Love yourself Love your Health (Modern Mom)เรื่อง : น้ำต้น
ถ้าถามว่า คุณรักตัวเองบ้างไหม? เชื่อแน่ว่าแทบทุกคนจะต้องตอบว่า "รักสิ" แต่เอาเข้าจริง ๆ ที่ว่ารักตัวเองมันใช่หรือเปล่า? ด้วยหน้าที่การงาน ภาระความรับผิดชอบมากมายทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน มันชวนให้เราดำดิ่งไปกับภารกิจตรงหน้า ยิ่งผู้หญิงเราที่มีสถานะภรรยาและแม่เพิ่มเข้ามาในชีวิตก็มีเรื่องให้ต้องใส่ใจดูแลมากมาย จนหลายครั้งลืมที่จะใส่ใจดูแลตัวเอง ไม่นับสิ่งเย้ายวนต่าง ๆ นานาที่มักชวนให้เราเผลอทำอะไร ๆ ตามใจตัวเองแบบลืมติดเบรก ซึ่งหลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่ไม่เป็นมิตรกับสุขภาพร่างกายตัวเราเองสักเท่าไหร่
วันนี้เลยอยากชวนคุณผู้หญิงหันมารักตัวเอง ใส่ใจสุขภาพตัวเองอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองเท่านั้น แต่ยังเพื่อคนที่คุณรักด้วย เพราะรัศมีความมีชีวิตชีวาที่มาจากร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บและจิตใจที่สดใสเบิกบานนั้น อานุภาพรุนแรงมาก สามารถเปลี่ยนบรรยากาศที่ซึมเศร้า ตึงเครียด ให้สดใสขึ้นมาได้ และยังสามารถเติมพลังชีวิตให้แก่ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณได้อีกด้วย สุขภาพที่ดีนั้นส่วนหนึ่งมาจากฐานทุนเดิมด้านสุขภาพที่เรามีอยู่ หากใครมีทุนเดิมอยู่ดีก็นับว่าเป็นโชค แต่อีกส่วนที่สำคัญมากไม่แพ้กัน ก็คือวิถี หรือนิสัยการกิน การอยู่และการใช้ชีวิตประจำวันของเราเองนี่แหละ แม้คุณจะมีฐานสุขภาพที่ดีเลิศเพียงใด แต่ถ้ามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันไม่เหมาะสม สุขภาพดีที่มีอยู่ก็พร้อมจะโบกมือลาร่างกายของคุณไปได้ทุกเมื่อ
และต่อไปนี้คือ 7 เรื่องหลักในชีวิตสำหรับสุขภาพที่ดีของตัวเราเองที่ควรใส่ใจ
1.ปรับวิถีการกิน นอกจากกินอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลายแล้ว ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ ที่ต้องใส่ใจและควรปรับเปลี่ยน ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องให้เป็นนิสัยด้วยค่ะ
สร้างนิสัยกินเป็น กินครบมื้อโดยไม่ทิ้งมื้อเช้า ไม่หนักมื้อเย็น กินอาหารแต่ละครั้งควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อย่ากินอย่างเร่งรีบ กินแต่พออิ่มอย่าให้อิ่มเกิน และไม่ควรดื่มน้ำมาก ๆ ขณะที่กินอาหาร เมื่อกินอาหารแล้วห้ามออกกำลังกาย หรือนอนทันที ควรทิ้งช่วงประมาณ 2-3 ชั่วโมง ถ้าทำได้ตามนี้ร่างกายคุณก็จะได้รับพลังงานจากอาหารเพียงพอ ห่างไกลจากโรคอ้วนและภาวะกรดไหลย้อนได้ค่ะ
