ไบโอติน ยี่ห้อไหนดี ปี 2026 ส่อง 7 ตัวช่วยดูแลสุขภาพผมและเล็บ ควรกินตอนไหนดี ?

          ไบโอติน ยี่ห้อไหนดี ปี 2026 ใครสงสัยว่า กิน Biotin ช่วยอะไร บำรุงผมและเล็บได้จริงไหม และมีผลข้างเคียงอะไรที่ควรรู้บ้าง มาอ่านเลย
ไบโอตินแก้ผมร่วง

          หวีผมทีไรก็เจอเส้นผมติดออกมาเป็นกำ หรือเล็บที่เคยแข็งแรงกลับเปราะแตกหักง่าย หลายคนจึงเริ่มมองหาอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบำรุงผม และเล็บ ซึ่งชื่อที่ถูกพูดถึงบ่อย ๆ ก็คือ ไบโอติน นี่เอง ว่าแต่...จริง ๆ แล้วไบโอตินคืออะไร หาได้จากอาหารธรรมชาติทั่วไปหรือไม่ แล้วถ้าอยากกินแบบอาหารเสริมควรเลือก ไบโอติน ยี่ห้อไหนดี ถึงจะคุ้มค่า มาหาคำตอบไปพร้อมกันได้เลย

ไบโอติน คืออะไร

ไบโอติน คืออะไร

          ไบโอติน (Biotin) อยู่ในกลุ่มวิตามินบี หรือรู้จักกันในชื่อวิตามิน B7 บางคนอาจเรียกว่า วิตามินเอช (Vitamin H) เป็นวิตามินละลายในน้ำที่ร่างกายใช้ช่วยเปลี่ยนอาหารที่กินเข้าไปให้เป็นพลังงาน หากได้รับเกินความต้องการ ส่วนที่เหลือมักถูกขับออกทางปัสสาวะ

ไบโอติน ช่วยอะไร

          มารู้จักหน้าที่หลักของไบโอตินในร่างกายกันก่อน โดยไบโอตินเป็นเหมือนผู้ช่วยของเอนไซม์หลายชนิด คอยช่วยกระตุ้นให้ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายเดินหน้าได้ ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดจึงเกี่ยวกับการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน และการสร้างเซลล์ใหม่ ดังนี้

  • เปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน : ไบโอตินเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ข้าว เนื้อสัตว์ หรือขนมที่กินเข้าไป จึงถูกแปลงเป็นพลังงานให้ร่างกายใช้ได้
  • เผาผลาญไขมันและสร้างน้ำตาลกลูโคส : ไบโอตินช่วยให้ร่างกายสร้างกรดไขมัน และสร้างกลูโคสขึ้นมาจากสารอาหารอื่น ในยามที่น้ำตาลจากอาหารไม่พอ
  • ย่อยสลายกรดอะมิโนบางชนิด : เช่น ลิวซีน (Leucine) ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้จากอาหารเท่านั้น
  • สร้างเซลล์ใหม่ : ไบโอตินเกี่ยวข้องกับการสร้างสารพันธุกรรม (DNA และ RNA) ดังนั้น เซลล์ที่ต้องสร้างทดแทนอยู่ตลอดเวลา เช่น เซลล์ผิวหนัง เส้นผม และเล็บ จึงต้องใช้ไบโอตินอย่างต่อเนื่อง 
  • ดูแลสุขภาพเส้นผมและเล็บ : ผิวหนัง เส้นผม และเล็บเป็นส่วนที่ร่างกายสร้างใหม่ตลอดเวลา จึงใช้ไบโอตินเป็นประจำ และเป็นจุดที่แสดงสัญญาณก่อนเมื่อร่างกายขาดไบโอตินจริง เช่น ผมบางลงหรือผมร่วง ผื่นแดงเป็นขุยบนผิวหนัง และเล็บเปราะ
  • มีบทบาทต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ : ช่วงตั้งครรภ์ เซลล์ของทารกแบ่งตัวและสร้างใหม่อย่างรวดเร็ว ร่างกายจึงใช้ไบโอตินสร้างสารพันธุกรรมในเซลล์เหล่านั้นมากขึ้นกว่าปกติ
  • ทำงานร่วมกับระบบประสาท ดวงตา และตับ : ไบโอตินเป็นหนึ่งในวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการทำงานตามปกติของอวัยวะเหล่านี้ จึงไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องผิว ผม และเล็บอย่างที่หลายคนคุ้นเคย

