เครื่องดื่มเกลือแร่คืออะไร ช่วยอะไร
เครื่องดื่มเกลือแร่ คือเครื่องดื่มที่ช่วยชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไปกับเหงื่อ มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญ และอาจมีเกลือแร่ชนิดอื่น เช่น โพแทสเซียม เพิ่มเข้ามาด้วย โดยสูตรทั่วไปมักมีน้ำตาลเพื่อให้พลังงาน ส่วนผลิตภัณฑ์ที่จัดเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ตามข้อกำหนดของไทยจะต้องไม่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ
นอกจากเครื่องดื่มเกลือแร่โดยตรงแล้ว ในท้องตลาดยังมีเครื่องดื่มผสมเกลือแร่ ซึ่งเติมวิตามิน แร่ธาตุอื่น หรือกรดอะมิโนเข้าไปด้วย สินค้ากลุ่มนี้ก็ช่วยเติมน้ำได้เช่นกัน เพียงแต่สูตรต่างจากเครื่องดื่มเกลือแร่
เครื่องดื่มเกลือแร่คืออะไร เหมาะกับใคร
บางคนอาจสงสัยว่า ถ้าเสียเหงื่อ ดื่มแค่น้ำเปล่าได้ไหม ? สำหรับคนส่วนใหญ่ การดื่มน้ำเปล่าร่วมกับการกินอาหารตามปกติก็เพียงพอแล้ว แต่หากเสียเหงื่อมากต่อเนื่องเป็นเวลานาน ร่างกายจะสูญเสียทั้งน้ำและเกลือแร่ เครื่องดื่มเกลือแร่จึงอาจเป็นอีกตัวช่วยในการชดเชยสิ่งที่เสียไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนต่อไปนี้
- คนที่ออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักต่อเนื่องนานกว่าประมาณ 1 ชั่วโมง เช่น วิ่งระยะไกลหรือปั่นจักรยานเป็นเวลานาน
- คนที่ออกกำลังกายในอากาศร้อนและเสียเหงื่อมาก แม้ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก็อาจพิจารณาตามความหนักของกิจกรรมและปริมาณเหงื่อที่เสียไป
- คนที่ทำงานกลางแจ้งหรือในที่ร้อนจนเหงื่อออกต่อเนื่องหลายชั่วโมง ซึ่งอาจต้องชดเชยเกลือแร่ควบคู่กับน้ำด้วย
เครื่องดื่มเกลือแร่มีกี่แบบ
หากแบ่งตามรูปแบบการดื่มและการเตรียม ผลิตภัณฑ์สำหรับชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่พบได้บ่อยมี 3 แบบ คือ แบบพร้อมดื่ม แบบผงชง และแบบเม็ดฟู่ ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานต่างกันไป
1. แบบพร้อมดื่ม (Ready-to-Drink)
เปิดฝาแล้วดื่มได้เลย ไม่ต้องเตรียมน้ำหรือผสมเอง เหมาะกับคนที่ต้องการความสะดวก เช่น แวะซื้อหลังออกกำลังกาย แต่หากต้องพกหลายขวดก็อาจเพิ่มน้ำหนักและกินพื้นที่ในกระเป๋า
2. แบบผงชง (Powder)
บรรจุเป็นผงสำหรับละลายน้ำ ซองเล็ก พกสะดวก และเลือกชงเมื่อต้องการดื่มได้ แต่ต้องมีน้ำสะอาดและภาชนะสำหรับผสม โดยควรใช้ปริมาณน้ำตามที่ฉลากระบุ เพราะการเติมน้ำมากหรือน้อยเกินไปจะทำให้ความเข้มข้นของเครื่องดื่มเปลี่ยนไป
3. แบบเม็ดฟู่ (Effervescent Tablet)