อาหารธรรมชาติ เลือกแต่อาหารธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป กำจัดอาหารขยะออกไปจากชีวิต เพราะอาหารขยะมีสารเคมีและวัตถุกันเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ อีกทั้งยังไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย ส่วนอาหารที่กินนั้นเน้นปลาเป็นหลัก ผักเป็นพื้น เลือกเมนูโปรดที่เป็นแนวไทยแท้ คือ ต้ม นึ่ง ยำ ตำ ปิ้ง ย่าง เพราะปลอดจากการใช้น้ำมันที่เป็นศัตรูกับสุขภาพ
เสริมแคลเซียม หลังอายุ 30 ปีไปแล้ว ร่างกายจะไม่สะสมแคลเซียมอีกต่อไป โอกาสเผชิญกับโรคเกี่ยวกับกระดูกจะสูงถ้าร่างกายไม่ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีแนวโน้มการสูญเสียแคลเซียมมากกว่าผู้ชาย เพราะฉะนั้นต้องเพิ่มแคลเซียมให้ร่างกาย แหล่งอาหารเสริมแคลเซียม เช่น งาดำ เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย นม ชีส โยเกิร์ต ผักต่าง ๆ เช่น กระถิน ใบยอ กะเพรา โหระพา กระเจี๊ยบ ผักกาดเขียว ผักกวางตุ้ง ปวยเล้ง คะน้า เป็นต้น
2.ร่างกายได้พัก การที่ร่างกายได้พักเป็นเสมือนการเพิ่มพลังชีวิต และการพักที่ดีที่สุดก็คือการนอน เพราะขณะที่นอนหลับร่างกายทุกส่วนกล้ามเนื้อทุกมัดจะลดความตึงตัวอยู่ในภาวะที่ผ่อนคลาย และยังเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายขับพิษและซ่อมแซมฟื้นฟูตัวเอง เพื่อเพิ่มพลังในการใช้งานวันต่อ ๆ ไป
นอนเต็มอิ่ม อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ถ้าคุณเป็นคนนอนดึก ควรปรับเวลานอนเสียใหม่ ไม่ควรอดนอนในช่วง 4 ทุ่ม-ตี 2 เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เมื่อตื่นขึ้นมา ก็จะสดใสกระปรี้กระเปร่า มีหลังพร้อมรับกับสารพัดภารกิจที่รอท่าอยู่
นอนถูกท่า ถึงจะเป็นเรื่องหลังการหลับที่ดูจะกะเกณฑ์ยากไปสักหน่อย แต่ก็ต้องพยายามฝึกตัวเองให้นอนในท่าหงาย ตัวตรง เพื่อไม่ให้เกิดการบิดของกระดูกสันหลัง ลำตัว ลำคอ และกดทับอวัยวะต่าง ๆ จนเป็นปัญหาสุขภาพตามมาภายหลัง การนอนลักษณะนี้จะทำให้การไหลเวียนเลือดเป็นไปตามปกติ ร่างกายจะผ่อนคลายมากที่สุดเอื้อต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ
3.ออกกำลังกาย ถ้ากิจวัตรส่วนใหญ่ของคุณคือการนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือนั่งห้องประชุม ระหว่างวันคุณควรกระตุ้นตัวเองให้เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดการใช้พลังงาน โดยอาจให้เวลากับท่าบริหารง่าย ๆ ที่โต๊ะทำงาน หรือเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์บ้าง และลืมข้ออ้างเรื่องไม่มีเวลา เลิกผัดวันประกันพรุ่ง แล้วจัดตารางเวลาให้แก่การออกกำลังกายในแบบที่คุณชื่นชอบได้แล้วล่ะค่ะ
การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพนั้นก็คือการออกกำลังกายแบบที่ทำให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนเลือดแข็งแรงดี ซึ่งหลักการของมันมีอยู่ 3 อย่างคือ 
การออกกำลังกายที่ต้องใช้กล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ นั่นคือ แขน ขา

