แนะวิธีดูแลสุขภาพ ของสาวออฟฟิศ

September 8th, 2008 : Category: Tips ทั่วไป

คนหนุ่มสาวและคนวัยทำงานยุคใหม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบเพิ่ม มากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะจากภาวะตึงเครียด ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ความเครียดได้แทรกเข้าไปทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ เหตุการณ์รอบตัว สังคม ครอบครัว รวมไปถึงสถานที่ทำงาน

นาย แพทย์ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเพื่อสุขภาพ แอ๊บโซลูทเฮลท์ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ผู้คนต้องทำงานหนักเพิ่มมากขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาสำหรับความสบายใจ ความเครียดส่งผลกระทบรุนแรงมาก ทำให้เกิดโรคหลากหลายประการ นอกจากนี้ยังเกิดจากโลหะหนักที่มาจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ จากการตรวจสอบพบว่า ปลาทะเลส่วนใหญ่มีโลหะหนักจากโรงงานที่ปล่อยสารพิษลงทะเลและแม่น้ำ ขณะเดียวกันพืชผักมียาฆ่าแมลง ทั้งโลหะหนัก สารเคมี และความเครียด มักจะเข้าไปทำลายหลอดเลือดและส่งผลถึงระดับเซลล์ในร่างกายของเรา”

” คนส่วนใหญ่มักจะรู้ถึงสาเหตุของการเกิดโรค แต่มักจะละเลย ทำให้เป็นโรคร้ายต่างๆ สิ่งสำคัญคือต้องพยายามลดทอนความเครียดในบ้านในที่ทำงานลง พยายามหลีกเลี่ยงตัวแปรที่ทำให้เกิดโรค คนไทยดื่มเหล้าเป็นอันดับ 2 ของโลก อย่างนี้โรคหัวใจมาแน่ บุหรี่ก็สูบกันหนัก เครียดก็ออกไปเที่ยว สูบบุหรี่และดื่มเหล้า เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหนักเข้าไปอีก อาหารการกินวิตามินไม่เพียงพอ เราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ต้องหันมาดูแลร่างกายและจิตใจให้ผ่องใส สร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงานและที่บ้าน ก็จะทำให้เราสุขภาพจิตดีขึ้น”

สำหรับคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้หญิงวัยทำงาน นพ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ในการดูแลสุขภาพตัวเองควรดำเนินการให้ได้ 5 ประการ คือ

1. มองในที่สิ่งที่เราเอาเข้าไปในร่างกาย อากาศที่เราหายใจ น้ำและอาหารที่เราเอาเข้าร่างกาย เมื่อก่อนไม่ค่อยเลือก แต่ต่อไปต้องเลือกให้มากขึ้น จากผลการวิจัยพบว่าสาเหตุการตายจากโรคมะเร็ง เกี่ยวข้องกับยีน 30% อีก 70% มาจากสิ่งแวดล้อม นั่นหมายความว่าโรคมะเร็งเราป้องกันได้สูงถึง 70%

ถ้าอยากมีสุขภาพดีต่อไป เราต้องเลือกอาหาร อาหารที่ใช้น้ำมันทอดไม่ดี จังก์ฟู้ดส์ไม่ดีแน่นอน ผักผลไม้ถ้าอยู่ในบ้านควรล้างให้ดี ถ่านผงล้างสารพิษได้อย่างดี,อากาศ เราควบคุมไม่ได้ แต่อากาศที่เราเปลี่ยนแปลงได้คือห้องนอน ต้องไม่มีฝุ่น มีช่องระบายอากาศ บ้านชานเมืองเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทไหลหมุนเวียน ต้นไม้ให้อยู่ห่างไกลจากห้องนอน เพราะกลางคืนต้นไม้จะคายคาร์บอนไดออกไซด์

2. เอาพิษออก ไม่ต้องเสียเวลาทำดีท็อกซ์ แค่เพียงปฏิบัติด้วยวิธีง่ายๆ คือ ตื่นเช้าเอามะนาว 2 ลูก บีบใส่น้ำ 1 เหยือก ดื่มไปเรื่อยๆ ทานแต่ผักผลไม้ที่มีกากใย กินโยเกิร์ตธรรมชาติ 3 แก้ว ปฏิบัติง่ายๆ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยไม่ต้องไปเสียตังค์เพื่อล้างพิษในราคาแพง

3. อยากได้แรงก็ต้องออกแรง อยากได้สุขภาพดีก็ต้องออกกำลังกาย หลักของ Action : Reaction คือออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ตื่นเช้าตั้งนาฬิกาปลุกตื่นก่อนเวลา 30 นาที ซิตอัพหรือวิดพื้นวันละ 100 ครั้งก็เพียงพอแล้ว

4. นั่งสมาธิหรือสวดมนต์เช้า 30 นาที ทำไปสักระยะ จิตจะนิ่ง ความเครียดจะหาย สารความเครียดละลาย สุดท้ายก็ไม่เป็นมะเร็ง การที่จิตไม่นิ่ง ฟุ้งซ่าน คิดมาก เรื่องเยอะ ก่อให้เกิดโรคร้ายหลายอย่าง

5. ปรับสมดุลแก่ร่างกาย ต้องไปหาแพทย์เพื่อตรวจดูว่าฮอร์โมนสมดุลหรือเปล่า ปัจจุบันมีทางเลือกในการตรวจรักษาหลายแนวทาง แพทย์แนวธรรมชาติบำบัด จะใช้สารธรรมชาติหลายอย่าง เช่น วิตามิน,อาหารเสริม,ฮอร์โมน จะดูว่าร่างกายสมดุลไหม,มีการใช้พืชสมุนไพรเพื่อลดผลข้างเคียง,ตรวจเอนไซม์ ในร่างกาย เป็นต้น

No Comments »

เมื่อคุณตัดสินใจฉีดวัคซีน HPV

September 8th, 2008 : Category: สุขภาพทั่วไป, สุขภาพสำหรับสตรี

ในครั้งที่แล้ว health station  ได้พูดถึง “การป้องกันมะเร็งปากมดลูก” กันไปแล้วนั้น ในครั้งนี้เราจะพูดถึงเรื่องเมื่อคุณตัดสินใจฉีดวัคซีน HPVกันค่ะ

ก่อนที่จะฉีดวัคซีน  HPV  เรามาทำความรู้จักที่มาที่ไปต้นตระกูลของเจ้าวัคซีนตัวนี้กันก่อน เจ้าวัคซีนHPV นี้ทำมาจากตัวเชื้อ HPV นั่นแหละ โดยการสังเคราะห์เลียนแบบโครงสร้างเฉพาะส่วนนำโปรตีนที่เปลือกหุ้มของตัวไวรัสมาเพิ่มจำนวน แล้วมาทำเป็นอนุภาคที่คล้ายตัว HPV เรียกว่า virus-like particle (VLP) ซึ่งมีโครงสร้างทุกอย่างเหมือนตัวเชื้อ HPV ต้นแบบ เพียงแต่ไม่มี DNA ที่ก่อมะเร็งเท่านั้น เจ้า VLP ตัวนี้สามารถกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิต้านทาน (antibody) ได้ดีมากๆ แอนติบอดีที่เกิดขึ้นก็จะวิ่งไปออกันอยู่ที่มูกบริเวณปากมดลูก พอเชื้อ HPV เข้ามา มันก็จัดการเขมือบซะไม่เหลือหรอเลยทีเดียว

