สวยบาดใจด้วยสูตรไดเอต สำหรับสาว 30+
สวยบาดใจด้วยสูตรไดเอต สำหรับสาว 30+

สวยบาดใจด้วยสูตรเด็ดไดเอตสำหรับสาว 30+ (Health Plus)
ช้าก่อน! นี่ไม่ได้เป็นแค่สูตรลดน้ำหนักเท่านั้น หากยังเป็นแผนการกินที่กำหนดขึ้นเพื่อสาววัย 30+ โดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักลงได้ แถมทำให้สุขภาพแข็งแรงและฟิตกระชับ
การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องง่าย และเมื่ออายุเข้าเลข 3 ก็จะยิ่งยากขึ้น ของล่อใจอย่างอาหารเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทั้งหลายก็คอยยั่วน้ำลาย ผลคือ เอวหนาเป็นชั้นเหมือนมีห่วงยางเกาะอยู่รอบเอว ทุกครั้งที่ไดเอต คุณจะรู้สึกเหมือนพลังงานในร่างกายลดลงอย่างมาก เหมือนกับแค่คิดถึงการออกกำลังกายก็ทำให้คุณเหงื่อออกแล้ว
แต่อย่ากังวล การลดน้ำหนักหลังอายุ 30 จะเป็นเรื่องยากมาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำคือ แผนการกินที่ไม่ทำให้คุณรู้สึกหิว หงุดหงิด หรือทำให้ระบบเผาผลาญอาหารทำงานช้าลง และอีกสิ่งหนึ่งคือ ไม่ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่ช่วยให้ผิวกระชับตึง
แผนไดเอตเฉพาะสำหรับสาววัย 30+ นี้จะทำให้ร่างกายได้รับอาหารที่จำเป็นในการลดน้ำหนัก เสริมสร้างพลังงานและต้านทานแรงโน้มถ่วง ไม่ทำให้ผิวหย่อนคล้อย
รู้อย่างนี้แล้ว ทำไมไม่ลองไดเอตสูตรพิเศษนี้ดูล่ะ
"เมื่ออายุมากขึ้น ระดับโกรธฮอร์โมน (growth hormone) ลดลง กล้ามเนื้อค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยไขมัน" โจแอนนา ฮอลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสและผู้เขียนเรื่อง the Weight-Loss Bible กล่าว ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้ผิวหย่อนคล้อยเท่านั้น แต่ยังมีผลต่ออัตราความต้องการเผาผลาญของร่างกาย (basal metabolic rate) หรือจำนวนแคลอรีที่ร่างกายต้องการสำหรับการดำรงชีวิต (แม้ขณะที่นั่งเฉย ๆ ร่างกายของเราก็จะใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลา)
ยิ่งกล้ามเนื้อมีน้อย การเผาผลาญอาหารก็ยิ่งลดลง ดังนั้นแคลอรีที่ต้องการก็มีน้อยลง แต่โชคไม่ดีที่ความอยากอาหารไม่ได้ลดลงไปตามมวลกล้ามเนื้อ ผลที่ตามมาคือแคลอรีเข้าสู่ร่างกายมากกว่าถูกเผาผลาญ
และเมื่ออายุขึ้นเลข 4 "ร่างกายจะเริ่มสะสมไขมัน เพราะร่างกายสามารถใช้ไขมันเป็นแหล่งของเอสโตรเจน ในเวลาที่รังไข่หยุดการสร้างเอสโตรเจนในช่วงวัยทอง" มาริลีน เกลนวิลล์ ผู้เชี่ยวชาญของ Health Plus และผู้เขียนเรื่อง Fat Around The Middle กล่าว
ถ้าคุณดูเหมือนมียางมิชิลินอยู่รอบเอว นั่นเป็นเพราะร่างกายเห็นว่า นี่เป็นวิธีง่ายที่สุด ที่จะเข้าถึงเอสโตรเจนที่ถูกเก็บไว้ในช่วงวัยกลางคน ร่างกายต้องการเก็บไขมันนี้ไว้ ดังนั้นคุณสามารถลดน้ำหนักได้ทุกส่วนของร่างกาย ยกเว้นรอบเอว
