หมอเผย มะเร็งในถุงน้ำดี กับสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม หลังมีข่าว จา พนม ป่วยมะเร็งระยะที่ 3 ชี้โรคมักเงียบ เจอช้า แต่มักจะมีการอักเสบเรื้อรังนำมาก่อน

เป็นข่าวที่แฟน ๆ ต่างช็อกหนัก หลังทราบว่า จา พนม ยีรัมย์ หรือ โทนี่ จา นักแสดงดัง ป่วยเป็นโรคมะเร็งในถุงน้ำดี ระยะที่ 3
ซึ่งได้ผ่าตัดเนื้อร้ายออกไปแล้ว และยังอยู่ระหว่างการรักษาตัว
ล่าสุด (4 กุมภาพันธ์ 2569) นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้โพสต์ถึงเรื่องดังกล่าว พร้อมเผยสัญญาณเกี่ยวกับโรคมะเร็งถุงน้ำดีที่ไม่ควรมองข้าม
โดยระบุว่า จากข่าวของ จา พนม สะท้อนว่ามะเร็งถุงน้ำดีถือเป็นโรคที่มาเงียบมากในช่วงแรก ๆ หลายคนไม่มีอาการชัด หรือเข้าใจว่าเป็นแค่นิ่วหรือโรคกระเพาะธรรมดา แต่พอเริ่มมีสัญญาณชัด มักหมายถึงโรคลุกลามแล้ว จึงเป็นมะเร็งที่ตรวจเจอยากและมักพบช้า แต่ก็มีสัญญาณเตือนตั้งแต่ต้นที่สังเกตได้
1. มะเร็งถุงน้ำดีคืออะไร ? ทำไมถึงเงียบในระยะแรก
ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะเล็กใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน มะเร็งถุงน้ำดีเกิดจากเซลล์ผนังถุงน้ำดีค่อย ๆ กลายพันธุ์และเติบโตผิดปกติ จุดที่น่ากลัวคือระยะแรกมักไม่มีอาการชัด เพราะถุงน้ำดีเล็กและไม่ค่อยมีเส้นประสาทให้ปวด ทำให้หลายคนรู้ตัวอีกทีตอนโรคลุกลามแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยคือ นิ่วเรื้อรัง ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้อบางชนิด อายุที่มากขึ้น และภาวะอ้วนหรือสูบบุหรี่ โรคนี้มักมีการอักเสบสะสมมาหลายปี ดังนั้น คนที่มีนิ่วหรือติ่งเนื้อควรติดตามสม่ำเสมอ
2. สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย
มะเร็งถุงน้ำดีไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มีตัวกระตุ้นสำคัญ เช่น
- นิ่วในถุงน้ำดีเรื้อรัง โดยเฉพาะก้อนใหญ่หรือเป็นมานาน ผนังถุงน้ำดีเลยถูกระคายเคืองซ้ำ ๆ จนเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมาได้
- ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ผนังหนา ผิดรูป
- ติ่งเนื้อในถุงน้ำดีบางชนิดที่มีความเสี่ยง
- อายุเพิ่มขึ้น พบมากในคนอายุเกิน 60 ปี
- เพศหญิงพบมากกว่าผู้ชาย
- โรคท่อน้ำดีบางชนิด เช่น ท่อน้ำดีตีบหรือโป่งพอง
ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงก็มี อ้วน สูบบุหรี่ อาหารไขมันสูงเรื้อรัง สิ่งสำคัญคือ มะเร็งถุงน้ำดีมักจะมี "การอักเสบเรื้อรังนำมาก่อน" ไม่ใช่เกิดจะเป็นขึ้นมาก็เป็นได้เลย
3. อาการที่ควรระวัง โดยเฉพาะ "ปวดท้อง + ตัวเหลือง"
มะเร็งถุงน้ำดีขึ้นชื่อว่าอาการมา "ช้าและไม่ชัด" หลายคนคิดว่าอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นแค่นิ่วหรือกรดไหลย้อน ซึ่งไม่ควรมองข้ามไปแม้แต่นิดเดียวเลย ซึ่งอาการที่อาจเริ่มเจอ ได้แก่
- แน่นท้อง จุกเสียดชายโครงขวาหลังกินมัน
- ปวดท้องด้านขวาบนแบบหน่วง ๆ ไม่หาย
- คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว
- น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อ่อนเพลีย
แต่ถ้าเริ่มมีอาการแบบที่ข่าวพี่จาพูดถึง ต้องรีบตรวจทันที นั่นคือ ตัวเหลือง ตาเหลือง (ก้อนกดท่อน้ำดี) ปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด คันตามตัวจากน้ำดีคั่ง ปวดท้องรุนแรงขึ้น หรือคลำได้ก้อน
เพราะฉะนั้นการที่ตัวเองมีอาการตัวเหลืองไม่ใช่อาการธรรมดานะ เพราะนี่คือสัญญาณอุดตันของระบบท่อน้ำดี
4. ตรวจเจอได้ยังไง ? อัลตราซาวด์คือด่านแรก
การตรวจพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคืออัลตราซาวด์ช่องท้อง เพราะไม่เจ็บและเห็นถุงน้ำดีได้ชัด โดยแพทย์จะดูว่ามีผนังหนา นิ่ว หรือติ่งเนื้อผิดปกติหรือไม่ ถ้าสงสัยมากขึ้นอาจต้องตรวจ CT หรือ MRI เพื่อดูการลุกลามไปตับหรือท่อน้ำดี รวมถึงตรวจเลือดดูค่าตับประกอบด้วย
5. ติ่งเนื้อและนิ่วในถุงน้ำดี : เมื่อไหร่ควรผ่าตัด ?
ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ควรผ่าถ้า
- มีขนาดมากกว่า 1 เซนติเมตรเป็นต้นไป และก้อนเนื้อโตเร็วผิดปกติ
- อายุเกิน 50-60 ปี ร่วมด้วย
- มีอาการปวด
- ผนังถุงน้ำดีหนา ฐานกว้าง
และนิ่วในถุงน้ำดีควรผ่าถ้า
- ปวดซ้ำ ๆ ชัดเจน เคยอักเสบ
- นิ่วก้อนใหญ่ > 2-3 เซนติมเตร
- มีนิ่วร่วมกับผนังผิดปกติหรือติ่งเนื้อ
- มักจะพบกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เบาหวานคุมยาก
การผ่าตัดส่วนใหญ่ส่องกล้อง เอาถุงน้ำดีออกทั้งใบ ใช้ชีวิตได้ปกติ เพียงแค่ลดอาหารมันจัด
จากข่าวของ จา พนม ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่า มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่เตือนแรงในระยะแรก แต่พอเริ่มปวดหนัก ตัวเหลือง น้ำหนักลด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าลุกลามแล้ว ใครที่มีนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือปวดชายโครงขวาเรื้อรัง อย่าปล่อยผ่าน แค่อัลตราซาวด์ตรวจเร็ว อาจช่วยจับโรคได้ก่อนจะสายเกินไปจริง





