้าเราปวดเมื่อยธรรมดา ควรปรับอิริยาบถและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งยืดเส้นยืดสาย และออกกำลังอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยบรรเทาได้ แต่ถ้ายังมีอาการอยู่ควรไปพบแพทย์ โดยเฉพาะเรื่องของการออกกำลัง ต้องดูเฉพาะบุคคลไป ซึ่งถ้ามากเกินไปก็จะทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

          วิธีป้องกัน : ปรับความสูงเก้าอี้ให้เข่าอยู่ในระดับ 90 องศา ระดับคีย์บอร์ดควรอยู่ระดับเดียวกับข้อศอกพอดี ปรับสภาพโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ วางสิ่งของที่ใช้บ่อยในระยะที่หยิบถึงโดยไม่ต้องเอี้ยวตัวมากเกินไป และที่สำคัญคือการเปลี่ยนอิริยาบถทุก ๆ หนึ่งชั่วโมง

4.โรคเส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ (Carpal Tunnel Syndrome) หรือโรคพังผืดกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ

          สาเหตุ : ใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์งาน คลิกเมาส์นานเกินไป หรือไม่มีที่รองรับข้อมือ ทำให้มีการกระดกข้อมือขึ้นลงซ้ำ ๆ กันจนเกิดอาการชา เพราะพังผืดที่ข้อมือหนาตัวขึ้น

          อาการ : ชานิ้วมือ บางรายมีอาการปวด และกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่นิ้วมือร่วมด้วย ซึ่งควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยแยกระหว่างโรคนี้กับโรคอื่น ๆ เช่นโรคเส้นประสาทที่คอถูกกดทับ

          การรักษา : รักษาตามสาเหตุ โรคเส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ มักเริ่มจากการรับประทานยาพักการใช้ข้อมือ แพทย์อาจจะสั่งให้ใส่ที่พยุงข้อมือไว้ หรือทำกายภาพบำบัด ถ้าอาการรุนแรงกว่านั้นต้องฉีดยาและผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดจะใช้ในกรณีที่คนไข้มีอาการเส้นประสาทกดทับเยอะ จนเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย หรือคนไข้คนนั้นมีอาการชาที่นิ้วมือและปวดมาก ๆ ซึ่งใช้วิธีรักษาอื่น ๆ ก็ยังไม่หาย

          วิธีป้องกัน : ต้องมีการเปลี่ยนอิริยาบถในการใช้ข้อมือ โดยพักแค่ 2-3 นาทีก็พอ ให้ข้อมือได้เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เราอาจจะทำท่าบริหารด้วยการงอฝ่ามือให้โค้งลง เหมือนระฆังคว่ำและหงายขึ้น โดยข้อศอกต้องยืดออกไปตรง ๆ นอกจากนี้ ควรหาที่รองรับข้อมือเมื่อต้องใช้คีย์บอร์ดและเมาส์ขณะทำงาน ควรจัดข้อมือให้ตรง ไม่บิด และกระดกขึ้นเล็กน้อย

คุณเข้าข่ายเป็นโรคเส้นประสาทข้อมือถูกกดทับมั้ย

          เพศหญิง ซึ่งโรคนี้ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย

          อายุ 35-40 ปี

          กำลังตั้งครรภ์

          มีข้อมือค่อนข้างกลม

          ชาหรือปวดบริเวณมือ ส่วนใหญ่อาการจะเกิดในตอนกลางคืน แต่ถ้าสะบัดมือแล้วอาการจะดีขึ้น

          ทำงานที่ต้องดกข้อมือบ่อย ๆ เช่น พนักงานออฟฟิศ พนักงานโรงงาน พนักงานขุดเจาะถนน

5.โรคเกี่ยวกับตา

          สาเหตุ : มองหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องนาน ๆ และระยะห่างจากเก้าอี้นั่งกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ใกล้เกินไป หรือมีแสงสว่างตกลงมาที่หน้าจอมากเกินไปหรือน้อยเกินไป หรือนั่งติดบริเวณที่เป็นกระจกแล้วมีแดดส่องเข้ามาตลอดทั้งวัน