แฟชั่นอาจทำให้อะไร ๆ แย่ลงได้ "สูตรไดเอตที่อยู่ในกระแสนิยมทั้งหลายให้ผลที่ไม่แน่นอน" ดร.ซูซาน เจบบ์ แห่ง The Medical Research Council กล่าว "เช่น ไดเอตบางสูตรบอกให้คุณกินแต่เกรฟฟรุทอย่างเดียวเป็นสัปดาห์ ๆ สูตรไดเอตเหล่านี้ไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการกินที่ถูกต้อง เมื่อคุณหวนกลับไปกินอาหารตามปกติ ไขมันก็จะกลับมา"
"ไดเอตที่อ้างว่าลดน้ำหนักได้ 3 กิโลกรัมใน 7 วัน" อันที่จริงแล้วแค่ทำให้กล้ามเนื้อและน้ำในร่างกายคุณหายไป 3 กิโล หากลดน้ำหนักแบบนี้บ่อย ๆ จะทำให้ผิวหย่อนคล้อย
สูตรไดเอตของแอตกินส์ซึ่งแนะให้งดอาหารบางหมู่ จะทำให้คุณขาดสารอาหารจำเป็น ที่ช่วยให้ผิวเนียนเรียบและหน้าท้องกระชับ "และถ้าคุณกินอาหารที่ไม่เหมาะสม ก็จะเสี่ยงกับการเป็นโรคหัวใจ หลอดเลือดสมองตีบ กระดูกพรุนหรือแม้แต่มะเร็ง" ดร.แคตติ มอสส์ อายุรแพทย์กล่าว
สูตรไดเอตสำหรับวัย 30+ นี้เป็นแผนปฏิบัติง่าย ๆ ยึดหลักการมีสุขภาพดีที่สำคัญช่วยลดน้ำหนักได้ โดยยึดหลักการกินอาหารชะลอวัยที่จะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารจำเป็น เพื่อให้มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง กระดูกแข็งแรง มีพลัง และอายุยืนยาว โดยน้ำหนักตัวที่ลดลงเป็นผลพลอยได้ของการมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น
ในบทความนี้คุณจะได้รู้จักกับกฎพื้นฐาน อาหารสูตรเด็ดเพื่อสุขภาพที่ดี และแผนฟิตร่างกายง่าย ๆ ที่จะช่วยให้หุ่นดี
ไดเอตสูตรใหม่ Your new diet rules ลืมไดเอตแบบเดิม ๆ ที่คุณเคยรู้จัก ไดเอตโฉมใหม่ที่ฉีกกฎแบบเก่าจะช่วยปกป้องสุขภาพ (รวมถึงรูปร่าง) ในระยะยาว
แม้จะเรียกว่าได้เอตสำหรับวัย 30+ แต่โดยตัวมันเองนี่ไม่ใช่สูตรไดเอต แต่เป็นแผนการกินเพื่อสุขภาพที่จะเปลี่ยนวิธีการกินอาหาร เพื่อให้คุณได้เพลิดเพลินกับอาหารสดใหม่ที่มีรสชาติอร่อย ซึ่งจะทำให้คุณมีรูปร่างดีและดูอ่อนเยาว์ คำว่า "ไดเอต" หมายถึง อะไรบางอย่างที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด" มาริลีนกล่าว "นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาง่าย ๆ ชั่วคราว ไม่ใช่ถาวร ทันทีที่หยุดไดเอต น้ำหนักจะกลับเพิ่มขึ้น คุณอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะลดน้ำหนักลงได้ แต่ถ้าคุณรักษาสุขภาพให้ได้ตามเป้าหมายแทนการลดน้ำหนัก ความสัมพันธ์โดยรวมของคุณกับอาหารจะเปลี่ยนไป"
เรายอมรับกันแล้วว่า การกินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ได้หมายถึงการงดอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันเท่านั้น แต่การกินน้ำตาลและไขมัน ยังเป็นตัวการสำคัญของการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น และโรคภัยต่าง ๆ เช่น เบาหวานและโรคหัวใจ