ร่างกายต้องการไบโอตินวันละเท่าไร

          จากข้อมูลของกรมอนามัย ผู้ใหญ่อายุ 19 ปีขึ้นไปทั้งชายและหญิงควรได้รับไบโอตินวันละ 30 ไมโครกรัม (mcg) ส่วนหญิงตั้งครรภ์ไม่ต้องเพิ่มจากปกติ แต่ช่วงให้นมบุตรต้องเพิ่มอีกวันละ 5 ไมโครกรัม

ไบโอตินพบในอาหารอะไรบ้าง

อาหารที่มีไบโอติน

          ไบโอตินพบได้ในอาหารหลายประเภท แต่ส่วนใหญ่มีในปริมาณไม่มากนัก โดยแหล่งอาหารที่ให้ไบโอตินสูง ได้แก่ ตับวัว ตับหมู ไข่ไก่ ถั่วลิสงคั่ว ถั่วเหลือง ดอกกะหล่ำ หอยนางรม นมผง เบคอน กล้วย ปลาแซลมอน นมวัว ข้าวโพด ข้าวขัดสี

          อย่างไรก็ตาม ไบโอตินที่ได้จากอาหารในกลุ่มข้าวและเมล็ดพืชมีเพียงราว 20-40% ที่อยู่ในรูปที่ร่างกายนำไปใช้ได้ และถ้านำไปปรุงอาหารด้วยการผ่านความร้อนจะสูญเสียไบโอตินไปอีกเล็กน้อย  

ใครบ้างที่อาจต้องเสริมไบโอติน

          คนส่วนใหญ่ได้รับไบโอตินเพียงพอจากอาหารอยู่แล้ว เพราะนอกจากอาหาร แบคทีเรียในลำไส้ยังช่วยสร้างไบโอตินให้ร่างกายด้วย โดยทั่วไปร่างกายได้รับจากอาหารประมาณ 40-60 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งมากกว่าที่ต้องการ 30 ไมโครกรัม ทว่ามีบางกลุ่มที่ได้รับไม่พอ หรือใช้ไบโอตินไม่ได้ตามปกติ และอาจต้องเสริมตามที่แพทย์ประเมิน เช่น

  • คนที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ไบโอตินิเดส (Biotinidase deficiency) : เป็นภาวะทางพันธุกรรมที่พบได้น้อย ทำให้ร่างกายนำไบโอตินไปใช้ไม่ได้ตามปกติ
  • คนที่ดื่มแอลกอฮอล์หนักต่อเนื่อง : แอลกอฮอล์ขัดขวางการดูดซึมไบโอติน
  • คนที่ใช้ยาปฏิชีวนะหรือยากันชักต่อเนื่อง : ยากลุ่มนี้อาจทำให้ระดับไบโอตินในร่างกายลดลง
  • คนที่ได้รับอาหารทางหลอดเลือดดำที่ไม่มีไบโอติน
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร : ร่างกายใช้ไบโอตินมากขึ้น แต่วิตามินบำรุงครรภ์หลายสูตรมีไบโอตินอยู่แล้ว จึงควรถามแพทย์ก่อนเสริมเพิ่ม