การฉีดวัคซีน HPV

วัคซีน HPV นี้จะต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ภายในระยะเวลา 6 เดือน  ก่อนฉีดวัคซีน ก็เพียงแค่ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ แพทย์จะฉีดวัคซีนบริเวณกล้ามเนื้อต้นแขน

การฉีดวัคซีน HPV ให้ฉีด 0.5 มล. เข้ากล้ามเนื้อจำนวน 3 ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ 1 : ฉีดในวันที่กำหนดเลือก
ครั้งที่ 2 : ฉีดในเดือนที่ 1-2 หลังจากการฉีดครั้งแรก
ครั้งที่ 3 : ฉีดในเดือนที่ 6 หลังจากการฉีดครั้งแรก

ผลข้างเคียงที่รุนแรงนั้นพบน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเพียงอาการเหมือนกับการได้รับวัคซีนอื่นๆ เช่น บวมแดงเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด

ช่วงอายุที่แนะนำให้ฉีดวัคซีน  HPV

ประสิทธิภาพของวัคซีน  HPV จะสูงที่สุดในสตรีที่ยังไม่ติดเชื้อ HPV ดังนั้นจึงควรฉีดวัคซีนก่อนถึงวัยที่จะมีเพศสัมพันธ์หรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HPV และรอยโรคที่จะเกิดตามมา ในปัจจุบันวัคซีน HPV มีความปลอดภัย มีศักยภาพการกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูง และมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อ HPV และรอยโรคของอวัยวะเพศสตรี ในสตรีช่วงอายุ 9-26 ปี ส่วนสตรีที่มีอายุมากกว่า 26 ปี ยังไม่มีข้อมูลด้านประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ HPV และรอยโรค สำหรับการฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นซ้ำ (booster) ยังไม่มีข้อมูลว่าควรฉีดเมื่อไร ข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันพบว่าระดับ antibody ยังคงป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้นานอย่างน้อย 5 ปี

จะเห็นได้ว่าการฉีดวัคซีน HPV ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดใช่มั้ยล่ะค่ะอีกอย่างฉีดครั้งเดียวป้องกันได้นานตั้ง 5 ปีแหน่ะ   แต่ถ้าคุณไม่ป้องกันไว้ก่อนถ้าหากเกิดเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกขึ้นมาเมื่อไหร่  เหอะๆ อันนี้แหละน่ากลัวสุดๆ   ในคราวหน้าถ้ามีเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกล่ะก็ทาง health station  จะไม่รอช้าที่จะนำมาอัพเดตกันเพื่อให้เพื่อนชาว health station  จะได้ปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูกกันทุกผู้ทุกคนนะค่ะ  วันนี้ลาไปก่อนเจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการนะค่ะ

Sassy girl

ขอบคุณข้อมูลวิชาการโดย :   - รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ    ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา  คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ชมรมคอลโปสโคปีและพยาธิสภาพปากมดลูกแห่งประเทศไทย (TSCCP) โรงพยาบาลวิภาวดี

โครงการป้องกันมะเร็งปากมดลูก

No Comments »

อาหารตามกรุ๊ปเลือด

September 8th, 2008 : Category: Tips ทั่วไป

เรื่องของอาหารตามกรุ๊ปเลือดหรือหมู่เลือด เป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยของมนุษย์

โดยดูที่องค์ประกอบของเลือดและธรรมชาติการกำเนิดของมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกับองค์ความรู้ของแพทย์แผนไทย ที่มององค์ประกอบของมนุษย์เกิดจากธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ และมีวิธีการรับประทานอาหารที่เหมาะกับธาตุเจ้าเรือน เพื่อสร้างธาตุเจ้าเรือนในร่างกายกับธาตุภายนอกให้มีความสมดุลกัน การแพทย์แผนไทยจึงมีทฤษฎีธาตุเจ้าเรือนเป็นพื้นฐานของการดูแลสุขภาพ

อาหารตามกรุ๊ปเลือดเพื่อสุขภาพ ได้นำเสนอโดย ดร.ปีเตอร์ ดาดาโม ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด โดยจำแนกอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดต่างๆไว้ ได้แก่

กรุ๊ปเลือดโอ เป็นกรุ๊ปเลือดของมนุษย์ถ้ำหรือนักล่าสัตว์ (เป็นมนุษย์กลุ่มดึกดำบรรพ์และเชื่อว่าเป็นกรุ๊ปเลือดแรกที่เกิดขึ้นในโลก ต่อมาร่างกายเกิดการปรับตัวสู้กับเชื้อโรค จึงมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงเป็นกรุ๊บเอ, บี, เอบี ในเวลาต่อมา) ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือดโอมักเสี่ยงกับการเป็นโรคกระเพาะอาหาร เนื่องจากกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูง แต่มีคุณสมบัติดีในการย่อยเนื้อสัตว์ การดูแลสุขภาพเน้นการกินอาหารโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ และออกกำลังกายให้มากๆ อาหารผักควรเป็นผักที่ได้มาจากการปลูกในที่ที่มีแสงแดด ผัก-ผลไม้ที่มีสี เช่น มะเขือเทศ, พลัม, ลูกพรุน อาหารประเภทสาหร่ายทะเล ควรหลีกเลี่ยงอาหารจากนม, กาแฟ, น้ำอัดลม, ชาดำ, แตงโม, แคนตาลูป, ข้าวโพด, ข้าวสาลี, ขนมปัง, ถั่วแดง, กะหล่ำปลีและกะหล่ำดอก โดยเฉพาะกะหล่ำปลีและกะหล่ำดอก เพราะมีสารที่ไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ กลุ่มเลือดนี้จะมีระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไทรอยด์ได้ง่าย

กรุ๊ปเลือดเอ มักเป็นประชากรแถบยุโรป ร่างกายมีกรดในกระเพาะน้อย จึงต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ และอาหารอื่นๆ ที่ควรหลีกเลี่ยง คือ มะเขือเทศ, มันฝรั่ง, พริกไทย, เห็ด, กะหล่ำ, มะกอก, มะม่วง, มะละกอ, ส้ม, ชาดำ, เบียร์, โซดา, น้ำอัดลม ควรรับประทานอาหารพวกปลา, ถั่ว, ข้าว, กระเทียม, ฟักทอง, แครอต, ผักโขม, บล๊อกโคลี่, สับปะรด, เชอร์รี่, มะนาว, ชาเขียว, ไวน์แดง, กาแฟ และน้ำขิง ที่จะช่วยกระตุ้นการหลั่งกรดมากขึ้น ออกกำลังกายชนิดไม่หักโหม เช่น ตีกอล์ฟ, ปีนเขา, ว่ายน้ำ, เต้นรำ, โยคะ, นั่งสมาธิ, รำมวยจีน