การเผาผลาญอาหารช้ามีทางเลือก 2 ทาง นั่นคือ กินอาหารที่มีแคลอรีน้อย หรือมิฉะนั้นก็เร่งให้ร่างกายเผาผลาญไขมันมากขึ้น "วิธีที่สุดที่ทำได้คือทำตัวให้กระฉับกระเฉงว่องไว" ซูซานบอก "ยิ่งเคลื่อนไหวร่างกายมากเท่าไร แคลอรีที่ร่างกายต้องการยิ่งเพิ่มขึ้น" ถ้าคุณทำตัวกระฉับกระเฉงมากขึ้น คุณก็จะสร้างกล้ามเนื้อได้มากขึ้น และยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อมากขึ้นเท่าไร คุณก็จะยิ่งเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้นเท่านั้น
วิธีคำนวณค่าแคลอรีที่จำเป็นต้องได้รับ (อัตราการเผาผลาญอาหาร) ก่อนอื่นหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมา (แม้นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องใช้ค่ะ) จากนั้นชั่งนักหนักเพื่อให้ได้ตัวเลขที่อัพเดท น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมคูณด้วย 0.034 บวก 3.538 คูณด้วย 239 "คำตอบที่ได้คืออัตราการเผาผลาญอาหารของร่างกาย" ซูซานกล่าว
จากนั้นคำนวณหาปริมาณแคลอรีที่ใช้ในการทำกิจกรรมในแต่ละวัน ถ้าคุณทำงานประเภทนั่งโต๊ะ ขับรถไปทำงานและไม่ออกกำลังกาย ให้คูณคำตอบด้วย 1.4 ถ้าคุณเดินไปเดินมา ทำงานนั่งโต๊ะ ออกกำลังกายบ้างเล็กน้อย คูณด้วย 1.6 หากคุณเป็นคนแอคทีฟพอประมาณ เดินไปทำงาน ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง คูณด้วย 1.8 นี่คือแคลอรีที่ร่างกายต้องการ ดังนั้นผู้หญิงหนัก 66 กิโลกรัม ปริมาณแคลอรีที่ต้องการในแต่ละวันคือ 2,211
"คุณจำเป็นต้องลดปริมาณแคลอรีลงวันละ 1000 แคลอรี เพื่อลดน้ำหนักให้ได้สัปดาห์ละ 1 กิโลกรัมหรือ 2 ปอนด์" ซูซานกล่าว
การไดเอตด้วยการเลือกกินอาหารให้เหมาะกับวัย 30+ จะช่วยลดปริมาณแคลอรี "ว่างเปล่า" ที่กินเข้าไป เพื่อให้ทุกสิ่งที่กินเข้าไป ช่วยชะลอความหย่อนคล้อยของผิวและร่างกาย รวมทั้งช่วยเพิ่มการเผาผลาญอาหาร เพื่อให้ได้พลังงาน
ถ้าแม่เตือนว่าอย่ากินของจุบจิบหลังอาหารแต่ละมื้อ จงอย่าเชื่อ ของว่างเสริมระหว่างอาหารมื้อหลักช่วยลดน้ำหนักได้จริง ๆ "ของว่างที่ให้พลังงานต่ำจะย้ำเตือนร่างกายของคุณให้รู้ว่า คุณต้องกินอาหารตามปกติ ป้องกันความรู้สึกหิวและทำให้ระบบเผาผลาญอาหารทำงานช้าลง" มาริลีนกล่าว "อาหารว่างช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ อารมณ์และฮอร์โมนเกิดความสมดุล ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ช่วยชะลอวัย ผิวพรรณกระชับเต่งตึง"
"อาหารไดเอตมีไขมันต่ำ แต่มักขาดสารอาหารที่จำเป็นและมีน้ำตาลมาก เพื่อแทนที่รสชาติและเนื้อของไขมัน" มาริลีนกล่าว การได้รับน้ำตาลในปริมาณสูงจะก่อให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำตามมา ทำให้เกิดความอยากน้ำตาล จึงเป็นที่มาของการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น (น้ำตาลทำลายการผลิตคอลลาเจนของผิว) และเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน (นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ไขมันสะสมอยู่บริเวณหน้าท้อง)
