ดูแลผู้สูงอายุในบ้าน ลูก ๆ ควรเตรียมอะไรบ้าง ? เช็กลิสต์ 6 ข้อ จัดบ้าน-เตรียมของใช้ พร้อมรับมือเหตุไม่คาดคิด

           แจกเช็กลิสต์ดูแลผู้สูงอายุในบ้านสำหรับลูกหลานวัยทำงาน รวม 6 สิ่งที่ควรเตรียมไว้ให้พ่อแม่ปลอดภัย แม้ไม่มีคนดูแลตลอดวัน
ดูแลผู้สูงอายุ

          การดูแลพ่อแม่สูงวัยไม่ได้มีแค่เรื่องยา อาหารเพื่อสุขภาพ หรือการพาไปหาหมอตามนัดเท่านั้น แต่คือการวางระบบเซฟความปลอดภัยในบ้าน เพราะอุบัติเหตุอย่างการหกล้มหรือป่วยฉุกเฉินสามารถเกิดขึ้นได้ในไม่กี่วินาที ดังนั้น การเตรียมบ้าน อุปกรณ์ช่วยเหลือ และแผนรับมือไว้ล่วงหน้า เป็นวิธีดูแลผู้สูงอายุที่จะช่วยให้ลูกหลานวัยทำงานอย่างเราอุ่นใจมากขึ้น มาเช็กลิสต์ไปพร้อมกันว่า มีไอเทมและระบบอะไรบ้างที่บ้านที่มีผู้สูงอายุควรมีติดไว้ 

ดูแลผู้สูงอายุในบ้าน ควรเตรียมอะไรบ้าง

1. กระเป๋าฉุกเฉิน พร้อมข้อมูลสุขภาพและประวัติการรักษา

ดูแลผู้สูงอายุ

          แม้จะดูแลผู้สูงอายุดีแค่ไหน แต่เหตุฉุกเฉินอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว และช่วงเวลาที่ต้องพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาลอาจเป็นช่วงที่คนในครอบครัวกำลังตกใจจนจำข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ได้ไม่ครบ การแพ็กทุกอย่างไว้ในที่เดียวจะช่วยเซฟเวลาชีวิตได้มากที่สุดเมื่อต้องไปโรงพยาบาลกะทันหัน โดยควรมีสิ่งของสำคัญดังนี้

  • ข้อมูลสุขภาพของผู้สูงอายุ : เตรียมข้อมูลโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา กรุ๊ปเลือด และข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการรักษา เช่น ผลตรวจสุขภาพล่าสุด เพื่อให้สามารถแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ได้รวดเร็ว
     
  • ชื่อยาที่รับประทานอยู่ : ควรทำเป็นรายการล่าสุด โดยระบุชื่อยา ขนาดยา และวิธีใช้ หากผู้สูงอายุรักษาหลายโรคหรือหลายโรงพยาบาล ควรรวบรวมข้อมูลยาให้ครบในที่เดียว
     
  • ข้อมูลการรักษาและแพทย์ประจำ : อาจบันทึกชื่อแพทย์ โรงพยาบาล ผลตรวจหรือประวัติการรักษาที่สำคัญเอาไว้ รวมถึงวันนัดหมายที่กำลังจะมาถึง
     
  • ถ่ายรูปกล่องหรือฉลากยาเก็บไว้ : ช่วยให้บอกข้อมูลยาได้ละเอียดขึ้นเมื่อจำชื่อไม่ได้ และสามารถนำข้อมูลไปประกอบการรักษาในกรณีฉุกเฉิน
     
  • เอกสารที่จำเป็น : เช่น สำเนาบัตรประชาชน ข้อมูลสิทธิการรักษา หรือเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยที่เกี่ยวข้อง โดยควรเตรียมเท่าที่จำเป็นและคำนึงถึงการเก็บข้อมูลส่วนตัวให้ปลอดภัย
     
  • เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินและผู้ติดต่อสำรอง : รวมเบอร์โรงพยาบาล แพทย์ ผู้ดูแล และญาติที่สามารถติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน
     
  • เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว : เตรียมเสื้อผ้าสำรอง ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ สบู่-ของใช้ส่วนตัว หน้ากากอนามัย และอุปกรณ์ที่ผู้สูงอายุต้องใช้ หากต้องพักค้างคืนที่โรงพยาบาลจะได้ไม่ต้องกลับบ้านมาเตรียมของ

          ทั้งนี้ ควรวางกระเป๋าไว้ในจุดที่ทุกคนในบ้านรู้ว่าอยู่ที่ไหนและสามารถหยิบออกไปได้ทันที และควรตรวจสอบข้อมูลกับของใช้ภายในเป็นระยะ เพื่อให้พร้อมใช้งานจริงเมื่อจำเป็น