กรุ๊ปเลือดบี เป็นประชากรในแถบเอเชีย เป็นกลุ่มบุคคลที่มีการย่อยอาหารและการตอบสนองต่อความเครียดดี อาหารที่ควรรับประทานพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ ได้แก่ วัว, ไก่งวง, กระต่าย, เนื้อปลาทะเลลึก เช่น ปลาจะระเม็ด, ปลาตาเดียว, นมและผลิตภัณฑ์จากนม, ไข่, ข้าวโอ๊ต, ข้าวกล้อง, ผักใบเขียวต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงอาหารจากสัตว์ปีก เช่น ไก่, เป็ด, ห่าน, นก ผลไม้พวกทับทิม, ลูกแพร์, มะเขือเทศ, ถั่วลิสง, ถั่วเหลือง, งา, เมล็ดทานตะวัน เน้นการออกกำลังแบบไม่ต้องหักโหม และผ่อนคลายร่างกายโดยการฟังเพลงหรือนั่งสมาธิ

กรุ๊ปเลือดเอบี อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ ผลไม้จากเขตร้อน แต่ควรรับประทานน้ำอุ่นผสมมะนาว, องุ่น, พลัม, เบอร์รี่, เชอร์รี่, อาหารพวกเต้าหู้, กระเทียม, หัวไชเท้า, นม, นมเปรี้ยว, ถั่วต่างๆ, ปลาทะเล ออกกำลังกายเน้นที่โยคะ, ปั่นจักรยาน, ตีกอล์ฟ, ว่ายน้ำ

นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่า แต่ละกรุ๊ปเลือดนั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ แตกต่างกันไป อาทิ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารตามหมู่เลือดก็มีทั้งผู้ที่สนับสนุนและผู้ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อองค์ความรู้นี้ไหลบ่าเข้าสู่วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแล้ว ก็ลองศึกษาและสังเกตว่าเราบริโภคอะไรเข้าไปแล้วมีผลกระทบ หรือก่อให้ร่างกายมีปัญหาอะไรหรือไม่

อาหารการกินนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพ เรากินอะไรเข้าไปร่างกายเราก็ได้รับสิ่งเหล่านั้น เป็นของดีมีประโยชน์ต่อร่างกายก็เป็นคุณ เมื่อร่างกายไม่รับก็เป็นโทษ มันก็จะแสดงออกมาในรูปแบบของโรคภัยไข้เจ็บได้ แต่ถ้ากินแบบไทยๆ ก็กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น หรือกินแบบธาตุเจ้าเรือนของไทยก็เข้ากับวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบไทย การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดก็เป็นความรู้เสริมให้เราได้รู้ว่า โลกของการส่งเสริมการดูแลสุขภาพเขามีความรู้ใหม่ๆ มาเสนอแนวทางในการดูแลสุขภาพให้เรานั่นเอง

No Comments »

มากคุณค่าพืชสมุนไพรในท้องนาแหล่งรวมความรู้ภูมิปัญญา

September 5th, 2008 : Category: สมุนไพร

เนื่องจากเมื่อสองสามวันก่อนที่ HealthyMania ได้เขียนบล๊อกเกี่ยวกับเรื่องของสมุนไพร พอดีไปเจอข่าวนี้มา เลยนำมาฝากด้วยค่ะ ^___^

ในพื้นที่ปลูกข้าว แปลงนา ซึ่งมีอยู่มากมายในแต่ละภูมิภาคของประเทศ นอกจากจะเป็นแหล่งบ่มเพาะต้นข้าวให้เจริญเติบโตตามวิถีวัฒนธรรมก่อเกิดเป็น เมล็ดข้าวหล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยทั่วประเทศแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งรวมพรรณไม้ พืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคเอาไว้มากมาย ทั้งที่คุ้นเคยและมองข้ามกันไป

จากวิถีชีวิตไทยที่ผูกพันกับการเกษตรการเพาะปลูกข้าวมายาวนาน ข้าวชนิดต่าง ๆ ของไทยจึงไม่เพียงเพื่อการบริโภคในประเทศแต่ยังเป็นสินค้าส่งออกนำรายได้ เข้าประเทศอันดับต้น ๆ และด้วยคุณค่าของข้าวที่มีต่อสุขภาพในความต่อเนื่องนี้ งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ที่กระทรวงสาธารณสุข องค์กรภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดขึ้นเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ การดูแลสุขภาพ การพึ่งตนเองโดยใช้ภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกเสริมสร้างสุขภาพจึงได้นำความมหัศจรรย์ข้าวไทยหลากหลายมิติ รวมทั้งพืชสมุนไพร ที่พบได้ในแปลงนามาเผยแพร่ ในพื้นที่กิจกรรม นิทรรศการความรู้โดยจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 3-7 กันยายน 2551 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

การปลูกข้าวนอกจาก บอกเล่าวิถีชีวิตไทย ในพื้นที่ปลูกข้าวหัวไร่ปลายนายังเป็นแหล่งรวมพรรณไม้พืชสมุนไพร ในบริเวณ สวนสมุนไพร ที่แสดงสมุนไพรประเภทต่าง ๆ ครั้งนี้ได้รวบรวมนำองค์ความรู้ภูมิปัญญาไทยพรรณไม้ พืชสมุนไพรในท้องนาให้ศึกษา

รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์ รักษาราชการผู้อำนวยการสวนสมุนไพรสิรีรุขชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความรู้พรรณไม้ พืชสมุนไพรในท้องนาว่า ก่อนเป็นนาปลูกข้าวหลายพื้นที่เป็นพื้นที่ป่ามาก่อนและพื้นที่เหล่านี้ก็มี ความหลากหลายของพืชพรรณไม้มีทั้งต้นไม้ที่มีลักษณะคล้ายกันและแตกต่างกันตาม ภูมิประเทศ   ภูมิอากาศ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่นา พืชบางส่วนหายไป แต่ก็มีอีกส่วนยังคงอยู่โดยอยู่ตามหัวไร่ปลายนา ในแปลงนาซึ่งหลายชนิดเป็นพืชสมุนไพร

ภาพประกอบจาก :pm.ac.th

“หญ้าหลายชนิดที่พบไม่ว่าจะเป็นหญ้าคา หญ้าชันกาด แห้วหมู หญ้าปากควาย หญ้าแพรก ฯลฯ เหล่านี้เป็นพืชสมุนไพรพบบ่อย โดยกระจายอยู่ในท้องนา ซึ่งในตำรายาไทยใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แต่ส่วนมากจะไม่ทราบกันจะรู้จักกันในมุมของวัชพืช อย่างรากหญ้าคาตามที่มีการนำมาใช้มีการศึกษาใช้เป็นสมุนไพรตัวหนึ่งในยาไทย”

นอกจากหญ้าการจำลองแปลงนาให้ศึกษาพืชสมุนไพรกันในครั้งนี้ยังมี ต้น โคคลาน ซึ่งมีหลายชนิด แต่ที่กล่าวถึงนี้ไม่มีพิษ แต่มีประโยชน์ โคคลานเป็นพืชไม้เลื้อยซึ่งที่มาของชื่อนั้นกล่าวกันว่าขณะที่โคทำงานไถนาจน หมดแรงเมื่อคลานไปเจออะไรก็จะกิน บังเอิญว่ากินเถาไม้ชนิดนี้ที่ขึ้นตามหัวไร่ปลายนากินแล้วมีแรงขึ้นมาก็เกิด การเรียนรู้และจากภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมา เมื่อนำมาศึกษาวิจัยพบว่าต้นไม้ชนิดนี้มีสารอย่างหนึ่งที่สามารถลดการอักเสบ ที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อ