          สำหรับคนที่ต้องเสริมจริง ลองมาดูกันต่อว่าควรเลือกอาหารเสริมไบโอตินอย่างไร

วิธีเลือกซื้อไบโอติน

          ก่อนหยิบใส่ตะกร้า ลองไล่เช็กตามข้อเหล่านี้ เพื่อเลือกไบโอตินที่เหมาะกับตัวเอง  

  • อ่านปริมาณไบโอตินให้ชัด : ฉลากอาจเขียนเป็นไมโครกรัม (mcg) หรือมิลลิกรัม (mg) ซึ่ง 1 มิลลิกรัมเท่ากับ 1,000 ไมโครกรัม จึงควรเช็กหน่วยให้ดี แล้วเลือกโดสที่เหมาะกับตัวเอง ถ้าเพิ่งเริ่มกินควรเริ่มจากโดสน้อยก่อน เว้นแต่แพทย์แนะนำเป็นอย่างอื่น
  • เทียบปริมาณที่ต้องกินต่อวัน : ปริมาณไบโอตินบนฉลากบางตัวอาจไม่ใช่ต่อ 1 เม็ด แต่เป็นของ 2-3 เม็ด การเทียบราคาจึงควรคิดจากปริมาณที่กินจริงในหนึ่งวัน
  • ดูส่วนผสมอื่นในสูตร : บางสูตรเติมวิตามินและแร่ธาตุอื่นมาด้วย เช่น ซิงค์ ซิลิกา ซีลีเนียม คอลลาเจน สารสกัดจากหญ้าหางม้า หรือวิตามินบีรวม ลองดูว่าแต่ละอย่างมีปริมาณเท่าไร ช่วยดูแลสุขภาพด้านไหน และตรงกับสิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า แต่ถ้าอยากเน้นแค่ไบโอติน ก็เลือกสูตรเดี่ยวได้เลย
  • เช็กว่ากินซ้ำกับวิตามินอื่นหรือไม่ : มัลติวิตามิน วิตามินบีรวม และวิตามินสำหรับหญิงตั้งครรภ์หลายสูตรมีไบโอตินอยู่แล้ว ถ้ากินรวมกันในวันเดียว อาจได้รับมากกว่าที่ร่างกายต้องการ
  • เลือกรูปแบบที่กินสะดวก : อาหารเสริมไบโอตินที่วางขายตอนนี้มีหลายรูปแบบ เช่น
    • แบบแคปซูลและเม็ด : กินง่าย พกพาสะดวก และคุมปริมาณที่กินได้ง่าย
    • แบบผง : เหมาะกับคนที่ไม่ชอบกินยาเม็ด ชงดื่มกับน้ำได้เลย หรือบางผลิตภัณฑ์ก็เทใส่ปากกินได้
    • แบบกัมมี่ : เคี้ยวง่าย รสชาติอร่อย ไม่ต้องดื่มน้ำตาม เหมาะกับคนที่กลืนเม็ดไม่ถนัดเช่นกัน แต่ควรเช็กปริมาณน้ำตาลและส่วนผสมแต่งรสด้วย
  • เช็กสารก่อภูมิแพ้ : เช่น ถั่วเหลือง กลูเตน ยีสต์ สัตว์ทะเลเปลือกแข็ง รวมถึงเจลาตินและส่วนผสมอื่นที่มาจากสัตว์ โดยเฉพาะคนที่เคยแพ้อาหารหรือกินมังสวิรัติ
  • ตรวจเลข อย. : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องมีเลขสารบบอาหาร 13 หลัก นำไปค้นในระบบของ อย. ได้ว่าตรงกับชื่อสินค้าจริงหรือไม่
  • เลือกซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้ : ควรซื้อจากร้านขายยา ร้านค้าทางการ (Official Store) หรือช่องทางของแบรนด์ พร้อมเช็กวันผลิต วันหมดอายุ และวิธีเก็บรักษาบนฉลาก