          อย่างไรก็ตาม นอกจากเก็บข้อมูลไว้ในกระเป๋าแล้ว อาจสแกนไฟล์ข้อมูลสุขภาพใส่ไว้ในโทรศัพท์หรือช่องทางที่สมาชิกครอบครัวที่เกี่ยวข้องเข้าถึงได้ เช่น ไลน์กลุ่ม อีเมล หรือ Cloud เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขณะเราอยู่นอกบ้าน

2. อุปกรณ์และ Gadget ช่วยเหลือผู้สูงอายุ

ดูแลผู้สูงอายุ

          เดี๋ยวนี้มีอุปกรณ์ที่ช่วยดูแลผู้สูงอายุได้ง่ายขึ้น โดยสามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ หรือช่วยให้ลูกหลานรับรู้ความผิดปกติได้เร็วขึ้น เช่น
  • กริ่งไร้สาย : ติดตั้งปุ่มกดไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หัวเตียง และในห้องน้ำ (ทั้งโซนแห้งและเปียก) หรือทำเป็นสายคล้องคอติดตัวผู้สูงอายุไว้ ส่วนตัวรับสัญญาณเสียบไว้ในจุดที่เราได้ยินชัดเจน หากมีอะไรผิดปกติ คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถกดเรียกได้ทันทีโดยไม่ต้องเดินไปหาโทรศัพท์ แต่ถ้าไม่สะดวกติดตั้งกริ่ง อาจให้ผู้สูงอายุพกนกหวีดติดตัวไว้แทน
     
  • โทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลา : สำหรับผู้สูงอายุที่ยังใช้งานสมาร์ตโฟนคล่อง ควรให้ท่านพกติดตัวไว้เสมอ (ชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มอยู่ตลอด) และตั้งค่า Emergency Call เบอร์ลูกหลานไว้ที่หน้าจอหลัก แต่ไม่แนะนำให้ถือโทรศัพท์เข้าห้องน้ำ เพราะอาจเผลอคว้าโทรศัพท์ขณะหลุดมือจนเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มได้ ในห้องน้ำควรใช้เป็นกริ่งไร้สายแบบติดผนังแทนจะดีกว่า
     
  • สมาร์ตวอทช์ที่มี Fall Detection : เลือกสมาร์ตวอทช์ที่มีระบบตรวจจับการล้ม วัดสัญญาณชีพ และมีปุ่ม SOS กดโทรออกหาเบอร์ญาติหรือแจ้งเตือนเข้ามือถือเราได้ทันที
     
  • กล้องวงจรปิดแบบจับความเคลื่อนไหว : ติดตั้งกล้อง Wi-Fi ที่รองรับการพูดคุยตอบโต้ และตั้งค่าสั่นเตือนเมื่อมีความเคลื่อนไหว ช่วยให้เช็กความปลอดภัยจากออฟฟิศได้ตลอดเวลา
     
  • อุปกรณ์ติดตามตำแหน่ง (GPS / AirTag) : เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาความจำหรือมีความเสี่ยงพลัดหลง อาจพิจารณาอุปกรณ์ติดตามตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการพลัดหลงนอกบ้าน
     
  • เครื่องวัดสุขภาพประจำบ้าน : เครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วแบบบันทึกค่าลงแอปพลิเคชันได้ เพื่อเก็บข้อมูลไว้ให้แพทย์ดูย้อนหลัง 
          สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องซื้อทุกอย่าง แต่ควรเลือกจากปัญหาที่ผู้สูงอายุแต่ละคนมี เช่น หากเดินไม่มั่นคง อาจเน้นอุปกรณ์ช่วยเรียกและตรวจจับการล้ม ถ้ามีความเสี่ยงพลัดหลง ก็อาจให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ติดตามตำแหน่งมากกว่า

3. จัดบ้านให้ปลอดภัย

ดูแลผู้สูงอายุ

         การปรับบ้านเป็นอีกเรื่องที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ โดยควรมองบ้านจากมุมของผู้สูงอายุว่า จุดไหนต้องก้ม เอื้อม เดินผ่านพื้นที่ต่างระดับ หรือมีโอกาสลื่นสะดุด เช่น
  • ห้องน้ำต้องปลอดภัยที่สุด : ติดตั้งราวจับบริเวณโถส้วมและโซนอาบน้ำ มีแผ่นรองกันลื่น ใช้พรมเช็ดเท้าแบบยางดูดติดแน่นกับพื้น มีเก้าอี้สำหรับนั่งอาบน้ำ และบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าห้ามลงกลอนประตูห้องน้ำเด็ดขาด (ให้ปิดไว้เฉย ๆ เพื่อให้เข้าช่วยเหลือได้ทันที)
     