ยิ่งไปกว่านั้น อาหารไดเอตที่มีสารปรุงแต่งความหวานทำให้คุณกินจุ การศึกษาของมหาวิทยาลัยเท็กซัสพบว่า น้ำอัดลมไดเอตที่มีสารปรุงแต่งความหวาน ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นถึง 41% หากดื่มวันละอึกใหญ่ ชารอน ฟาวเลอร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการศึกษากล่าวว่า "ถ้าคุณให้ร่างกายได้ชิมอะไรที่มีแคลอรีสูง แต่ไม่ให้กินเต็มที่ นั่นเท่ากับไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดความอยากอาหารที่มีแคลอรีสูงเหล่านี้
"การไดเอตด้วยการกินอาหารที่มีไขมันต่ำเป็นเวลานาน ๆ จะยิ่งเร่งให้เกิดริ้วรอยแห่งวัย" ดร.นิโคลัส เพอร์ริโคน กูรูด้านโภชนาการกล่าว "ไขมันและน้ำมันให้สารอาหาร จำเป็นที่ช่วยลดการอักเสบและปกป้องสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยไม่ให้ผิวเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น"
ไขมันเป็นสิ่งที่มีแคลอรีสูง แต่เมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุขึ้นเลข 4 ไขมันจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายและผิวหนัง แต่ต้องเป็นไขมันที่เหมาะสมและทานในปริมาณเล็กน้อย ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ ให้คอเลสเตอรอลสูงแถมมีความเสี่ยงสูง ในการเป็นมะเร็งบางชนิดและโรคหัวใจ (โดยเฉพาะช่วงวัยทองในอโรคาโด น้ำมันปลา ถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืช จะช่วยให้เส้นผม ผิวหนัง ข้อต่อ หัวใจแข็งแรง เพิ่มศักยภาพการทำงานของสมอง
"หากสูตรไดเอตของคุณเน้นการกินอาหารที่มีไขมันต่ำ นั่นอาจส่งผลให้เกิดอารมณ์แปรปรวน ปวดข้อต่อและเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น นั่นเพราะผิวของคุณแห้งลง และยืดหยุ่นน้อยลง" มาริลีนกล่าว ควรจับตาปริมาณไขมันทั้งหมดที่บริโภคสำนักงานมาตรฐานอาหาร (The Foods Standards Agency – FSA) กล่าวว่า 35% ของแคลอรีที่คุณกินควรมาจากไขมัน โดย 13% ของแคลอรีดังกล่าวมาจากไขมันอิ่มตัว ที่เหลือมาจากไขมันที่ดีต่อสุขภาพ
สูตรลดน้ำหนักที่เรียกว่า The GI diet (glycaemic index หรือคำดัชนีน้ำตาล) อาจฟังดูเหมาะกับผู้หญิงวัย 30+ ด้วยแนวคิดที่ว่าการกินอาหารที่ให้น้ำตาลช้า ๆ จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานสม่ำเสมอ ระดับน้ำตาลในเลือดสมดุล ช่วยหยุดความรู้สึกหิวและป้องกันอาการอยากน้ำตาลได้ แต่ถ้าจะให้ GI เป็นตัววัดว่าอาหารนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ วิธีนี้ไม่ใช่คำตอบ ตัวอย่างเช่น ช็อกโกแลตชนิดแท่งยี่ห้อ Mars และไอศกรีมมีค่า GI ต่ำกว่ามันฝรั่งอบ เพราะในปริมาณ 100 กรัมให้น้ำตาลช้ากว่า
นั่นเพราะไขมันทำให้อาหารปล่อยน้ำตาลออกมาช้า ๆ ดังนั้นอาหารที่มีไขมันสูงจึงมักมีค่า GI ต่ำกว่า เช่นเดียวกับอาหารที่มีโปรตีนหรือไฟเบอร์สูงซึ่งดีต่อสุขภาพ แม้จะมีค่า GI สูงก็ตาม
ดังนั้นถ้านึกถึง GI ทางที่ดีให้นึก GI ของอาหารจำพวกโฮลมีล (wholemeal) นั่นหมายความว่าคุณสามารถกินอาหารที่มีค่า GI สูงอย่างสับปะรด มันเทศ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย และถ้ากินร่วมกับโปรตีน ไฟเบอร์ หรือไขมันจำเป็นก็จะทำให้น้ำตาลถูกปล่อยออกมาช้า ๆ