          ทีนี้ลองมาดูกันต่อว่า ในปีนี้มีไบโอตินตัวไหนที่น่าสนใจบ้าง

ไบโอติน ยี่ห้อไหนดี ปี 2026

1. Yanhee Teezeer Biotin Plus

Yanhee Teezeer Biotin Plus

ภาพจาก : Yanhee Online Store

          ยันฮี ทีเซอร์ ไบโอติน พลัส (Yanhee Teezeer Biotin Plus) เป็นอาหารเสริมไบโอตินสูตรผสม มีไบโอติน 550 ไมโครกรัม (0.55 มิลลิกรัม) พร้อมวิตามิน แร่ธาตุ และสารสกัดอื่นอีก 11 ชนิด ได้แก่ วิตามินซี สารสกัดจากหญ้าหางม้า ซิงค์ ไนอาซินาไมด์ วิตามินบี 6 วิตามินอี วิตามินเอ กรดโฟลิก สารสกัดจากข้าว เฟอร์รัสฟูมาเรต และซีลีเนียม ซึ่งทางแบรนด์ออกแบบสูตรมาเพื่อดูแลสุขภาพเส้นผม มาในรูปแบบเม็ดกลมขนาดไม่ใหญ่มาก เหมาะกับคนที่อยากได้ไบโอตินพร้อมวิตามินหลายตัวในผลิตภัณฑ์เดียว กระปุกละ 30 เม็ด ราคาปกติ 2,390 บาท แต่บางช่วงก็มี Flash Sale เหลือไม่ถึง 1,000

  • วิธีรับประทาน : วันละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า
  • ขนาด : 1 กระปุก 30 เม็ด
  • ราคาปกติ : 2,390 บาท

2. Swisse Biotin Forte With Vitamin C + Zinc

Swisse Biotin Forte With Vitamin C + Zinc

ภาพจาก : Swisse_Thailand

          คนที่ไม่อยากได้ไบโอตินปริมาณสูงมาก ลองดู สวิสเซ ไบโอติน ฟอร์เต้ วิตามินซี พลัส ซิงค์ (Swisse Biotin Forte With Vitamin C + Zinc) แบรนด์จากออสเตรเลีย แต่ละเม็ดมีไบโอติน 150 ไมโครกรัม (0.15 มิลลิกรัม) เสริมด้วยวิตามินซี ซิงค์ วิตามินบี 12 วิตามินอี สารสกัดเมล็ดองุ่น สารสกัดหางม้า ซีลีเนียม ทองแดง แมงกานีส แคลเซียม เหล็ก และโพแทสเซียม ข้อสังเกตคือ ขนาดเม็ดอาจจะค่อนข้างใหญ่ไปนิดสำหรับคนที่ไม่ชอบกลืนยาเม็ด 1 กระปุกมี 60 เม็ด ราคาปกติ 790 บาท ถ้าเก็บโค้ดได้ก็ยังได้ส่วนลดเพิ่มอีก

  • วิธีรับประทาน : วันละ 1 เม็ด ระหว่างหรือหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมาก ๆ
  • ขนาด : 1 กระปุก 60 เม็ด
  • ราคาปกติ : 790 บาท

3. Blackmores Biotin H+

Blackmores Biotin H+

ภาพจาก : Blackmores

          หากอยากได้สูตรที่มีชาขาวและสาหร่ายเคลป์ แบลคมอร์ส ไบโอติน เอช พลัส (Blackmores Biotin H+) ก็น่าสนใจ แต่ละเม็ดมีไบโอติน 150 ไมโครกรัม (0.15 มิลลิกรัม) ซึ่งมีส่วนช่วยคงสภาพเส้นผมและผิวหนัง พร้อมซิงค์ วิตามินซี วิตามินอี และซีลีเนียม รวมถึงสารสกัดธรรมชาติจากข้าวฟ่าง หางม้า ชาขาว พริก และสาหร่ายเคลป์แห้ง เม็ดค่อนข้างใหญ่เหมือนกัน เหมาะกับคนที่กลืนยาเม็ดได้สบาย บรรจุกระปุกละ 60 เม็ด ราคาปกติ 958 บาท

  • วิธีรับประทาน : วันละ 1 เม็ด พร้อมอาหาร   
  • ขนาด : 1 กระปุก 60 เม็ด
  • ราคาปกติ : 958 บาท