  • การเคลียร์พื้นที่และแสงสว่าง : เคลียร์สายไฟและสิ่งของที่ขวางทางเดิน ติดตั้งไฟเซนเซอร์อัตโนมัติตามทางเดินตอนกลางคืน เช่น ทางไปห้องน้ำ บันได เพื่อป้องกันการสะดุดล้ม
     
  • ติดเทปสีสดใสหรือเทปเรืองแสงเน้นจุดต่างระดับ : ใช้เทปสีที่ตัดกับพื้นผิวอย่างชัดเจน เช่น สีเหลืองสด ส้ม หรือเทปสะท้อนแสง ติดบริเวณจมูกบันได ขอบธรณีประตู หรือมุมเฟอร์นิเจอร์ที่ยื่นออกมา เทคนิคนี้จะช่วยเพิ่มความแตกต่างของสีและแสง ให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสายตา หรือการกะระยะความลึกเสื่อมลง มองเห็นจุดเสี่ยงต่างระดับได้ชัดเจนตั้งแต่ระยะไกล ช่วยลดโอกาสสะดุดล้มได้
     
  • ทางลาดมาตรฐาน : หากต้องใช้รถเข็น ควรทำทางลาดและตัดธรณีประตูออกเพื่อความสะดวกในการเข็น จะช่วยลดปัญหาพื้นต่างระดับและทำให้การเข้า-ออกบ้านสะดวกขึ้น

4. จัดเตรียมเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ช่วยพยุง

ดูแลผู้สูงอายุ

         เครื่องแต่งกายก็มีผลต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัวของผู้สูงอายุเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่เริ่มเดินช้าลง ทรงตัวไม่ดี หรือมีปัญหาเรื่องแรงกล้ามเนื้อ จึงควรพิจารณาเลือกใช้สิ่งของดังนี้
  • เสื้อผ้าที่เคลื่อนไหวสะดวก : เสื้อควรเป็นแบบกระดุมหน้าใส่ง่าย รวมถึงกางเกงขาสั้นหรือกางเกงที่ไม่ยาวลากพื้น เพื่อป้องกันการเกี่ยวเท้าล้ม  
     
  • เลือกรองเท้าที่สวมง่าย ยึดเกาะดี และปิดส้นเท้า : ควรเลือกรองเท้าชนิดสวมได้เลยโดยไม่ต้องก้ม หรือใช้สายรัดตีนตุ๊กแกที่ปรับขนาดได้ เผื่อบางวันมีภาวะเท้าบวม พื้นรองเท้าต้องมีดอกยางหนึบกันลื่น ขนาดพอดีไม่หลวมหรือคับเกินไป และควรหลีกเลี่ยงรองเท้าแตะยางหรือรองเท้าเปิดส้น เพราะไม่มีสิ่งยึดข้อเท้า ทำให้รองเท้าหลุดง่าย หรือต้องเกร็งนิ้วเท้าเดินจนเสี่ยงต่อการสะดุดล้ม
     
  • ถุงเท้ากันลื่น : ใช้สำหรับใส่เดินในบ้าน ควรเลือกแบบมีปุ่มยางใต้เท้าและระบายอากาศได้ดี
     
  • ใส่เข็มขัด : หากต้องช่วยพยุงเดิน ให้ท่านคาดเข็มขัดไว้เสมอ กรณีหกล้มหรือลุกไม่ได้ การจับพยุงที่สายเข็มขัดจะช่วยให้ผู้ดูแลทุ่นแรงและเซฟความปลอดภัยได้ดีกว่าการดึงแขน
     
  • ไม้เท้าและ Walker : เลือกอุปกรณ์ช่วยเดินให้เหมาะกับระดับการทรงตัว โดยให้แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดช่วยแนะนำ

5. จัดยาและอาหารให้เหมาะกับสุขภาพของผู้สูงอายุ

ดูแลผู้สูงอายุ

         เมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุหลายคนอาจมีโรคประจำตัวและต้องรับประทานยาหลายชนิด การดูแลเรื่องยาและอาหารจึงควรทำควบคู่กัน เพราะทั้งสองเรื่องมีส่วนสำคัญต่อการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน เช่น
  • จัดยาเป็นมื้อ ๆ ล่วงหน้า : ใช้กล่องแบ่งยาแยกตามวันและช่วงเวลา เช้า-กลางวัน-เย็น-ก่อนนอน เป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้ตรวจสอบได้ง่ายว่ามื้อไหนรับประทานไปแล้ว
     
  • ตั้งเวลาเตือน : ลูกหลานอาจใช้โทรศัพท์ นาฬิกา หรือลำโพงช่วยเตือนว่าถึงเวลาต้องกินยาแล้ว โดยเลือกเสียงที่ผู้สูงอายุได้ยินชัด
     