ใช้โดยหย่อนเม็ดฟู่ลงในน้ำตามปริมาณที่ฉลากกำหนด แล้วรอให้ละลายหมดก่อนดื่ม ขนาดกะทัดรัด พกไปชงระหว่างเดินทางหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งได้สะดวก แต่ต้องละลายน้ำก่อนเสมอ ไม่ควรเคี้ยวหรือกลืนทั้งเม็ด
เครื่องดื่มเกลือแร่ กับผงเกลือแร่ ORS
ต่างกันอย่างไร ดื่มตอนท้องเสียได้ไหม
แม้จะเรียกว่า “เกลือแร่” เหมือนกัน แต่เครื่องดื่มเกลือแร่กับผงเกลือแร่ ORS มีส่วนประกอบและวัตถุประสงค์ในการใช้งานต่างกัน ถ้าท้องเสีย ควรเลือก ORS สำหรับชดเชยน้ำและเกลือแร่ ไม่ควรใช้เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลังกายแทน เพราะชดเชยสิ่งที่ร่างกายสูญเสียได้ไม่เหมาะสมเท่า ORS ดังนี้
- เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับออกกำลังกาย ออกแบบมาเพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไปกับเหงื่อ สูตรทั่วไปมักมีน้ำตาลสูงกว่าและมีโซเดียมน้อยกว่า ORS จึงไม่เหมาะสำหรับใช้ทดแทนเมื่อท้องเสีย อีกทั้งเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง หากดื่มมากอาจดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้และทำให้ถ่ายเหลวมากขึ้นได้
- ผงเกลือแร่ ORS (Oral Rehydration Salts) จัดเป็นยา ใช้เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากอาการท้องเสียหรืออาเจียน มีน้ำตาลกลูโคสและเกลือแร่ในสัดส่วนที่ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมน้ำและโซเดียมได้อย่างเหมาะสม โดย ORS ช่วยป้องกันและแก้ไขภาวะขาดน้ำ ไม่ใช่ยาหยุดถ่าย ก่อนดื่ม ORS ต้องละลายผงยากับน้ำสะอาดตามปริมาณที่ระบุบนซอง
วิธีเลือกซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่
1. ดูประเภทผลิตภัณฑ์ให้ชัด
ผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า "เกลือแร่" บนบรรจุภัณฑ์อาจไม่ได้จัดอยู่ในประเภทเดียวกันทั้งหมด จึงควรอ่านชื่ออาหารและรายละเอียดบนฉลากประกอบด้วย
- เครื่องดื่มเกลือแร่ : ตามข้อกำหนดของไทยมีเกณฑ์ส่วนประกอบที่กำหนดไว้ เช่น โซเดียม 460-920 มิลลิกรัมต่อลิตร โพแทสเซียมไม่เกิน 195 มิลลิกรัมต่อลิตร (ถ้ามี) และมีข้อกำหนดเรื่องชนิดและปริมาณน้ำตาล รวมถึงต้องไม่มีคาเฟอีน
- เครื่องดื่มหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผสมเกลือแร่และวิตามิน : เป็นสูตรที่เติมวิตามิน แร่ธาตุอื่น หรือกรดอะมิโนเข้ามา และไม่ได้ผูกกับเกณฑ์ข้างต้น บางสูตรไม่มีน้ำตาล บางสูตรมีโซเดียมน้อยกว่า หรือมากกว่าเครื่องดื่มเกลือแร่หลายเท่า จึงควรเทียบตัวเลขโซเดียมบนฉลากกับสิ่งที่เราต้องการ