4. GIFFARINE Biotin H Maxx 900

ไบโอติน กิฟฟารีน

ภาพจาก : giffarine

          กิฟฟารีน ไบโอติน เอช แมกซ์ 900 (Giffarine Biotin H Maxx 900) ตัวนี้ให้ปริมาณไบโอตินสูงถึง 900 ไมโครกรัม (0.9 มิลลิกรัม) ผสมสารสกัดหางม้าที่เทียบเท่าหางม้าบดผง 500 มก. พร้อมแอล-เมไธโอนีน แอล-ซิสเทอีน โปรตีนจากถั่วเหลือง วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ วิตามินบี 2 บี 5 บี 12 กรดโฟลิก ซิงค์ ทองแดง และซีลีเนียม ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อการดูแลเส้นผมและเล็บ รับประทานง่ายในรูปแบบแคปซูล 1 กระปุก มี 30 แคปซูล ราคาปกติอยู่ที่ 600 บาท

  • วิธีรับประทาน : วันละ 1 แคปซูล หลังอาหาร  
  • ขนาด : 1 กระปุก 30 แคปซูล
  • ราคาปกติ : 600 บาท

5. Biotin Zinc คณะเภสัช จุฬาฯ

Biotin Zinc เภสัช จุฬา

ภาพจาก : chulaphartech

          ไบโอติน ซิงค์ พลัส (Biotin Zinc Plus) หรือ Biotin Zinc จุฬาฯ ที่หลายคนพูดถึง ผ่านการวิจัยและพัฒนาโดยคณะเภสัชกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน 1 เม็ด ให้ไบโอติน 900 ไมโครกรัม (0.9 มิลลิกรัม) ซิงค์ 15 มิลลิกรัม และซีลีเนียม 70 ไมโครกรัม ซึ่งทั้งสามชนิดเป็นสารอาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพผมและผิวหนัง ราคาก็ไม่แพงมาก เพราะ 1 กระปุกมี 90 เม็ด ราคาประมาณ 400-600 บาทเท่านั้น

  • วิธีรับประทาน : วันละ 1 เม็ด พร้อมอาหาร  
  • ขนาด : 1 กระปุก 90 เม็ด
  • ราคาประมาณ : 400-600 บาท

6. Verena CDZ Instant Biotin with Butterfly Pea Extract Biotin

Verena CDZ Instant Biotin

ภาพจาก : verena

          ถ้าชอบแบบเครื่องดื่ม Verena CDZ Instant Biotin with Butterfly Pea Extract Biotin 200% กล่องนี้น่าจะถูกใจ เพราะมาในรูปแบบผง จะเทใส่ปาก ผสมเครื่องดื่ม หรือโรยบนอาหารก็ได้ ไม่ต้องกลืนยาเม็ด แต่ละซองมีไบโอตินนำเข้าจากเบลเยียม พร้อมผงน้ำผึ้ง สารสกัดจากดอกอัญชัน และวิตามินซี แต่ในสูตรมีซูโครสผสมอยู่ ทำให้ได้น้ำตาล 3 กรัมต่อซอง ปกติกล่องละ 10 ซอง ราคา 950 บาท แต่บางครั้งก็จัดโปรโมชั่นลดเหลือไม่ถึง 200 บาท

  • วิธีรับประทาน : รับประทานวันละ 1 ซอง โดยสามารถฉีกซองเทใส่ปากแล้วดื่มน้ำตาม หรือผสมกับเครื่องดื่ม หรือโรยบนอาหาร
  • ขนาด : 1 กล่อง 10 ซอง
  • ราคาปกติ : 950 บาท