มะแว้งเครือ พืชสมุน ไพรของไทยอีกชนิดที่มีขึ้นอยู่ตามหัวไร่ปลายนา ปัจจุบันก็ได้นำมาปรุงเป็นยา บางทีก็นำมาใส่ในแกงซึ่งก็ใกล้เคียงกับมะเขือพวง ใช้เป็นยาแก้ไอขับเสมหะ ผักคราดหัวแหวน ลักษณะเป็นดอกเหลืองเล็ก ๆ คล้าย กระดุมทองแต่มีขนาดเล็กกว่ามีสรรพคุณแก้ปวดฟัน เมื่อนำมาใช้จะนำดอกมาบดแล้วอุดฟัน บรรเทาอาการปวดเป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นซึ่งก็พบบ่อยในท้องนา

ไม้เถาอีกชนิดที่ขึ้นอยู่ตามหัวไร่ปลายนาที่นำมาใช้ ประโยชน์ได้เช่นเดียวกันได้แก่ รางจืด พืชสมุนไพรชนิดนี้เป็นที่ทราบกัน อีกทั้งยังมีงานวิจัยกล่าวถึงรางจืดสามารถแก้พิษ  ได้ระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีพืชสมุนไพรที่อยู่ตามชายน้ำ อย่าง พืชกลุ่มบัว ทั้งบัวหลวง บัวสาย ซึ่งเป็นได้ทั้งอาหารและมีสรรพคุณทางยา อย่าง  บัวหลวง นั้นเกสรนำมาปรุงยาช่วยบำรุงหัวใจ

กระเม็ง พืชสมุนไพรอีกชนิดที่มีการศึกษาวิจัย ต้นกระเม็งเป็นพืชต้นเล็ก ๆ ซึ่งในตำรายาไทยกล่าวถึงสรรพคุณทางยา อีกทั้งสามารถนำมาใช้หมักผม ย้อมผมได้โดยนำมา   ตำผสมกับน้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว บางครั้งยังนำพืช  ชนิดนี้มาใช้ย้อมผ้า นำสารสกัดสีดำของกระเม็งทำเป็นหมึกพิมพ์ ฯลฯ

ภาพประกอบจาก : samunpri.com

พืชสมุนไพรอีกชนิด หนอนตายหยาก ไม้เถาที่มี ดอกสวยมีรากเป็นกระจุกเหมือนกับกระชาย มีฤทธิ์ฆ่าหนอนซึ่งเวลาที่ทำน้ำปลา หมักปลามักจะมีหนอนก็จะ   นำพืชสมุนไพรชนิดนี้พอกไว้ที่ปากไหเพื่อไม่ให้แมลงวัน  วางไข่ นอกจากนี้หนอนตายหยากอาจจะนำมาใช้เป็นยากำจัดแมลงเป็นผู้ช่วยในการกำจัด ศัตรูพืชโดยไม่พึ่งพาเคมี นอกจากนี้ตามท้องนาในวิถีไทยยังมีการปลูกพืชสวนครัวอย่าง โหระพา กะเพรา บัวบก ข่า ตะไคร้ ฯลฯ ซึ่งเหล่านี้ต่างก็เป็นสมุนไพร

“สวนสมุนไพรครั้งนี้   จึงเป็นการนำเสนอวิถีชีวิตภูมิปัญญาไทยเป็นวิถีชีวิตความพอเพียงซึ่งอาจเป็น แบบอย่างการดำเนินชีวิต  และจากพืชสมุนไพร พรรณไม้ที่มีขึ้นมากมายตามท้องทุ่งนาครั้งนี้ได้นำมาเพียงบาง  ส่วน นอกจากนี้ในสวนสมุน ไพรยังนำพืชพรรณไม้ที่พบตามหัวไร่ปลายนาที่มีชื่อ คล้ายกัน อย่าง ลูกใต้ใบกับหญ้าใต้ใบ ต้อยติ่งนากับต้อยติ่งบ้าน ชุมเห็ดเทศกับชุมเห็ดไทย ฯลฯ มาให้ศึกษาความเหมือน ความต่างเผยแพร่ให้รู้จักร่วมด้วย”


ภาพประกอบจาก : samunpri.com

พืชสมุนไพรที่เป็นคู่กันอย่าง เหงือกปลาหมอ พืชที่พบในนาน้ำเค็มซึ่งที่นำมาแสดงมีอยู่สองชนิดได้แก่ เหงือกปลาหมอดอกขาวและดอกม่วง ซึ่งต้นเหงือกปลาหมอดอกขาวพบในทะเลอ่าวไทยถึงชุมพร ดอกม่วงพบตั้งแต่ชุมพรลงไปถึงตอนใต้ ชาวบ้านที่อยู่ในเขตน้ำเค็ม   จะนำใบมาต้มอาบแก้คัน แก้โรคผิวหนัง ฯลฯ พลับพลึง ดอกขาว ดอกแดง ที่เป็นที่รู้จักกันในภูมิปัญญาไทยจะ  นำกาบพลับพลึงมาอังไฟให้ร้อนแล้วนำมาประคบ ขณะ  ที่ตะไคร้แกงกับตะไคร้หอม   ใช้ได้ทั้งเป็นยากันยุงโดยกลิ่นตะไคร้หอมช่วยไล่ยุง ขณะ    ที่ตะไคร้แกงนำมารับประทานเป็นสมุนไพรช่วยขับลม    เป็นต้น

นอกจากพรรณไม้พืชสมุนไพรในท้องนา ข้าว ในแปลงนาส่วนที่เป็นสมุนไพรที่นำมาเป็นยาเกี่ยวเนื่องกับการแพทย์ไทยนั้นมี อยู่ไม่น้อย อย่าง น้ำข้าว ในสมัยโบราณจะหุงข้าวเช็ดน้ำ น้ำข้าวที่เหลือนำมารับประทานเป็นอาหารบำรุงร่างกายเป็นน้ำกระสายยา เช่นเดียวกับ น้ำซาวข้าว อีกทั้ง ข้าวงอก ที่กำลังเติบโต  ยังมีวิตามินสูง นมข้าวข้าว จากรวง มีประโยชน์เป็นภูมิ ปัญญาที่มีมาแต่โบราณซึ่งนำมารับประทานเหมาะกับผู้ป่วยที่อ่อนเพลีย ฯลฯ

ในความหลากหลายของพืชสมุนไพรที่แม้บางชนิดอาจเป็นที่รู้จักและบาง ชนิดถูกมองข้ามละเลยไป สมุนไพรในท้องนาส่วนหนึ่งนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งความรู้ศึกษาคุณค่าพรรณไม้ หากแต่ยังมีความหมายการสืบรักษาภูมิปัญญาไทยต่อยอดการศึกษาสมุนไพรให้ก้าว ไกลเกิดประโยชน์.