2. เลือกสูตรให้ตรงกับกิจกรรม
- วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเล่นกีฬาต่อเนื่องนานกว่าประมาณ 1 ชั่วโมง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใช้แรงมาก อาจเลือกสูตรที่มีทั้งโซเดียมและคาร์โบไฮเดรต เพื่อช่วยชดเชยเกลือแร่และเติมพลังงานระหว่างทำกิจกรรม
- ทำงานกลางแดดหรือในที่ร้อน ควรดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นหลัก หากเหงื่อออกต่อเนื่องหลายชั่วโมง เครื่องดื่มที่มีเกลือแร่ก็อาจเป็นตัวช่วยได้ โดยเลือกรูปแบบที่สะดวกและมีน้ำสะอาดสำหรับชงหากใช้แบบผงหรือเม็ดฟู่
- ต้องการชดเชยเกลือแร่โดยจำกัดน้ำตาล อาจพิจารณาสูตรน้ำตาลน้อยหรือไม่มีน้ำตาล แต่ควรดูปริมาณโซเดียมควบคู่กัน และหากออกกำลังกายเป็นเวลานาน อาจต้องได้รับพลังงานจากอาหารหรือแหล่งอื่นเพิ่มเติม
3. เทียบปริมาณโซเดียมในเครื่องดื่มปริมาตรเท่ากัน
อย่าเพิ่งเทียบตัวเลขหน้าฉลากทันที เพราะแต่ละยี่ห้ออาจระบุสารอาหารต่อหน่วยบริโภคต่างกัน เช่น ต่อขวด ต่อซอง หรือต่อเม็ด ควรดูด้วยว่าหนึ่งหน่วยให้เครื่องดื่มกี่มิลลิลิตร แล้วจึงเทียบปริมาณโซเดียมในปริมาตรที่เท่ากัน
ตัวอย่างเช่น สูตรหนึ่งมีโซเดียม 200 มิลลิกรัมต่อ 250 มิลลิลิตร อีกสูตรมี 300 มิลลิกรัมต่อ 500 มิลลิลิตร เมื่อเทียบที่ 500 มิลลิลิตรเท่ากัน สูตรแรกจะให้โซเดียม 400 มิลลิกรัม จึงเข้มข้นกว่าสูตรที่สอง แม้ตัวเลขต่อหน่วยบริโภคจะดูน้อยกว่า
หากมีโพแทสเซียมหรือเกลือแร่ชนิดอื่น ก็ใช้วิธีเทียบแบบเดียวกัน ส่วนชนิดผงและเม็ดฟู่ควรชงตามปริมาณน้ำที่ฉลากกำหนดเสมอ
4. ดูน้ำตาลและพลังงานที่ได้รับจริง
สูตรที่มีน้ำตาลช่วยเติมพลังงานระหว่างออกกำลังกายได้นาน ๆ แต่ควรดูปริมาณที่ได้รับจากทั้งขวดหรือปริมาณที่ดื่มจริง เพราะหนึ่งขวดอาจมีมากกว่าหนึ่งหน่วยบริโภค หากดื่มเพิ่มเติมจากอาหารตามปกติ ก็ต้องนับพลังงานส่วนนี้รวมด้วย
ส่วนสูตรไม่มีน้ำตาลควรอ่านส่วนประกอบเพิ่มเติม ถ้าใช้สารให้ความหวานกลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น ซอร์บิทอล บางคนอาจมีอาการท้องอืดหรือถ่ายเหลวได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับมากเกินไป
5. ดูวิตามินและแร่ธาตุที่เติมเป็นส่วนประกอบเสริม
ถ้าชอบสูตรเติมวิตามินหรือแร่ธาตุอื่น ควรดูทั้งชนิดและปริมาณต่อหน่วยบริโภคด้วย ไม่เลือกจากจำนวนชนิดที่ระบุหน้าบรรจุภัณฑ์เพียงอย่างเดียว และควรพิจารณาส่วนประกอบที่เกี่ยวกับจุดประสงค์หลักของเราก่อน เช่น โซเดียมสำหรับชดเชยเกลือแร่ หรือคาร์โบไฮเดรตสำหรับเติมพลังงานระหว่างเล่นกีฬา