7. POSH BIOTIN มะขาม

POSH BIOTIN มะขาม

ภาพจาก : Posh Medica_officialshop

          คนที่เพิ่งเริ่มสนใจไบโอติน และอยากได้ตัวช่วยแบบหลากหลายในราคาเบา ๆ POSH ไบโอติน พลัส มะขาม (ตรา พอช) อาจตอบโจทย์ เพราะให้ไบโอตินเพียง 0.03 มิลลิกรัม แต่รวมสารอาหารอื่นมาให้ด้วย ทั้งสารสกัดจากหญ้าหางม้า สารสกัดจากเมล็ดองุ่น ซิงค์ ผงมะขาม ผงเมล็ดแฟลกซ์ และผงอัญชัน เป็นต้น บรรจุ 20 แคปซูล ราคาปกติ 299 บาท

  • วิธีรับประทาน : ครั้งละ 1 แคปซูล  
  • ขนาด : 1 กระปุก 20 แคปซูล 
  • ราคาปกติ : 299 บาท

ไบโอติน กินตอนไหนดี 
กินก่อนนอนได้ไหม

ไบโอติน กินตอนไหนดี

          ปัจจุบันยังมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะบอกว่าไบโอตินกินตอนไหนดีที่สุด ไม่ว่าจะเช้า กลางวัน หรือก่อนนอน ดังนั้นจึงกินก่อนนอนได้ ทั้งนี้ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือกินตามที่ฉลากของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ แนะนำ แล้วเลือกเวลาที่จำง่าย จะได้ไม่ลืมกิน

ไบโอติน มีผลข้างเคียงไหม 
ควรระวังอะไรบ้าง

  • อ่านฉลาก คำเตือน และปริมาณที่แนะนำก่อนกินทุกครั้ง
  • ไม่ควรเพิ่มขนาดเอง เพราะการรับประทานไบโอตินปริมาณสูงมีโอกาสรบกวนผลตรวจเลือดมากขึ้น
  • ก่อนตรวจเลือดหรือพบแพทย์ โดยเฉพาะตรวจฮอร์โมนไทรอยด์หรือค่าที่เกี่ยวกับหัวใจ ให้แจ้งว่ากินไบโอตินหรือวิตามินรวมที่มีไบโอตินอยู่ เนื่องจากแพทย์อาจให้หยุดกินชั่วคราวก่อนตรวจ และควรถามด้วยว่าต้องหยุดก่อนตรวจกี่วัน
  • กลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนกิน
  • ผู้ที่เคยแพ้ไบโอติน วิตามินบี 7 หรือส่วนผสมใดในผลิตภัณฑ์ ควรหลีกเลี่ยง
  • การรับประทานไข่ขาวดิบเป็นประจำอาจขัดขวางการดูดซึมไบโอติน ถ้ารับประทานอยู่ควรเปลี่ยนเป็นไข่ขาวสุกแทน
  • คนส่วนใหญ่ทนไบโอตินได้ดี แต่บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้องเกร็ง ซึ่งเป็นอาการที่ไม่รุนแรง
  • ในกรณีที่มีผื่น คัน บวม หายใจลำบาก หัวใจเต้นแรง หรืออาการผิดปกติ ให้หยุดกินทันทีและไปพบแพทย์
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค ควรกินอาหารหลากหลาย ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ
          เส้นผมและเล็บล้วนสร้างจากโปรตีนเคราติน (Keratin) การดูแลจึงเริ่มได้จากเรื่องรอบตัวหลายอย่าง เช่น กินโปรตีนให้พอ นอนให้เป็นเวลา ลดความเครียด ไม่ใช้ความร้อนกับเส้นผมบ่อยเกินไป และถนอมเล็บไม่ให้โดนสารเคมีแรง ๆ แต่ถ้าผมร่วงมากผิดปกติ ผมบางเป็นหย่อม หรือเล็บเปลี่ยนรูปเปลี่ยนสีต่อเนื่อง ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

บทความที่เกี่ยวข้องกับผมร่วงและการดูแลผม

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ไบโอติน ยี่ห้อไหนดี ปี 2026 ส่อง 7 ตัวช่วยดูแลสุขภาพผมและเล็บ ควรกินตอนไหนดี ? โพสต์เมื่อ 21 ตุลาคม 2569 เวลา 10:59:58
TOP
x close