  • ทำรายการยาที่ต้องรับประทานให้เป็นปัจจุบัน : รวบรวมข้อมูลยาที่รับประทานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชื่อยา วิธีใช้ ถ่ายรูปกล่องหรือฉลากยาเก็บไว้ รวมถึงชื่อแพทย์ที่รักษา และหมั่นอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ
     
  • จัดเมนูอาหารให้เหมาะกับสุขภาพ : เลือกวัตถุดิบที่สอดคล้องกับโรคประจำตัว เช่น หลีกเลี่ยงหวาน มัน เค็ม และเปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่ได้ช่วยเลือกเมนูอาหาร เพื่อให้ท่านรู้สึกมีส่วนร่วมและเจริญอาหารมากขึ้น
     
  • เก็บขนมให้พ้นสายตา : วางขนมหวานหรืออาหารโซเดียมสูงไว้ในตู้ปิด เพื่อลดความอยากรับประทานระหว่างวัน
     
  • ระวังอาหารที่อาจมีผลต่อยา : ยาบางชนิดอาจมีข้อควรระวังเรื่องอาหารหรือเครื่องดื่มบางประเภท ถ้าไม่แน่ใจว่าผู้สูงอายุสามารถรับประทานอาหารชนิดใดร่วมกับยาได้หรือไม่ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
     
  • อย่าปรับยาเพราะอาหารหรืออาหารเสริม : แม้จะรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด ก็ไม่ควรลด หยุด หรือเปลี่ยนยาที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง หากต้องการปรับการรักษาควรปรึกษาแพทย์ก่อน

6. วางแผนคนดูแลให้พร้อม หากลูกไม่อยู่บ้าน

ดูแลผู้สูงอายุ

         การเตรียมของไว้พร้อมอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะหากเกิดเหตุในวันที่ลูกหลานออกไปทำงานหรือไม่มีใครอยู่บ้านดูแลผู้สูงอายุ ควรมีแผนสำรองว่าคนที่อยู่กับผู้สูงอายุจะต้องทำอะไรและติดต่อใคร
  • กำหนดผู้ดูแลหลักและผู้ดูแลสำรอง : หากลูกคนหนึ่งติดงานหรือต้องเดินทาง ไม่สามารถมาดูแลได้ ต้องมีสมาชิกในครอบครัวหรือผู้ดูแลคนอื่นพร้อมรับช่วงต่อทันที โดยทุกคนต้องรู้ตำแหน่งกระเป๋าฉุกเฉินและข้อมูลสุขภาพ  
     
  • เตรียมข้อมูลการเดินทางไปโรงพยาบาล : สมาชิกในบ้านต้องบอกที่อยู่ จุดสังเกต และเส้นทางเข้าบ้านอย่างไร เพื่อให้การเข้าถึงผู้สูงอายุทำได้สะดวก 
     
  • วางแผนว่าจะไปโรงพยาบาลไหน : โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรงพยาบาลประจำ ควรให้คนในครอบครัวรู้ข้อมูลไว้ล่วงหน้า และบันทึกเบอร์ของโรงพยาบาลไว้  
     
  • ทบทวนแผนเป็นระยะ : เบอร์โทรศัพท์ รายการยา ผู้ดูแล และข้อมูลสุขภาพอาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรอัปเดตให้เป็นปัจจุบัน
         นอกจากการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยแล้ว ลูกหลานก็ควรดูแลผู้สูงอายุด้วยการชวนออกไปทำกิจกรรมที่ช่วยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวและมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เช่น เดินเล่น ยืดเหยียด ทำอาหาร ดูหนัง พูดคุย หรือทำงานอดิเรกที่ชอบ โดยเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคน 
          จะเห็นว่าการเตรียมตัวดูแลพ่อแม่เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ควรเริ่มจากการดูว่า ผู้สูงอายุในบ้านมีความเสี่ยงหรือมีข้อจำกัดเรื่องใด แล้วค่อยเลือกสิ่งที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหา ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยสร้างสภาพแวดล้อมและระบบที่ทำให้ท่านใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย สะดวก และยังมีความสุขกับการใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง

บทความที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : nia.nih.gov (1), (2), (3), nhs.uk, guysandstthomas.nhs.uk   

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ดูแลผู้สูงอายุในบ้าน ลูก ๆ ควรเตรียมอะไรบ้าง ? เช็กลิสต์ 6 ข้อ จัดบ้าน-เตรียมของใช้ พร้อมรับมือเหตุไม่คาดคิด อัปเดตล่าสุด 19 สิงหาคม 2569 เวลา 15:38:10
TOP
x close