พงษ์พรรณ บุญเลิศ

ด้วยรักและปรารถนาดี

HealthyMania

ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

No Comments »

15 เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับ ปาก และ ฟัน

September 5th, 2008 : Category: สุขภาพช่องปาก/ฟัน

1. รู้จักฟันกันหน่อย

ฟันเป็นอวัยวะพิเศษที่เจริญมาจากเนื้อเยื่อชั้นนอก (Ectoderm) เช่นเดียวกับผิวหนังหรือเกร็ดของปลา ฟันมี 2 ชุดคือฟันแท้และฟันน้ำนมซึ่งมีโครงสร้างคล้ายๆ กันดังนี้

มีชั้นเคลือบฟัน (Enamel)เป็น ส่วนที่อยู่นอกสุดและมีความแข็งที่สุดของฟัน ทำหน้าที่รับน้ำหนักในการบดเคี้ยว มีโครงสร้างเป็นผลึก ไม่มีเส้นเลือดและเส้นประสาท จึงเป็นส่วนที่ไม่ได้รับความรู้สึก เวลาที่ฟันเริ่มผุจึงไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ

ชั้นเนื้อฟัน (Dentine) เป็น ส่วนที่อยู่ถัดจากเข้ามา ประกอบด้วยท่อเล็กๆจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่รวมของเส้นประสาทรับความรู้สึก ดังนั้นเวลาฟันผุถึงชั้นนี้ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเสียวฟัน

โพรงประสาทฟัน (Pulp) คือ โพรงช่องว่างภายในฟัน เป็นที่อยู่ของเส้นประสาท และเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงตัวฟัน ทำหน้าที่ในการรับความรู้สึกร้อน เย็น ปวด เจ็บ กรณีที่ฟันผุมาถึงชั้นนี้ จะไม่สามารถอุดฟันได้

ชั้นร่องเหงือก (Gingival crevice) คือ ร่องระหว่างตัวฟันกับขอบเหงือก ปกติจะมีขอบบาง มีความลึกประมาณ 2 มิลลิเมตร แต่ถ้ามีโรคเหงือกอักเสบ หรือเป็นรำมะนาด อาจมีอาการบวม ทำให้ร่องนี้ลึกขึ้น และเกิดการอักเสบมากขึ้นได้

เหงือก (Gingiva) คือส่วนเนื้อเยื่อที่หุ้มตัวฟัน และกระดูกขากรรไกรไว้

เคลือบรากฟัน (Cementum) เป็น ชั้นบางๆ คลุมเนื้อฟันบริเวณรากฟันไว้ แตกต่างจากเคลือบฟันตรงที่มีความแข็งแรงน้อยกว่า ปกติจะฝังตัวอยู่ในกระดูก แต่ถ้ามีเหงือกร่น หรือเกิดโรครำมะนาด อาจทำให้ส่วนนี้สัมผัสกับน้ำและอากาศ เกิดอาการเสียวฟันได้ กระดูกเบ้ารากฟัน (Alveolar bone) คือส่วนของกระดูกที่รองรับรากฟัน

ขอบคุณภาพจาก :aksorn.com

2. ฟันแต่ละซี่มีประโยชน์อย่างไร

ฟันหน้าตัด (Incisor Teeth) อยู่บริเวณหน้าสุด มีทั้งหมด 8 ซี่ ทำหน้าที่กัดอาหาร

ฟันเขี้ยว (CanineTeeth) เป็นฟันที่มีรากยาวที่สุด มีทั้งหมด 4 ซี่ และมีความแข็งแรงมาก ปลายแหลม ทำหน้าที่ตัด ฉีก และแยกอาหารออกจากกัน

ฟันกรามน้อย (Premolar or Bicuspid Teeth) จะพบเฉพาะในฟันแท้เท่านั้น รูปร่างคล้ายฟันกรามแต่มีขนาดเล็กกว่า มีทั้งหมด 8 ซี่ ทำหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหารร่วมกับฟันกราม

ฟันกราม (Molar Teeth) เป็นฟันที่ใหญ่ที่สุดในปาก มีความสำคัญมากเพราะนอกจากจะช่วยในการบดเคี้ยวอาหารแล้ว ยังทำงานร่วมกับฟันเขี้ยวในการคุมทิศทางการเคลื่อนไหวของขากรรไกรอีกด้วย

3. ฟันสำคัญมากกว่าบดเคี้ยว

ขอบคุณภาพจาก : women.impaqmsn.com

- ช่วยในการพูดให้ออกเสียงชัดเจนขึ้น

- ช่วยรักษาโครงสร้างใบหน้า ให้มีความกว้าง ความยาว และความอิ่มของริมฝีปากให้สมดุลกัน

- เป็นส่วนประกอบของบุคลิกภาพ เพราะฟันเป็นส่วนหนึ่งที่มองเห็นได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาที่พูดคุยกัน

4. เกิดอะไรเมื่อเป็นโรคในปาก

” เมื่อเป็นโรคในช่องปากจะทำให้ร่างกายได้รับอาหารไม่เพียงพอ เพราะความเจ็บปวดที่เกิดจากการเคี้ยวอาหาร จะทำให้เราทานได้น้อย ร่างกายจึงซูบซีด อ่อนเพลียไม่มีแรง นอกจากนั้นหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ไปพบทันตแพทย์ เชื้อโรคในช่องปากจะยิ่งลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น โพรงจมูก ทำให้เกิดไซนัสอักเสบ ทอลซินอักเสบได้”

5. ฟันผุดูอย่างไร

ฟันผุ เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น สเตรปโตคอคไค (Streptococci) ที่อาศัยอยู่บนแผ่นคราบจุลินทรีย์ในปากของเรา ย่อยสลายอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลที่เกาะอยู่ตามชั้นเคลือบฟัน ซึ่งผลพวงจากการย่อยสลาย จะก่อให้เกิดกรดบางชนิด โดยเฉพาะกรดแลกติก ไปทำลายโครงสร้างของฟัน ทำให้เกิดการผุกร่อน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังสงสัยว่าฟันผุ เรามีวิธีสังเกตดังนี้ใน ขั้นต้น จะสังเกตเห็นฟันเป็นสีขาวขุ่นเหมือนสีของนม ผิวฟันมีลักษณะด้าน ไม่มันเหมือนฟันปกติ ต่อมาจะเห็นได้ชัดว่าผิวฟันซี่นั้นมีลักษณะขรุขระไม่เรียบ และมีอาการเสียวฟันบ่อยๆ ทั้งนี้หากปล่อยไว้ไม่รักษาให้ลุกลามไปจนถึงโพรงประสาทฟันซึ่งเป็นที่อยู่ ของเส้นประสาทรับความรู้สึก อาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวด เคี้ยวอาหารไม่ได้ และก่อให้เกิดฝีในเหงือกได้ค่ะ

6. เลือดออกตามไรฟัน สัญญาณเหงือกอักเสบ

เวลา มีเลือดออกตามไรฟัน เรามักจะคิดกันว่าร่างกายขาดวิตามินซี จริงๆ แล้วสำหรับคนที่รับประทานผัก และผลไม้เป็นประจำตลอดทั้งปี โอกาสขาดวิตามินซีถึงขนาดเลือดออกตามไรฟันมีน้อยมาก และสำหรับผู้ที่กินผักและผลไม้เป็นประจำ แต่มีอาการเลือดออกตามไรฟันบ่อยๆโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น ทันตแพทย์อนุศักดิ์ คงมาลัย กล่าวไว้ว่า เป็นอาการของคนที่ป่วยเป็นเหงือกอักเสบค่ะ ยิ่งหากใครที่แปรงฟัน (อย่างถูกต้อง) แล้วมีเลือดติดที่ขนแปรงเป็นประจำ ร่วมกับเวลาบ้วนปากด้วยน้ำปกติแล้วมีเลือดปนออกมาด้วย ให้รู้ในทันทีว่าอาการเหงือกอักเสบมาเยือนคุณแล้ว