การออกกำลังกายนั้นต้องนานพอ คือ 30 นาที และหนักพอ คือหัวใจ หรือชีพจรเต้นเข้าเป้า

ทำเป็นประจำทุกวัน วันละ 30 นาทีหรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
4.ใส่ใจกับอิริยาบถในชีวิตประจำวัน ท่าทางในชีวิตประจำวันของเราไม่ว่าจะการนั่ง เดิน ยืน นอน ที่เราเคยชินจนกลายเป็นอุปนิสัยและบุคลิกภาพนั้น หากอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้อง นานวันเข้าก็สะสมเกิดเป็นปัญหาสุขภาพตามมาได้มากมาย และยิ่งถ้างานของคุณคือการอยู่ในอิริยาบถเดิมนาน ๆ ต้องทำงานอยู่กับตัวเลข หรือต้องอ่าน/ตรวจเอกสาร หรืออยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกิน 6 ชั่วโมง/วัน คุณเข้าข่ายเสี่ยงต่อการเป็นโรค Office Syndrome ฉะนั้นจึงควรใส่ใจกับอิริยาบถของตนเองด้วยการ

นั่ง เดิน ยืน นอน หรือทำงานด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติ คือ หลังตรง ไม่บิดเอว หรือโก้งโค้ง ตัวงอ

เปลี่ยนแปลงอิริยาบถในการทำงาน เคลื่อนไหวร่างกายทุก 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง ไม่อยู่ท่าเดียวนาน ๆ พักสายตาจากหน้าจอทุกชั่วโมง และปรับตำแหน่งจอคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม คือ จุดที่คุณสามารถนั่งทำงานได้ในท่านั่งหลังตรงมองตรงไปข้างหน้า ไหล่ ศอก และข้อมือไม่ยกหรือเกร็ง

ถ้างานของคุณต้องอยู่ในท่ายืนติดต่อกันนาน ๆ ควรใส่ส้นสูงที่สูงไม่เกิน 1 นิ้วครึ่ง และหาช่วงนั่งพักหรือเดินไปมาบ้าง

ไม่ควรสะพายกระเป๋าข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรเปลี่ยนสลับข้าง บางวันอาจเปลี่ยนสไตล์กระเป๋าเป็นแบบถือบ้าง พยายามใช้ร่างกายทั้ง 2 ข้างให้เท่า ๆ กัน อย่าใช้แค่ข้างใดข้างหนึ่งติดต่อกันนาน ๆ เพราะจะส่งผลให้กระดูกสันหลังคดได้

ขับรถให้ถูกท่า ท่านั่งที่ถูกต้อง คือ หลังพิงพนักจนแนบสนิท แล้วเหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่ง วางบนส่วนบนสุดของพวงมาลัย ขาต้องสามารถเหยียบแป้นคลัทช์จนจม โดยไม่ต้องเหยียดข้อเท้าแบบสุดขา และส่วนใต้ของขาอ่อนดันกับเบาะนั่งส่วนหน้า จนรู้สึกว่าน้ำหนักตัวที่ลงตรงสะโพกพอดี และยังสัมผัสกับพนักพิง
5.ปลุกความสดใสให้ผิว ความสุขอย่างหนึ่งของผู้หญิงคือเห็นตัวเองสวยสดใสเสมอทุกครั้งที่ส่องกระจก เมื่อไรก็ตามที่คุณละเลยการดูแลตัวเอง ผิวของคุณก็จะฟ้อง ดังนั้นอย่าให้ด่านแรกของคุณทำลายพลังใจพลังชีวิตในแต่ละวันของคุณ มาปลุกความสดใสให้ผิวพรรณ ด้วยการดื่มน้ำสะอาด กินอาหารที่มีประโยชน์อย่างสมดุล เน้นผัก ผลไม้ และอาหารต้านอนุมูลอิสระตัวการทำลายผิวสวย เช่น วิตามินเอ บี ซี และอี ดูแลความสะอาดของผิวหน้าและผิวพรรณอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ก็ต้องพึ่งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่าง ๆ ตามสมควร และควรใช้อย่างสม่ำเสมอ แต่วันว่างหรือวันหยุดควรให้ผิวหน้าได้พักและผ่อนคลายจากครีมและเครื่องสำอางบ้าง ในวันที่พอมีเวลาใช้แปรงขัดตัวเบา ๆ ให้ทั่วตัวก่อนอาบน้ำช่วยให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้นและช่วยลดเซลลูไลต์ได้ค่ะ
6.เช็กสุขภาพเบื้องต้น กิจวัตรที่ซ้ำ ๆ งานมากมายที่ทำให้คุณยุ่งและวุ่นอยู่ตลอดอาจทำให้คุณไม่ทันได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายตัวเอง
หรือสังเกตรู้แต่มักติดกับคำว่า "ไม่เป็นไร" , "เอาไว้ก่อน" เหล่านี้อาจทำให้เรื่องเล็กลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ค่ะ ดังนั้นควรหมั่นสังเกตตัวเองในเรื่องเหล่านี้ หากมีอาการผิดปกติให้รีบหาสาเหตุบำบัดรักษา หาข้อมูลความรู้หรือปรึกษาคุณหมอค่ะ