คุณสามารถกินอาหารที่มีค่า GI สูงอย่างแตงโม แอปริคอดตากแห้ง และลูกเกด โดยให้นึกถึงสักส่วนของอาหารที่กิน อย่างไรก็ตาม อาหารที่มีค่า GI ต่ำหนัก 100 กรัม ถ้ายิ่งกินในสัดส่วนที่มาก น้ำตาลในอาหารที่ปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดก็ยิ่งมากตามไปด้วย ตรงกันข้ามการกินอาหารที่มีค่า GI สูงที่อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนเล็กน้อย เช่น ผักพาร์สนิป (parsnip) จะส่งผลดีต่อสุขภาพ (ซึ่งก็ตรงกับคำศัพท์ในแวดวงโภชนาการนั่นคือ (glycaemic load – GL หรือดัชนีน้ำตาลแบบถ่วงน้ำหนักของอาหาร รวมถึงดัชนีน้ำตาลหรือ GI ซึ่งก็คือ สัดส่วนของอาหารที่รับประทาน)
โอเค ถึงตรงนี้คงรู้แล้วว่า เรากำลังจะแนะให้คุณออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก แต่ในวัย 30+ ถึง 40+ การไดเอตไม่ใช่แค่การลดน้ำหนัก แต่ยังเป็นการต่อสู้กับแรงดึงดูดของโลกและโรคกระดูกพรุน (ส่งผลกระทบกับคนอังกฤษกว่า 3 ล้านคน)
การออกกำลังกายประเภทที่ทำให้กล้ามเนื้อกระชับแข็งแรง รวมถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิกช่วยได้ ซึ่งจะช่วยให้หน้าอกและสะโพกเพรียวกระชับ ดังนั้นการออกกำลังกายทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อช่วยให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง (นึกถึงการเดินเร็วๆ หรือเต้นแอโรบิก) ผสมกับการออกกำลังกายแบบ resistance training อย่างการยกเวท หรือชิบอล (chi ball – ประยุกต์ขึ้นจากความสมดุลของหยิน-หยาง หัตถโยคะ และการทำสมาธิ โดยมีอุปกรณ์ คือ ลูกบอลนุ่ม ๆ ขนาดเส้นรอบวง 15 เซนติเมตร) บวกกับการออกกำลังกายที่ช่วยให้หุ่นฟิตกระชับ เช่น โยคะและพิลาเทส (Pilates)
ไม่ว่าจะกินช็อกโกแลต 1,000 กิโลแคลอรี (kcals) หรือผัก 1,000 กิโลแคลรี ล้วนแต่ให้พลังงานกับร่างกายเท่ากัน จึงไม่ส่งผลกระทบต่อน้ำหนักตัวของคุณ แต่ในแง่ของสุขภาพ การชะลอความเสื่อมแห่งวัยและพลังงาน ทำให้แคลอรีจากอาหารที่คุณเลือกกินต่างหากเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ
"พลังงานว่างเปล่าคืออาหารที่ไม่ให้อะไรเลยนอกจากพลังงาน" มาร์คกล่าว "อาหารเหล่านี้ไม่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น น้ำตาล น้ำอัดลม" ยิ่งกินอาหารเหล่านี้มากเท่าไร ยิ่งทำให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงน้อยลง หงุดหงิดง่าย และเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น แต่ถ้าเลือกกินอาหารที่อุดมไฟโตเอสโตรเจน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้คุณสามารถนับพลังงานได้ทุกแคลอรี
เปลี่ยนจากของว่างที่ให้พลังงานว่างเปล่า หันไปกินของว่างต่อไปนี้
เคล็ดลับสุขภาพ สุขภาพใกล้ตัว โรคและการป้องกัน
คลิกเลย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก






ฉันจะผอมแว้ว ว ว!