7. เศษอาหาร ตัวการโรคเหงือกอักเสบ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยใส่ใจในสุขภาพฟันของตัวเองเท่าไรนัก ปล่อยให้เศษอาหารที่รับประทานเข้าไปตกค้างอยู่ตามซอกเหงือก ร่องฟัน ขอบเหงือก พึงรู้ไว้เลยค่ะว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเหงือกอักเสบมากทีเดียว เพราะเศษอาหาร เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้จุลินทรีย์ในช่องปากแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดหินปูน และการติดเชื้อของเนื้อเยื่อรอบๆ ตัวฟัน นอกจากนี้หินปูนที่เกาะอยู่บนฟันเป็นเวลานาน จะเปลี่ยนสภาพจากแข็งเป็นนิ่ม จับตัวกันเป็นแผ่นหนาขยายไปตามรากฟัน จนไปบาดเหงือก ทำให้เหงือกระคายเคือง อักเสบบวมแดง เหงือกร่น เป็นโรคเหงือกอักเสบได้ในที่สุด และหากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจทำให้ฟันโยก เคี้ยวอาหารไม่ได้ และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นฝีที่เหงือกได้

8. รำมะนาด อันตรายที่คุณคาดไม่ถึง

ถ้าจะถามว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่สูญเสียฟันด้วยโรคอะไรมากที่สุด คำตอบที่ได้ ไม่ใช่โรคฟันผุแต่อย่างใดค่ะ ทว่าคือโรครำมะนาด เรามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันหน่อยดีกว่าโรครำมะนาด หรือ โรคปริทันต์อักเสบ เกิดจากเนื้อเยื่อหรืออวัยวะรอบๆ ตัวฟัน คือ เหงือก เนื้อเยื่อปริทันต์ และกระดูกเบ้ารากฟันซึ่งทำหน้าที่ช่วยยึดฟันให้ตรึงแน่นอยู่กับขากรรไกรมี อาการอักเสบอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดอาการบวมแดงที่เหงือก มีกลิ่นปากเนื่องจากการบูดเน่าของเนื้อเยื่อที่ใต้ซอกฟัน ทำให้เกิดอาการปวด เหงือกอักเสบ ฟันโยกคลอน หากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจลุกลามจนเป็นหนองได้ ทั้งนี้โรครำมะนาดจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆให้ทราบล่วงหน้า จนกว่าเข้าสู่ระยะสุดท้ายซึ่งรักษาไม่ได้แล้ว คนส่วนใหญ่จึงจำต้องปล่อยให้ฟันหลุดไปอย่างน่าเสียดาย

9. หินปูนคืออะไร

หินปูนหรือหินน้ำลาย เกิดจากเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปาก กระทั่งกลายเป็นคราบจุลินทรีย์ที่มองไม่เห็น ต่อมาเมื่อมีแคลเซียมในน้ำลายเข้าไปทำปฏิกิริยา จะตกตะกอนสะสมอยู่บนฟัน หากไม่ได้แปรงฟันหรือทำความสะอาดไม่ดีพอ แผ่นจุลินทรีย์นั้นก็จะสะสมยึดติดที่คอฟันจนแน่น ไม่สามารถกำจัดออกได้ กลายเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีดำ ทำให้กลายเป็นโรคเหงือกอักเสบได้ในที่สุด

10. ทำไมต้องผ่าฟันคุด

ฟันคุด คือ ฟันที่ขึ้นในช่องปากเป็นซี่สุดท้ายของแถวฟันด้านในสุด ในช่วงอายุราว 25 ปี การงอกของฟันคุด มักสร้างความเจ็บปวดให้กับเจ้าของเป็นอย่างมาก เพราะมักจะเกิดอาการอักเสบบวมแดงของเหงือกรอบฟันคุด และปวดร้าวไปทั่วทั้งกราม

นอกจากนี้ ฟันคุดยังมีโอกาสผุได้ง่ายกว่าฟันซี่อื่นๆ เนื่องจากอยู่ด้านในสุดทำความ สะอาดยาก และหากปล่อยให้มีการอักเสบรุนแรง จนเกิดการติดเชื้อกระจายไปถึงเนื้อเยื่อภายในกระพุ่งแก้ม อาจทำให้เกิดอาการขากรรไกรบวมได้ ด้วยเหตุนี้ใครที่มีฟันคุด ทันตแพทย์จึงแนะนำให้ผ่าออกค่ะ

11. ฟลูออไรด์มากไปใช่ว่าดี

แม้ฟลูออไรด์จะช่วยป้องกันฟันผุ แต่หากได้รับมากเกินไปก็เกิดผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกันคือ ทำให้ฟันตกกระ ในขณะที่หน่อฟันกำลังเจริญเติบโต (แรกเกิดถึง 12 ปี )หากร่างกายได้รับฟลูออไรด์ในน้ำดื่มสูงกว่าสองส่วนในล้านส่วนขึ้นไป จะทำให้ฟันเปลี่ยนสีได้ตั้งแต่สีขาวขุ่น น้ำตาล ไปจนถึงน้ำตาลเข้ม (ด้วยเหตุนี้เด็กที่อายุต่ำกว่า 7 ปีจึงไม่ควรกินหรือกลืนยาสีฟัน) ทำให้เกิดภาวะผิดปกติเฉียบพลันในร่างกาย ในกรณีที่ร่างกายได้รับฟลูออไรด์ขนาด250 มิลลิกรัมขึ้นไปโดยทันที ฟลูออไรด์จะเข้าไปสร้างความระคายเคืองต่อเยื่อยุกระเพาะอาหาร ทำให้คลื่นไส้และอาเจียน ท้องเดินชักเกร็ง และอาจหมดสติถึงตายได้ (มักเกิดกับเด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์)

12. ข้อเสียของฟันปลอม

ขอบคุณภาพจาก : thaiclinic.com

การใส่ฟันปลอมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ฟันซี่ที่ผุอยู่แล้ว ลุกลามมากขึ้น อาจลุกลามทะลุถึงโพรงประสาทฟัน นอกจากนี้ฟันปลอมยังทำให้เกิดปัญหาเจ็บเหงือก เคี้ยวอาหารไม่ถนัด เป็นเหตุให้ระบบทางเดินอาหารต้องรับภาระในการย่อยอาหารหนักขึ้น จนอาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้ตามมาได้

13. วิธีลดอาการปวดฟัน

อาการปวดฟัน (Toothache) ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากฟันผุ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากหายทรมานจากอาการปวดฟัน เรามีข้อแนะนำง่ายๆ ต่อไปนี้คะ

ในกรณีที่อาการปวดฟันมีลักษณะปวดตุบๆ ให้ใช้น้ำแข็งประคบที่ด้านข้างของใบหน้าประมาณ 5 - 10 นาที ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดอาการปวดและบวมได้

เลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด เย็นจัด และหวานจัด โดยเฉพาะชา กาแฟ และไอศกรีม เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ปวดฟัน และควรงดอาหารแข็งประเภทต้องใช้วิธีกัดกิน เช่น แครอท ฝรั่งที่ยังไม่สุก เพราะการขบกัดแรงๆ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดฟันมากขึ้น

ในกรณีที่อุดฟัน ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้ปวดฟันมากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้สารที่อุดฟันไว้หลุดออกง่ายขึ้นอีกด้วย

14. ขูดหินปูน เมื่อไหร่ถึงจะดี

ขอบคุณภาพจาก :aksorn.com

ควรไปขูดหินปูนอย่างน้อยปีละสองครั้งครับ ทั้งนี้บางคนหินปูนขึ้นช้า บางคนขึ้นเร็ว 6 เดือนเป็นระยะเวลาเฉลี่ย แต่ทั้งนี้ต้องไปพบทันตแพทย์เช็คสภาพฟันโดยละเอียดอย่างน้อยปีละครั้ง

15. ทำไมต้องแปรงลิ้น

ลิ้น ของเรามีลักษณะเป็นปุ่มเล็กๆ มีหน้าที่รับรสอาหารต่างๆ ลิ้นจึงเป็นที่ชื่นชอบของเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์บางชนิดเป็นอย่างมาก มันจึงอาศัยอยู่และคอยแบ่งอาหารบนลิ้นไปด้วย หากเราแปรงฟันโดยไม่แปรงลิ้น เชื้อโรคที่เกาะแน่นอยู่ที่ลิ้นก็จะไม่ถูกกำจัดออกไป ปล่อยไว้อาจทำให้มีกลิ่นปากและฟันผุได้

การแปรงลิ้นนอกจากจะช่วยให้ประสาทการรับรสของเราดีขึ้นแล้ว ยังป้องกันปัญหากลิ่นปากได้ด้วย ทั้งนี้การแปรงลิ้นควรเริ่มแปรงจากส่วนในของลิ้น ออกมาทางปลายลิ้นสัก 2-3 ครั้ง โดยให้แปรงอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ก็จะทำให้ลิ้นมีสุขภาพดีขึ้นค่ะ

No Comments »

โรคกรดไหลย้อน – โรคกระเพาะ ความเหมือนที่แตกต่าง

September 4th, 2008 : Category: สุขภาพทั่วไป

คนทั่วไปคุ้นเคยกันดีกับโรคกระเพาะอาหาร และเมื่อมีอาการปวดท้อง ปวดแสบร้อนในช่องท้องส่วนบน เรอเปรี้ยว หรือมีรสขมในปาก ก็มักจะคิดเอาเองว่า โรคกระเพาะกำลังมาเยือนเป็นแน่แท้ ทั้งที่ความเป็นจริงอาจกำลังถูก “โรคกรดไหลย้อน (GERD)” เล่นงานเอาก็เป็นได้

การเกิดโรคกรดไหลย้อนนั้น เป็นผลมาจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ซึ่งกรดเหล่านี้มีความเข้มข้นสูงมาก ทำให้เกิดอันตรายต่อหลอดอาหาร และเยื่อบุในหลอดอาหารที่มีความบอบบาง กระทั่งทำให้เกิดการอักเสบตามมา ซึ่งโดยปกติแล้วกรดหรือน้ำย่อยจะไม่สามารถขึ้นไปอยู่ในหลอดอาหารได้ ยกเว้นในช่วงที่กลืนอาหาร หรือช่วงที่กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างมีการคลายตัวอย่างผิดปกตินั่นเอง


ขอบคุณภาพประกอบจาก : portal.ipst.ac.th

อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.พ.ญ.วโรชา มหาชัย หัวหน้าหน่วยทางเดินอาหาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า โรคกรดไหลย้อน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิตเหมือนโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจ แต่เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานลดลง

” เนื่องจากโรคกรดไหลย้อน จะมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆ กับอาการของโรคกระเพาะอาหาร จึงทำให้คนส่วนใหญ่มักจะเหมารวมว่า ตนเองอาจจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร และไปซื้อยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหารมารับประทานเอง ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด โดยเฉพาะคนไทยเรามักจะชอบซื้อยามารับประทานเอง และคิดว่าการไปพบแพทย์เป็นเรื่องใหญ่ ระยะหลังมานี้จึงพบโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ” รศ.พ.ญ.วโรชา กล่าว

อาการของโรค แบ่งเป็น 2 ระบบ ดังนี้

1. อาการที่เกิดในหลอดอาหาร จะมีอาการเจ็บคอ กลืนลำบาก รู้สึกเหมือนมีก้อนอยู่ในลำคอ แสบลิ้นเรื้อรัง จุกแน่นแถวๆ หน้าอกคล้ายอาหารไม่ย่อย อาการนี้มักจะเป็นมากขึ้นหลังอาหารมื้อหลัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก หรือการนอนหงาย

ที่สำคัญคือ จะมีอาการแสบหน้าอก เรอเปรี้ยว รู้สึกเหมือนมีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยว หรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก ภาวะดังกล่าวนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบ ถ้าเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรง อาจทำให้หลอดอาหารตีบหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุอาหารได้

2.อาการนอกหลอดอาหาร จะมีเสียงแหบเรื้อรัง มักมีเสียงแหบตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม ไอเรื้อรัง รู้สึกสำลักในเวลากลางคืน หรือในบางรายอาจมีอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด หรืออาการเจ็บหน้าอกได้ ดังนั้นหากมีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังถูก “โรคกรดไหลย้อน” คุกคาม

ถามว่าโรคนี้อันตรายไหม คำตอบคือ ถ้าเป็นแล้วรีบรักษา หรือทำให้อาการหายไปก็จะไม่มีอาการอย่างไร แต่หากปล่อยไว้เนิ่นนาน อาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบ เป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรือเป็นมะเร็งที่หลอดอาหารได้ แต่… ความรุนแรงนี้จะมีได้เพียง 1% เท่านั้น

กลุ่มเสี่ยง

โรคกรดไหลย้อน เป็นโรคยอดฮิตของหนุ่มสาววัยทำงาน ดารานักแสดง โดยเฉพาะสาวออฟฟิศ ที่ชอบกินจุบกินจิบ กินอาหารไม่เป็นเวลาและเร่งรีบ รวมถึงผู้ชอบอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ มีโอกาสเสี่ยงสูงหากมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว ปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่แล้วลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือคอ ควรปรึกษาแพทย์

นอกจากนี้ ยังสามารถพบได้ในเด็กทารกจนถึงเด็กโต ในเด็กเล็กอาการที่ควรนึกถึงโรคนี้ ได้แก่ อาเจียนบ่อยหลังดูดนม โลหิตจาง น้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่สมวัย ไอเรื้อรัง หอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับได้

วิธีการรักษา

โรคกรดไหลย้อน สามารถรักษาให้หายได้ โดยการรับประทานยากลุ่มยาลดกรด แต่ถ้าเป็นมาก และเรื้อรังควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และรับยาที่ตรงกับโรค ในบางรายที่อาการหนักอาจต้องเข้ารับการผ่าตัด ดังนั้นหากมีอาการควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการ

ขณะเดียวกัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต จะให้ผลดีมากเช่นกัน ซึ่งผู้ป่วยควรปฏิบัติดังนี้


ขอบคุณภาพประกอบจาก : portal.ipst.ac.th

1. ลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงทำให้กรดไหลย้อนได้มาก
2. งดบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดกรดมาก ทำให้หูรูดอ่อนแอ
3. ใส่เสื้อหลวมๆ เพื่อลดแรงกดที่กระเพาะ
4. ไม่ควรจะนอน ออกกำลังกาย หรือยกของหนักหลังทานอาหาร
5. งดอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง
6. งดอาหารมันๆ อาหารทอด อาหารที่ปรุงด้วยหัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม เนย ไข่ รวมทั้งอาหารที่มีรสเผ็ด เปรี้ยว และเค็มจัด
7. รับประทานอาหารแค่พออิ่ม หรืออาจแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กๆ ทานน้อย แต่บ่อย
8. หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ น้ำอักลม เบียร์ สุรา
9. เลี่ยงการนอนตะแคงขวา เพราะท่านี้จะทำให้กระเพาะอยู่เหนือหลอดอาหารอาจทำให้อาการกำเริบได้
10. นอนหัวให้สูงประมาณ 6-10 นิ้ว โดยหนุนที่ขาเตียง ไม่ควรใช้หมอนหนุนที่ศีรษะ เพราะทำให้ความดันในช่องท้องสูง

แม้จะมีวิธีรักษาหรือรู้วิธีช่วยบรรเทาแล้วก็ตาม หากยังคงปฏิบัติหรือใช้วิถีชีวิตแบบเดิมๆ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง กรดไหลย้อนก็จะยังคงย้อนวนเวียนกลับมาเหมือนเดิมนั่นเอง!!

No Comments »

สมุนไพรไทย ใครว่าธรรมดา ภาค3

September 4th, 2008 : Category: สมุนไพร

สวัสดีค่า มิตรรักนักอ่านทั้งหลาย และแล้วก็ดำเนินมาถึงภาคจบเสียทีนะคะ สำหรับสมุนไพรไทยที่ปรากฏกายอยู่ในคลิปวิดีโอของมูลนิธิสุขภาพไทย ยืดยาวมาเสียหลายตอน หลายๆท่านจะเบื่อกันซะก่อน เลยปวารณากับตัวเองว่าจะจบให้ได้ภายใน Entry นี้ค่ะ ^___^ เริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ

ส่วนสมุนไพรชนิดสุดแรกที่จะแนะนำในวันนี้คือใบพลับพลึงค่ะ ใบพลับพลึงนั้น คนโบราณจะรู้กันดีว่าสามารถนำมารักษาอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้ออักเสบ คลายเส้น แก้อาการฟกช้ำปวดบวม ได้นะคะ ดังที่เห็นในคลิปวิดีโอ และยังสามารถนำไปใช้กับคุณแม่ที่เพิ่งคลอด หรืออยู่ไฟได้ โดยเอามาประคบหน้าท้อง ทำให้มดลูกเข้าที่อยู่ตัว น้ำคาวปลาแห้ง ขจัดไขมันส่วนเกิน และขับของเสียต่างๆออกจากร่างกายคุณแม่ที่เพิ่งคลอดได้ด้วย นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง ขับเสมหะ เป็นยาระบาย ทำให้คลื่นเหียนอาเจียน รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะและน้ำดี

ภาพประกอบจาก : siamensis.org

มากไปกว่านั้น ส่วนอื่นๆของต้นพลับพลึงยังสามารถรักษาโรคอื่นๆได้อีกเช่น เมล็ดสามารถขับเลือดประจำเดือนให้ออกมาให้หมดได้ด้วย และ รากสามารถนำมาตำแล้วพอกแผลก็ได้ด้วยค่ะ และยังมีสรรพคุณอีกมากมายนานัปการค่ะ

มาถึงสมุนไพรตัวที่ 2 ที่จะกล่าวถึงในคราวนี้นะคะ คือ กะเพรา ค่ะ กะเพราที่เรานำมาทำอาหารเนี่ยแหล่ะคะ พื้นๆเลย ก็ช่วยเรื่องขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด นอกไปจากนั้น กะเพรายังช่วยแก้ปวดท้อง และควบคุมธาตุต่างๆ ระบบการย่อยอาหาร ระบบทางเดินอาหารให้ทำงานดี และเมื่อนำมาใส่แกงเลียงก็จะช่วยคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกเรียกน้ำนมได้เป็นอย่างดี และยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วยค่ะ

ภาพประกอบจาก : fm100cmu.com

ถ้าเอามาใช้รักษาโรคหรือบำรุงภายนอก ก็จะเป็นได้ทั้งยารักษากลากเกลื้อน แก้ลมพิษ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยการรักษาที่กล่าวมาทำได้โดยการเอากะเพรามา 1 กำมือ ตำให้แหลกแล้วผสมกับเหล้าขาว แล้วทาไปยังจุดที่เป็น ถ้าเป็นหูดก็เอาใบกะเพราถูไปที่หูดโดยตรงได้เลยค่ะแล้วหูดก็จะฝ่อหายไปเองค่ะ

และใบกะเพรายังสามารถนำมาไล่แมลงได้ด้วยนะคะ โดยน้ำมันที่สกัดมาจากใบกะเพราสามารถไล่แมลงวันทอง และไล่ยุงได้ค่ะ

สมุนไพรชนิดที่ 3 ที่จะกล่าวถึงในวันนี้คือ ตะไคร้ ค่ะ แน่นอนว่าตะไคร้เป็นสมุนไพรอันดับต้นๆที่นำมาประกอบอาหารรับประทานง่ายมาก ทั้งยำตะไคร้ น้ำตะไคร้ ต้มยำ ฯลฯ

ภาพประกอบจาก : fm100cmu.com

ในส่วนของลำต้นนั้นสามารถใช้เป็นยารักษาโรคหืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะและแก้อหิวาตกโรค หรือทำเป็นยาทานวดก็ได้ และยังบำรุงธาตุให้เจริญอาหาร ช่วยขับเหงื่อเมื่อทานประกอบกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ

ส่วนของหัวใช้เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว บำรุงไฟธาตุ ถ้าใช้รวมกับสมุนไพรชนิดอื่น จะเป็นยาแก้อาเจียน แก้ทราง ยานอนหลับลดความดันสูง แก้ลมอัมพาต แก้กษัยเส้น และแก้ลมใบ ใบสด ๆ จะช่วยลดความดันโลหิตสูง แก้ไข้ และอีกมากมายค่ะ ส่วนรากใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ ปวดท้องและท้องเสีย

ภาพประกอบจาก : Thaifoodtoworld.com

มากไปกว่านั้น ตะไคร้ยังมีสรรพคุณดับคาว ยกตัวอย่างเช่นเวลาที่คนใต้จะต้มปลาเพื่อเอาเนื้อปลามาทำน้ำยาขนมจีน ก็มักจะต้มปลาแดงกับตะไคร้เพื่อดับกลิ่นคาวปลา หรือใส่ตะไคร้ในเครื่องแกงต่างๆเพื่อดับคาวเนื้อสั