6. เลือกรูปแบบที่พกและเตรียมได้สะดวก
- แบบพร้อมดื่ม เปิดฝาแล้วดื่มได้ทันที เหมาะกับเวลาที่ไม่สะดวกผสมเอง แต่ถ้าพกหลายขวดก็เพิ่มน้ำหนักและกินพื้นที่ในกระเป๋า
- แบบผงชง สามารถพกแยกไปชงเมื่อต้องการได้ แต่ต้องเตรียมน้ำสะอาดและภาชนะให้พร้อม
- แบบเม็ดฟู่ ขนาดกะทัดรัด พกสะดวก แต่ต้องรอให้ละลายในน้ำตามวิธีใช้ก่อนดื่ม และเก็บบรรจุภัณฑ์ให้ปิดสนิทเพื่อป้องกันความชื้น
7. อ่านวิธีใช้และคำเตือนบนฉลาก
เครื่องดื่มเกลือแร่ตามข้อกำหนดของไทยต้องแสดงคำเตือนว่า "เด็กและทารกไม่ควรรับประทาน" และ "เฉพาะผู้สูญเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย" พร้อมระบุจำนวนหน่วยสูงสุดที่ไม่ควรดื่มเกินต่อวัน ซึ่งรวมแล้วต้องไม่เกิน 1 ลิตร ส่วนผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นให้ยึดวิธีใช้และคำเตือนของผลิตภัณฑ์นั้น
8. ตรวจสอบเลข อย. และแหล่งจำหน่าย
ตรวจสอบเลขสารบบอาหารบนฉลากผ่านระบบของ อย. และดูว่าข้อมูลตรงกับผลิตภัณฑ์ที่กำลังซื้อหรือไม่ โดยเลือกซื้อจากร้านที่ตรวจสอบผู้ขายได้ เช่น ร้านค้าทางการหรือตัวแทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ พร้อมเช็กวันหมดอายุและสภาพบรรจุภัณฑ์ทุกครั้ง
รู้หลักการเลือกกันแล้ว ทีนี้มาส่องกันต่อว่า เครื่องดื่มเกลือแร่ หรือเครื่องดื่มวิตามินผสมเกลือแร่ ยี่ห้อไหนน่าหยิบใส่ตะกร้าบ้างในปีนี้
เครื่องดื่มเกลือแร่
ยี่ห้อไหนดี ปี 2026
1. เครื่องดื่มเกลือแร่ผสมวิตามิน Stronk-K Plus
ภาพจาก : Beautynista.com
สตรอง-เค พลัส (Stronk-K Plus) ผงเกลือแร่กลิ่นเลมอนที่ต่อยอดจากสูตรเดิมของแบรนด์ ด้วยการเพิ่มวิตามินบีรวม วิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม สังกะสี และแมกนีเซียม บรรจุแบบซอง พกสะดวก ชงดื่มง่าย ใช้จิบระหว่างออกกำลังกายเพื่อช่วยชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไปกับเหงื่อ พร้อมเติมพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ถูกใจสายออกกำลังกายที่อยากได้ทั้งเกลือแร่และวิตามินเพิ่มเติมในซองเดียว
- วิธีรับประทาน : ผสมผงเกลือแร่ 1 ซอง ในน้ำดื่มสะอาด 200 มล. คนหรือเขย่าให้ละลาย จิบดื่มระหว่างหรือก่อนออกกำลังกาย
- ราคาปกติ : 1 กล่อง 12 ซอง 180 บาท
2. เครื่องดื่มเกลือแร่ Gatorade Blueblast
ภาพจาก : Suntory PepsiCo
ถ้าพูดถึงสปอร์ตดริงก์ที่อยู่คู่สนามกีฬามานาน ชื่อของ เกเตอเรด (Gatorade) ต้องติดโผแน่นอน อย่างขวดนี้กลิ่นบลูบลาส 500 มล. มีซูโครสและเดกซ์โทรสให้พลังงานระหว่างเล่นกีฬา ควบคู่กับโซเดียมจากโซเดียมคลอไรด์และโซเดียมซิเตรต รวมถึงโพแทสเซียมจากโมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต เหมาะกับนักฟุตบอล แบดมินตัน บาสเกตบอล หรือวิ่งระยะไกล ที่ต้องการทั้งน้ำ เกลือแร่ และพลังงานไปพร้อมกัน ขวดใหญ่ขนาดนี้ยังแบ่งจิบได้ตลอดทั้งเกม ไม่ต้องลุ้นว่าจะหมดกลางทาง
- วิธีรับประทาน : จิบระหว่างและหลังออกกำลังกาย
- ราคาปกติ : 1 ขวด 500 มล. (ยกลัง 12 ขวด) 300 บาท
3. เม็ดฟู่เกลือแร่ Fast&Up Reload
ภาพจาก : MUSCLEFOODSHOP
ใครอยากพกเกลือแร่ติดกระเป๋าไว้ชงดื่มสะดวก ๆ ลองดู ฟาสแอนด์อัพ รีโหลด (Fast&Up Reload) เม็ดฟู่ที่รวมแร่ธาตุทั้งโซเดียม 180 มิลลิกรัมต่อเม็ด โพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม พร้อมวิตามินซีและวิตามินบี 12 มีคาร์โบไฮเดรตจากมอลโทเดกซ์ทรินและฟรุกโตส ให้พลังงาน 13 กิโลแคลอรีต่อเม็ด พกไปชงดื่มหลังวิ่ง เล่นคาร์ดิโอ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ง่าย มีให้เลือก 3 รส ได้แก่ เลมอนไลม์ พีชที และโคล่า
- วิธีรับประทาน : หย่อน 1 เม็ดลงในน้ำ 250 มิลลิลิตร รอประมาณ 1 นาทีให้ละลายหมดก่อนดื่ม
- ราคาปกติ : 1 หลอด 20 เม็ด 500 บาท
4. เครื่องดื่มเกลือแร่ผสมวิตามิน Amino Vital Water Charge
ภาพจาก : Amino Mall
นักวิ่งที่อยากได้มากกว่าน้ำกับเกลือแร่ น่าจะชอบ อะมิโน ไวทัล วอเตอร์ชาร์จ (Amino Vital Water Charge) จากอายิโนะโมะโต๊ะ ผงชงกลิ่นองุ่นที่ใส่กรดอะมิโน BCAA 700 มิลลิกรัมต่อซอง ควบคู่กับแร่ธาตุ 5 ชนิด ได้แก่ โซเดียม โพแทสเซียม คลอไรด์ แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่ง BCAA เป็นกรดอะมิโนจำเป็นกลุ่มที่ร่างกายนำไปใช้สร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อ ส่วนพลังงานก็เบาเพียง 30 กิโลแคลอรีต่อซอง ซองเล็ก เหน็บกระเป๋าวิ่งได้สบาย ฉีกเทลงขวดน้ำได้ทันทีหลังเข้าเส้นชัย
- วิธีรับประทาน : ผสมผง 1 ซองกับน้ำสะอาด 500 มิลลิลิตรในขวด เขย่าให้ละลายเข้ากัน แล้วดื่มทันที โดย 1 ซองชงได้ 2 แก้ว และดื่มไม่เกินวันละ 1 ซอง
- ราคาปกติ : 1 แพ็ก 14 ซอง 280 บาท
5. เครื่องดื่มเกลือแร่ Sponsor Isotonic Less Sugar Calamansi
ภาพจาก : TCP Online
เติมความสดชื่นด้วยรสเปรี้ยวแบบส้มจี๊ดกับ สปอนเซอร์ ไอโซโทนิก เลสชูการ์ กลิ่นคาลามันซี (Sponsor Isotonic Less Sugar Calamansi) สูตรลดน้ำตาลที่ยังมีซูโครสและกลูโคส พร้อมเกลือแร่ โดยให้โซเดียม 211 มิลลิกรัมต่อขวด โพแทสเซียม 45 มิลลิกรัม ขนาดกะทัดรัด พกไปดื่มหลังวิ่งหรือเข้ายิมได้สะดวก และหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อเช่นเดียวกับสปอนเซอร์รุ่นอื่น ๆ
- วิธีรับประทาน : จิบระหว่างและหลังออกกำลังกาย
- ราคาปกติ : 1 ขวด 420 มล. (ยกลัง 12 ขวด) 180 บาท
6. เครื่องดื่มเกลือแร่ Royal-D ชนิดผง
ภาพจาก : ROYAL-D
สายคุ้มและพกง่ายน่าจะชอบ รอแยล-ดี (Royal-D) ผงเกลือแร่ที่อยู่ในกระเป๋านักกีฬามาหลายรุ่น มีส่วนผสมหลักเป็นกลูโคส โซเดียม โพแทสเซียม และซิเตรต ให้ทั้งเกลือแร่และพลังงานในซองเดียว สลับรสได้ไม่เบื่อ ทั้งส้ม องุ่น สตรอว์เบอร์รี และผลไม้รวม แพ็ก 10 ซองใส่กระเป๋าไปฟิตเนสหรือที่ทำงานก็ไม่เกะกะ พอเหงื่อออกเยอะก็ฉีกซองชงได้ทันที
- วิธีรับประทาน : ใช้ผงเกลือแร่ 1 ซองต่อน้ำสะอาดประมาณ 150-250 มิลลิลิตร
- ราคาปกติ : 1 กล่อง 10 ซอง (แพ็ก 3 กล่อง รวม 30 ซอง) 210 บาท
7. เครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดผง Neo-Lyte
ภาพจาก : ROYAL-D
ถ้าอยากได้ผงเกลือแร่ที่มีวิตามินในซองเดียว นีโอ-ไลต์ (Neo-Lyte) กลิ่นส้ม น่าสนใจไม่น้อย สูตรนี้มีกลูโคสเป็นแหล่งพลังงาน คู่กับโซเดียม ซิเตรต และโพแทสเซียม แล้วเสริมวิตามินซี 60 มิลลิกรัม พร้อมวิตามินบี 1 บี 2 และบี 6 อย่างละ 0.15 มิลลิกรัม ซองละ 25 กรัม มีให้เลือกทั้งกล่อง 25 ซองและ 50 ซอง เหมาะกับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือต้องเดินทางไกลและอยากพกเกลือแร่ติดกระเป๋าไว้ใช้ยามเหงื่อออกมาก
- วิธีรับประทาน : 1 ซอง ผสมกับน้ำ 250 มล.
- ราคาปกติ : 1 กล่อง 25 ซอง 150 บาท / 50 ซอง 300 บาท
เครื่องดื่มเกลือแร่ ควรดื่มตอนไหน
เครื่องดื่มเกลือแร่ควรดื่มในวันที่เหงื่อออกมาก ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังออกกำลังกาย โดยเฉพาะเมื่อออกกำลังกายหนักนานกว่าประมาณ 1 ชั่วโมง วิธีที่ได้ผลคือค่อย ๆ จิบเป็นระยะระหว่างทาง แทนการดื่มรวดเดียวทีเดียวหลังเสร็จ ส่วนวันที่ออกกำลังกายเบา ๆ น้ำเปล่าก็เพียงพอ
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือจำนวนที่ดื่มต่อวัน ซึ่งฉลากแต่ละยี่ห้อมักระบุไว้ เช่น ผงเกลือแร่บางยี่ห้อกำหนดไม่เกินวันละ 1-2 ซอง จึงควรทำตามฉลากของสินค้าที่เลือกด้วย
ดื่มเกลือแร่ทุกวันได้ไหม
ใครไม่ควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่
แม้จะเป็นเครื่องดื่มที่หาซื้อง่าย แต่คนบางกลุ่มควรระวังหรือปรึกษาแพทย์ก่อนดื่ม ได้แก่
- เด็ก : ฉลากเครื่องดื่มเกลือแร่กำหนดชัดว่าไม่ควรรับประทาน
- หญิงตั้งครรภ์ : บางยี่ห้อระบุว่าไม่ควรดื่ม ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- ผู้ป่วยโรคไต : ไตที่ทำงานบกพร่องอาจขับโพแทสเซียมออกได้ไม่ดี
- ผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือผู้ที่ต้องจำกัดโซเดียม : โซเดียมเพิ่มเติมอาจทำให้คุมโรคได้ยากขึ้น
- ผู้ที่ใช้ยาขับปัสสาวะหรือยาลดความดันบางกลุ่ม : ยาบางชนิดมีผลต่อระดับโพแทสเซียม ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
- ผู้ป่วยเบาหวาน : โดยเฉพาะสูตรที่มีน้ำตาลอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ถ้าจำเป็นต้องดื่มควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกสูตรที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่
นอกจากเลือกสูตรเครื่องดื่มเกลือแร่ให้เหมาะกับกิจกรรมแล้ว ควรดื่มตามคำแนะนำบนฉลาก และเช็กข้อควรระวังต่อไปนี้ด้วย
- อ่านฉลากก่อนดื่ม ทั้งส่วนประกอบ วิธีใช้ คำเตือน และปริมาณสูงสุดที่แนะนำต่อวัน โดยไม่ดื่มเกินจำนวนที่ระบุไว้
- สำหรับแบบผงหรือเม็ดฟู่ควรชงตามสัดส่วนที่กำหนด โดยใช้น้ำสะอาดตามปริมาณบนฉลาก ไม่เพิ่มหรือลดน้ำเอง และไม่เปลี่ยนไปชงกับนมหรือน้ำผลไม้ เว้นแต่คำแนะนำของผลิตภัณฑ์ระบุว่าทำได้
- ระวังสารให้ความหวานบางชนิด ทั้งสูตรลดน้ำตาลหรือไม่มีน้ำตาลที่ใช้สารให้ความหวานกลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น ซอร์บิทอลหรือแมนนิทอล อาจทำให้ท้องอืด ปวดท้อง หรือถ่ายเหลวในบางคน โดยเฉพาะเมื่อได้รับมากไป
- คนที่แพ้อาหารควรตรวจส่วนประกอบให้ละเอียด อ่านทั้งรายการส่วนประกอบและข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมซึ่งตนเองแพ้
- คนที่เป็นโรคไต หรือได้รับคำสั่งให้จำกัดน้ำ โซเดียม หรือโพแทสเซียม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนดื่ม เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละสูตรมีปริมาณเกลือแร่ต่างกัน และอาจไม่เหมาะกับข้อจำกัดของแต่ละคน
- หากมีอาการผิดปกติหลังดื่ม เช่น ใจสั่นซ้ำ ๆ หรือถ่ายเหลวต่อเนื่อง ควรหยุดและประเมินอาการ แต่ถ้ามีอาการหายใจลำบาก ปากหรือลิ้นบวม หรือใจสั่นร่วมกับเจ็บหน้าอกหรือเป็นลม ควรรีบพบแพทย์ทันที
บทความที่เกี่ยวข้องกับวิตามินและเกลือแร่
- เกลือแร่ แก้ท้องเสีย VS ออกกำลังกาย ต่างกันตรงไหน กินแทนกันได้ไหม ?
- 7 BCAA ยี่ห้อไหนดี ปี 2026 แล้วควรกินตอนไหน ต่างจากเวย์โปรตีนอย่างไร ?
- วิตามินรวม ยี่ห้อไหนดี ปี 2026 เลือกแบบไหนที่เหมาะกับเรา
- แมกนีเซียม ประโยชน์มีอะไรบ้าง ยี่ห้อไหนดี ปี 2026
- วิตามินซี 1000 mg ยี่ห้อไหนดี ปี 2026 พร้อมทริคเลือกอาหารเสริมวิตามินซี