เริ่มต้นจากเรื่องเบื้องต้นง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน คือ สังเกต สี กลิ่น ลักษณะและปริมาณของอุจจาระ ปัสสาวะ ประจำเดือนและตกขาวอย่างสม่ำเสมอ

คลำตรวจเต้านมด้วยตนเอง หลังประจำเดือนวันสุดท้ายหมดไป 5-7 วันทุกเดือน เดือนละครั้ง

รู้สึกให้ไวกับอาการผิดปกติต่าง ๆ หรืออาการปวดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ปวดหัว ปวดไหล่ ปวดหลัง ต้นคอ อื่น ๆ แล้วรีบหาสาเหตุให้พบ เพื่อดูแลแก้ไขทันท่วงที

ตรวจสุขภาพประจำปี ทั้งสุขภาพทั่วไป สุขภาพฟัน ตรวจภายใน และตรวจเต้านม
7.ใจผ่อนคลาย ไม่ว่างานที่ทำตรงหน้าจะยุ่ง เครียดและยากอย่างไร อย่าลืมดูแลอารมณ์และจิตใจของตัวเองให้นิ่งและแจ่มใสเข้าไว้ เพราะถ้าปล่อยอารมณ์ไปตามสถานการณ์ วันนั้นทั้งวันคุณก็จะขุ่นมัวไม่สดใสพานให้ร่างกายอ่อนล้าเอาง่าย ๆ ด้วยค่ะ 
สุขภาพกายที่ดีเป็นฐานทุนสำคัญของใจที่สดใสเบิกบาน ดังนั้นอย่ารีรอที่จะดูแลตัวเองตามแนวทาง 6 ข้อที่บอกไปนะคะ

พยายามเตือนตัวเองให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตด้วยความกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา สร้างอิริยาบถของคุณให้กระชุ่มกระชวย และทำให้ติดจนเป็นนิสัย แล้วความกระตือรือร้นนั้นจะค่อย ๆ ขยายตัวกลายเป็นบุคลิกประจำตัวของคุณ

ให้เวลากับกิจกรรมเพื่อการผ่อนคลายของตัวเองบ้าง ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ทำงานฝีมือ งานศิลปะ ไปดูหนัง พบปะเพื่อนฝูง ทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมหรืออื่น ๆ ที่เป็นความชอบ ความถนัด ที่สำคัญคือกิจกรรมนั้นต้องเป็นกิจกรรมที่ทุกครั้งที่ทำคุณรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข

ในทุก ๆ วันคุณควรหาเวลานิ่งสงบให้แก่ตัวเอง พาตัวเองออกมาจากความวุ่นวายและผู้คน สัมผัสกับต้นไม้ใบไม้ ธรรมชาติ และอยู่กับตัวเองอย่างสงบสัก 10-20 นาที สังเกตอารมณ์ของตัวเอง นอกจากได้เบรกจากงานและเรื่องเครียดแล้ว คุณก็จะได้นิ่งมีสมาธิทบทวนและจัดการกับอารมณ์หรือความเครียดที่เกิดขึ้น หรือวางแผนกับงานการที่ยังเหลืออยู่
เหล่านี้ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ เรื่องยากมันอยู่ตรงที่ไม่เริ่ม เมื่อไม่มีก้าวที่หนึ่งก้าวต่อไปก็ไม่มีทางเกิดขึ้น ฉะนั้นเริ่มปรับเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อยเสียแต่วันนี้เถอะค่ะ ก่อนที่ร่างกายจะอ่อนแอทรุดโทรมจนยากจะแก้ไขเยียวยา
เคล็ดลับสุขภาพ สุขภาพใกล้ตัว โรคและการป้องกัน คลิกเลย
คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก