รอยพับที่ติ่งหูกำลังบอกอะไรเราอยู่หรือเปล่า ชวนมาส่อง 7 สัญญาณบนร่างกายที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ โรคหัวใจ ไม่ได้แสดงอาการผ่านการเจ็บหน้าอกหรือเหนื่อยหอบเสมอไป แต่ความผิดปกติบางอย่างบนผิวหนัง ดวงตา ใบหู หรือขาก็อาจเป็นร่องรอยของภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เช่นกัน มาเช็ก 7 รอยโรคและสัญญาณเตือนที่มีการศึกษาวิจัยว่าอาจมีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด พร้อมวิธีสังเกตว่าแต่ละจุดกำลังบอกอะไร เสี่ยงป่วยหลอดเลือดหัวใจตีบ มาก-น้อยแค่ไหน แม้ฟังดูเหมือนไม่น่าเกี่ยวกัน แต่งานวิจัยบางส่วนพบว่า คนที่มีรอยพับที่ติ่งหู ในลักษณะแนวเฉียงหรือเส้นทแยงมุมพาดผ่านติ่งหู (ทั้งข้างเดียวหรือสองข้าง) ที่เรียกว่า Frank’s Sign หรือ Diagonal Earlobe Crease (DELC) อาจมีแนวโน้มพบโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนทั่วไป รอยพับนี้ตั้งชื่อตามคุณหมอผู้สังเกตเห็นรอยพับที่หูของผู้ป่วยที่มีอาการแน่นหน้าอกจำนวน 20 ราย ซึ่งการศึกษาในเวลาต่อมาก็พบรอยพับนี้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ และโรคหลอดเลือดสมองเช่นกัน อย่างไรก็ดี งานวิจัยบางฉบับกลับไม่พบความเชื่อมโยงของรอยพับนี้กับโรคหลอดเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น รอยพับเฉียงที่ติ่งหูจึงยังไม่สามารถใช้ยืนยันการเป็นโรคหัวใจได้ตรง ๆ เพราะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย รวมถึงการร่วงโรยตามวัย ฉะนั้นหากสังเกตเห็นรอยพับที่ติ่งหูก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนก แต่อาจใช้เป็นสัญญาณเตือนในการกลับมาดูแลสุขภาพหัวใจ และเข้ารับการตรวจเช็กปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เพิ่มเติม มีลักษณะเป็นปื้นหรือก้อนสีเหลืองนูนเล็กน้อย มักพบบริเวณเปลือกตาหรือใกล้หัวตา และอาจพบทั้งสองข้าง เกิดจากการสะสมของไขมันใต้ผิวหนังบริเวณเปลือกตา แม้จะไม่ใช่สัญญาณโรคหัวใจโดยตรง แต่งานวิจัยบางส่วนพบว่าคนที่มีปื้นนี้มักมีระดับไขมันคอเลสเตอรอลสูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้ โดยเฉพาะหากพบปื้นไขมันรอบดวงตาในคนที่อายุยังน้อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจระดับไขมันในเลือดและประเมินปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจอื่น ๆ ร่วมด้วย เพราะการมีปื้นไขมันรอบดวงตาเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคหัวใจเสมอไป การพบวงแหวนสีขาว เทา หรือฟ้าอ่อน ล้อมรอบขอบตาดำ ถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในผู้สูงอายุตามวัย แต่หากปรากฏในคนที่มีอายุต่ำกว่า 45 ปี อาจเป็นสัญญาณเตือนของระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โดยเฉพาะภาวะไขมันในเลือดสูงทางพันธุกรรม (Familial Hypercholesterolemia - FH) ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสะสมตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้น จึงควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กระดับไขมันในเลือด หากสังเกตเห็นตุ่มหรือก้อนนูนสีเหลืองถึงเหลืองส้มตามข้อศอก เข่า ก้น หรือพบก้อนแข็งบริเวณเอ็นร้อยหวายและข้อนิ้วมือ อาจเป็นก้อนไขมันสะสมในเนื้อเยื่อ (Xanthoma) ซึ่งพบได้ในผู้ที่มีความผิดปกติของไขมันในเลือด โดยก้อนไขมันบางชนิดอาจสัมพันธ์กับระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมาก ขณะที่ก้อนบริเวณเอ็น หรือ Tendon Xanthoma อาจพบร่วมกับภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม โดยเฉพาะ Familial Hypercholesterolemia (FH) ซึ่งทำให้ระดับ LDL คอเลสเตอรอลสูงตั้งแต่อายุยังน้อย และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น ถ้าพบก้อนลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจระดับไขมันในเลือดและประเมินปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม หากมีอาการปวดน่องหรือปวดขาเวลาเดิน แล้วดีขึ้นเมื่อหยุดพัก ร่วมกับขาเย็นผิดปกติ ผิวหนังบริเวณขาซีดหรือดูมันวาว หรือคลำชีพจรที่เท้าได้เบาลง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral Arterial Disease หรือ PAD) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตันจนเลือดไปเลี้ยงขาไม่พอ ความน่ากลัวของ PAD คือเกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งมักไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ขา แต่สามารถเกิดกับหลอดเลือดทั่วร่างกาย เท่ากับว่าคนที่เป็น PAD ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองตามไปด้วย หากสังเกตเห็นผิวหนังบริเวณรอยพับอย่างคอ รักแร้ หรือขาหนีบ มีสีคล้ำขึ้น หนาขึ้น และมีลักษณะนุ่มเหมือนกำมะหยี่ หรือที่เรียกกันว่า คอคาร์บอน อาการนี้เรียกว่า Acanthosis Nigricans ซึ่งมักสัมพันธ์กับภาวะดื้ออินซูลิน พบได้บ่อยในคนที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน และเป็นสัญญาณเตือนของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ทั้งนี้ ทั้งภาวะดื้ออินซูลินและโรคเบาหวาน ต่างก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมา หากพบผิวหนังลักษณะนี้ โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักตัวเกิน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจระดับน้ำตาลและเช็กสุขภาพหัวใจโดยรวม "ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ" อาจไม่ใช่คำเปรียบเปรยเกินจริง เพราะหากจักษุแพทย์ตรวจพบความผิดปกติของหลอดเลือดที่จอตา เช่น หลอดเลือดตีบ แข็งตัว หรือมีจุดเลือดออก นั่นอาจเป็นภาพสะท้อนว่าหลอดเลือดทั่วร่างกายก็กำลังมีปัญหาเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน ซึ่งทั้งสองโรคนี้นับเป็นปัจจัยเสี่ยงต้น ๆ ที่นำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด การตรวจจอตาจึงช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบได้ดียิ่งขึ้น แม้ทั้ง 7 สัญญาณเตือนนี้จะมีงานวิจัยพบว่าสัมพันธ์กับโรคหัวใจ แต่ก็เป็นเพียงจุดสังเกตเบื้องต้น ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยโรค เพราะอาการเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน ในทางกลับกัน แม้ไม่มีสัญญาณใด ๆ เลย ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะปลอดภัย 100% เพราะภัยเงียบอย่างความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง มักไม่แสดงอาการให้เห็นภายนอก ดังนั้น เพื่อความชัวร์ควรป้องกันไว้ก่อนด้วย 4 ข้อนี้ ตรวจสุขภาพประจำปี : ควรเช็กความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดเป็นประจำ ตรวจสุขภาพหัวใจ : ถ้ากังวลว่ามีความเสี่ยงโรคหัวใจ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองเฉพาะทางเพิ่มเติมได้ เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG) หรือตรวจหาคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (CAC) สังเกตความเปลี่ยนแปลง : หากพบรอยโรคหรือความผิดปกติใหม่ ๆ บนร่างกาย ควรไปพบแพทย์ ประเมินความเสี่ยงรอบด้าน : ทั้งประวัติครอบครัว การสูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน รวมถึงโรคประจำตัว รีบพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการ : โดยเฉพาะเจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น หรือเป็นลม เพราะโรคหัวใจหลายชนิดอาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก การรู้จักสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ สิ่งสำคัญคือการตรวจสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เช็กอาการต้องสงสัย ก่อนเสี่ยงจากไปอย่างกะทันหัน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อีกหนึ่งภัยเงียบในกลุ่มโรคหัวใจที่อาจตายได้กะทันหัน เช็กเลยใครเสี่ยงบ้าง 10 พฤติกรรมเสี่ยงหัวใจวายเฉียบพลัน ทราบแล้วเปลี่ยนให้ทันก่อนหมดลมหายใจ ! คอคาร์บอน คืออะไร คอดำเป็นปื้นแบบนี้ ใช่ขี้ไคลไหม หรือว่ากำลังป่วย !? หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการเป็นอย่างไร รู้ก่อนสาย สาเหตุการตายเฉียบพลัน ! ขอบคุณข้อมูลจาก : เฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant, medicalnewstoday.com , aao.org (1), (2) , ncbi.nlm.nih.gov (1), (2), frontiersin.org (1), (2)