มะเร็งจิสต์ (GIST) อาจเป็นชื่อโรค ที่หลายคนไม่คุ้นหู เพราะไม่ได้พบบ่อยเหมือนมะเร็งกระเพาะอาหารหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วเป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดในระบบทางเดินอาหาร โรคนี้มักไม่ได้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินหรือการใช้ชีวิตโดยตรง และแม้จะพบมากในผู้ใหญ่วัยกลางคนขึ้นไป แต่คนอายุน้อยก็สามารถเป็นได้เช่นกัน ซึ่งหลายรายแทบไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้ก้อนเนื้อค่อย ๆ โตโดยไม่รู้ตัว
แล้วมะเร็งจิสต์คืออะไร อาการมะเร็งจิสต์แบบไหนที่ควรสังเกตและไม่ควรมองข้าม มาทำความเข้าใจไปพร้อมกันมะเร็งจิสต์ คืออะไร
มะเร็งจิสต์ (Gastrointestinal Stromal Tumor: GIST) คือ เนื้องอกชนิดหนึ่งในระบบทางเดินอาหาร เกิดจากเซลล์พิเศษในผนังทางเดินอาหารที่เรียกว่า interstitial cells of Cajal ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ โดยก้อนเนื้อมักเจริญเติบโตอยู่ภายในผนังทางเดินอาหาร จึงอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก จนกว่าจะมีขนาดใหญ่ขึ้นหรืออยู่ในตำแหน่งที่ก่อให้เกิดความผิดปกติ
ตำแหน่งที่พบมะเร็งจิสต์ได้บ่อยที่สุดคือ กระเพาะอาหาร (60%) รองลงมาคือ ลำไส้เล็ก (30%) และอาจพบได้ในบริเวณอื่นของทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้ใหญ่ หลอดอาหาร หรือทวารหนัก จัดเป็นมะเร็งที่พบได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับมะเร็งทางเดินอาหารชนิดอื่น
มะเร็งตจิสต์ สาเหตุเกิดจากอะไร
มะเร็งจิสต์ส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว และไม่ได้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินหรือการใช้ชีวิตโดยตรง
สาเหตุหลักเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน (Mutation) ภายในเซลล์เอง โดยยีนที่พบความผิดปกติบ่อยที่สุดคือ ยีน KIT (CD117) ซึ่งพบได้ประมาณ 75-80% ของผู้ป่วย และอีกส่วนหนึ่งพบการกลายพันธุ์ของยีน PDGFRA
เมื่อยีนเหล่านี้เกิดการกลายพันธุ์ จะทำให้เซลล์สร้างโปรตีนที่ส่งสัญญาณกระตุ้นการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เซลล์แบ่งตัวผิดปกติ และก่อตัวเป็นเนื้องอกในระบบทางเดินอาหารในที่สุด แม้ส่วนใหญ่จะเป็นการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง (ไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม) แต่ก็มีส่วนน้อยมากที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการทางพันธุกรรมบางชนิด
ดังนั้น แม้ว่าโรคนี้จะมักพบได้ในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ก็ยังสามารถพบในกลุ่มคนอายุน้อยได้เช่นกัน
มะเร็งจิสต์ อาการไหนบอกชัด
1. เลือดออกในทางเดินอาหาร
-
อาเจียนเป็นเลือด
-
ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำคล้ายน้ำมันดิน แสดงว่ามีเลือดออกจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก
-
ถ่ายอุจจาระเป็นสีแดง แสดงว่ามีเลือดออกจากลำไส้ใหญ่
2. ปวดท้องหรือแน่นท้องเรื้อรัง
3. ท้องอืดเรื้อรัง เบื่ออาหาร หรืออิ่มเร็วผิดปกติ
4. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
5. เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย มีภาวะซีด
6. คลำพบก้อนในท้อง
มะเร็งจิสต์ ตรวจวินิจฉัยอย่างไร
หากมีอาการที่น่าสงสัย แพทย์จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและประเมินระยะของโรค โดยอาจประกอบด้วย
-
การส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อดูลักษณะก้อนเนื้อและตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติ
-
การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือ MRI ช่วยประเมินขนาดของก้อนเนื้อ ตำแหน่งที่แน่ชัด และดูว่ามีการลุกลามหรือแพร่กระจายหรือไม่
-
การตรวจ PET Scan ใช้ในบางกรณี เพื่อประเมินการทำงานของเซลล์มะเร็ง หรือใช้ติดตามผลการรักษา
-
การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อยืนยันว่าเป็นมะเร็งจิสต์ โดยแพทย์จะนำตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ และอาจตรวจหาความผิดปกติของยีนเพิ่มเติม
มะเร็งจิสต์ รักษาอย่างไร
การผ่าตัด (Surgery)
เป็นวิธีหลักสำหรับก้อนเนื้อที่ยังไม่กระจาย เป้าหมายคือการนำก้อนเนื้อออกให้หมดโดยไม่ให้ก้อนแตก เพราะถ้าก้อนแตก เซลล์มะเร็งจะฟุ้งกระจายในช่องท้อง
ใช้ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy)
มะเร็งจิสต์ ป้องกันได้ไหม
มะเร็งจิสต์เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนภายในเซลล์แบบสุ่ม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และส่วนใหญ่ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว ดังนั้น ปัจจุบันจึงยังไม่มีวิธีป้องกันโรคนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำได้คือ
-
หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย หากมีอาการ เช่น ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด ปวดท้องเรื้อรัง หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว
-
ตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) หรืออัลตราซาวด์ช่องท้องในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการ อาจช่วยให้ตรวจพบก้อนเนื้อขนาดเล็กได้ตั้งแต่ระยะแรก
บทความที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งทางเดินอาหาร
ขอบคุณข้อมูลจาก : cancer.org, my.clevelandclinic.org, cancerresearchuk.org





