
สธ.เผยโรคมะเร็ง ครองแชมป์คร่าชีวิตคนไทยอันดับ 1 สูงติดต่อกัน 10 ปี (กระทรวงสาธารณสุข)
กระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ศึกษาวิจัยพัฒนาระบบป้องกันและควบคุมมะเร็งในประเทศ 5 ปีนำร่องในจังหวัดร้อยเอ็ด น้อมรับพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี โดยศึกษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งปากมดลูก การทำวิจัยการเกิดโรคมะเร็งในระยะยาว เผยสถิติล่าสุด มะเร็งเป็นสาเหตุเสียชีวิตคนไทยครองอันดับ 1 สูงติดต่อกัน 10 ปี ในปี 2552 มีเสียชีวิตกว่า 56,000 ราย
วันนี้ (29 มิถุนายน 2554) นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวว่า สถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศไทยขณะนี้นับว่าน่าเป็นห่วงที่สุด แนวโน้มการป่วยและเสียชีวิตสูงขึ้นต่อเนื่อง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 1 ของคนไทยติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2543 โดยในปี 2552 มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 56,058 ราย ร้อยละ 58 เป็นชาย อีกร้อยละ 42 เป็นหญิง นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเกือบร้อยละ 20 ของผู้เสียชีวิตทั้งประเทศที่มีปีละประมาณ 300,000 ราย ประมาณร้อยละ 50 ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้สูงอายุ ที่เหลืออายุระหว่าง 15-59 ปี ส่วนมะเร็งที่เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตอันดับมากสุดคือ มะเร็งตับ รองลงมาคือมะเร็งหลอดลมปอด มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จึงต้องเร่งพัฒนาระบบป้องกันและควบคุม
นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวต่อว่า โรคมะเร็งใช้เวลาก่อตัวนานหลายปีชนิดค่อยเป็นค่อยไป กระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สนองพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ทรงตระหนักถึงผลกระทบของโรคมะเร็ง และทรงห่วงใยช่วยเหลือคนไทยให้พ้นทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง โดยจัดทำโครงการศึกษารูปแบบการป้องกันและควบคุมมะเร็ง มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2553-2557 เพื่อให้รู้สถานการณ์จริงของพื้นที่ และให้ประชาชนได้รับบริการป้องกันที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง นำร่องต้นแบบที่จังหวัดร้อยเอ็ด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมทั้งระบบข้อมูลและบุคลากร
ด้านนายแพทย์ภาสกร ไชยเศรษฐ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า ตามความร่วมมือครั้งนี้ ในปี 2553 ดำเนินการ 2 โครงการคือ
นายแพทย์ภาสกร กล่าวต่อว่า ในปี 2554 มีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการเพิ่มอีก 3 โครงการ ได้แก่
ขอขอบคุณข้อมูลจาก