          อาการ : ตาแห้ง มีอาการแสบตา น้ำตาน้อยหรือน้ำตาไหล รู้สึกตาพร่ามัวเวลาที่จ้อง มองเห็นภาพไม่ชัด และปวดรอบกระบอกตา

          การรักษา : ถ้ามีอาการทางสายตาควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อวัดสายตาและตรวจเฉพาะทางเพื่อดูว่ามีอาการสายตาสั้น-ยาวร่วมด้วยหรือเปล่า

          วิธีป้องกัน : พักสายตาทุก ๆ 20 นาที ด้วยการกะพริบตา 10 ครั้ง และทุกหนึ่งชั่วโมงควรมีการเปลี่ยนการมอง เช่น มองในที่ไกล ๆ เพื่อให้เลนส์ตาได้ผ่อนคลาย นอกจากนั้น ต้องมีการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม โดยมีที่บังแสงที่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือปรับย้ายโต๊ะจากที่ที่แสงแดดจ้า ๆ รวมทั้งปรับหน้าจอให้พื้นหลังมีสีอ่อน ตัวอักษรมีสีเข้มเพื่อความสบายตา และใช้ตัวอักษรใหญ่ ๆ

6.ความเครียด

          สาเหตุ : แล้วแต่ปัจจัยของแต่ละคน ทั้งนิสัยใจคอ หน้าที่ความรับผิดชอบว่าสูงหรือไม่ ปัญหาเรื่องงาน หรือแม้แต่ภาวะเศรษฐกิจก็ก่อให้เกิดความเครียด ซึ่งบางคนทำงานหนักแล้วไม่ได้ออกกำลังกาย

          อาการ : แม้จะเป็นเรื่องของจิตใจ แต่พบอาการได้ตามร่างกายทั่วไป ซึ่งที่พบมากที่สุดก็คือปวดหัวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะปวดหัวข้างเดียวหรือปวดทั้งหัว นอกจากนั้น ยังมีอาการกล้ามเนื้อคอเกร็งและปวดร้าวบริเวณรอบกระบอกตาร่วมด้วย บางรายอาจจะเครียดจนอาเจียน แต่พบไม่มากนัก หรือเวลาเครียดจะรู้สึกปั่นป่วนในท้องแต่จะหายไปได้เองเมื่อความเครียดน้อยลง บางรายมีอาการมือสั่น ใจสั่น เหงื่อออกบริเวณมือและเท้า บางรายเครียดหนัก ๆ จนนอนไม่หลับก็มี

          การรักษา : ลดความเครียดเสียก่อน หลังจากนั้น อาจรักษาตามอาการ เช่น ปวดหัวจากกล้ามเนื้อคอเกร็ง รักษาโดยการปรับท่านั่งให้เหมาะสม ยืดเส้นยืดสาย พักผ่อนให้เพียงพอ และอาจให้ยา ถ้ามีอาการปวดหัวจากไมเกรน ถ้าเป็นรุนแรงหรือเรื้อรัง มีภาวะซึมเศร้า ควรปรึกษาแพทย์ คนไข้ไม่ควรซื้อยามาปรับประทานเอง

          วิธีป้องกัน : พยายามทำใจให้ปล่อยวาง ตั้งความคาดหวังให้น้อยลง หาเวลาออกกำลังกายเพื่อให้สารแห่งความสุขหลั่ง นอกจากนั้น ควรพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง และรับประทานอาหารให้ถูกหลักและครบ 5 หมู่

7.เอ็นอักเสบ (Tendinintis)

          สาเหตุ : เกิดจากการใช้งานเส้นเอ็นซ้ำ ๆ ในท่าที่ไม่ถูกต้อง เช่น สะพายกระเป๋าหนัก เอื้อมหยิบของในท่าที่ไม่เหมาะสมบ่อย ๆ รวมถึงการนั่งพิมพ์งานต่อเนื่องนาน ๆ ในผู้หญิงทำงานจะพบอาการที่หัวไหล่และข้อศอก โรคนี้ยังพบบ่อยในผู้ที่เล่นกีฬาด้วย

          อาการ : ปวดบริเวณเส้นเอ็นที่มีอาการอักเสบ ปวดหัวไหล่ และข้อศอก โดยจะปวดมากขึ้นเมื่อสะพายกระเป๋า ถือของ ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาที่ใช้แขนข้างนั้น ถ้าอักเสบรุนแรงจะปวดตำแหน่งเส้นเอ็นนั้นตลอดเวลา

          การรักษา : ขึ้นอยู่กับความรุนแรง ถ้าอาการปวดไม่มากรหือเพิ่งเริ่มปวด ควรพักการใช้งานเส้นเอ็นนั้น ๆ เช่น พักการใช้แขนข้างนั้น งดออกกำลังที่ต้องใช้แขน แต่ถ้ายังมีอาการอยู่ ปวดรุนแรง หรือเป็นเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะให้รับประทานยาลดการอักเสบ อาจให้ใส่ที่พยุงรอบข้อต่อ เช่น ที่ข้อศอก ทำกายภาพบำบัด เพื่อลดการอักเสบเฉพาะจุด ซึ่งกายภาพบำบัดจะทำให้ไม่ต้องรับประทานยามากเกินความจำเป็นและถ้ารุนแรงอาจมีการฉีดยาร่วมด้วย

          วิธีป้องกัน : หลีกเลี่ยงการสะพายกระเป๋าหนัก ๆ ควรถือของโดยสลับใช้แขนขวาและซ้าย เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้งานเส้นเอ็นแขนข้างใด ข้างหนึ่งมากจนเกินไป นอกจากนี้ ควรพักการใช้แขนทุกหนึ่งชั่วโมง ด้วยการยืดเส้นยืดสาย และเปลี่ยนอิริยาบถ รวมถึงจัดท่านั่งในการทำงานในอยู่ในอิริยาบถที่เหมาะสม

ข้อแนะนำจาก พ.ญ.ธนพร ลาภรัตนากุล แพทย์ประจำสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ร.พ.BNH สาทร

          "เราไม่ควรใส่รองเท้าที่ส้นสูงมากจนเกินไป ถ้าจำเป็นต้องใส่จริง ๆ ควรมีรองเท้าส้นเตี้ยสำอางเอาไว้เปลี่ยน นอกจากนั้น ควรปรับสภาพโต๊ะทำงาน ไม่ให้รกจนต้องเอี้ยวตัวไปไหนไกล ๆ ควรปรับเก้าอี้นั่งให้อยู่ในท่าที่ถูกสุขลักษณะและควรเปลี่ยนท่านั่งทุกๆ หนึ่งชั่วโมง แล้วก็ควรการพักสายตาบ่อย ๆ รวมถึงการพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ 5 หมู่ และดื่มน้ำให้เพียงพอ"

           "นอกจากนั้น ควรหาเวลาออกกำลังอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที ซึ่งการออกกำลังควรให้เหมาะสมกับบุคคลนั้น ๆ ด้วย ควรปล่อยให้จิตใจได้มีการพักผ่อน ไม่เครียดจนเกินไปและไม่คาดหวังในเรื่องงานมากจนเกินไป จิตใจมีส่วนสำคัญ ถ้าสภาพจิตใจดีไม่มีความเครียดมาก โรคทางกายอื่น ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นหรือสามารถทุเลาลงได้บ้าง ถ้ามีอาการผิดปกติอื่น ๆ และใช้วิธีตามตัวอย่างข้างต้นแล้วแต่ไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์"

  เคล็ดลับสุขภาพ สุขภาพใกล้ตัว โรคและการป้องกัน คลิกเลย 

 

  คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก



7 ภัยสุขภาพยอดฮิต คุกคามสาวทำงาน โพสต์เมื่อ 5 ตุลาคม 2552 เวลา 16:49:55 323 อ่าน แสดงความคิดเห็น

คิดอย่างไรกับเรื่อง: 7 ภัยสุขภาพยอดฮิต คุกคามสาวทำงาน ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
TOP