หมอเล่าเคส หญิงติด HIV จากการทำ PRP ย้ำสิ่งที่ต้องดูดี ๆ ก่อนได้โรคแทนได้สวย

 
           หมอผิวหนังเล่าเคส พบคนติด HIV จากการทำ PRP พบคลินิกมีความเสี่ยงหลายอย่าง เตือนสิ่งที่คิดให้ดีก่อนคิดจะทำ ก่อนได้โรคแทนได้สวย  

ติด HIV จากการทำ PRP

           วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ รองประธานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานและวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Chontavat Suvanpiyasiri  เล่าเคสช็อกเกี่ยวกับการติดเชื้อ HIV จากการทำ  PRP 
 

PRP คืออะไร 


           PRP (platelet-rich plasma) คือนวัตกรรมการดูแลผิวพรรณ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นคือการทำ vampire facial ซึ่งจะเจาะดูดเลือดของตัวเองมาปั่นแยกเอา PRP แล้วฉีดกลับเข้าไปที่หน้าเพื่อกระตุ้นคอลลาเจน และช่วยหน้าใส 

ผู้ป่วยรับเชื้อก HIV จากการทำ PRP


           เมื่อ 2 ปีก่อนศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ มีรายงานเคสผู้หญิงอย่างน้อย 3 ราย ติดเชื้อ HIV จากการรับบริการ PRP ที่คลินิกแห่งหนึ่งในรัฐนิวเม็กซิโก

           ย้อนกลับไปในปี 2561 มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อ HIV รายหนึ่งที่ไม่มีประวัติความเสี่ยงด้านพฤติกรรมทางเพศหรือการใช้สารเสพติด แต่เธอระบุว่าเคยไปรับบริการที่ VIP med spa แห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงไปสืบสวนที่นั่น พบว่าคลินิกแห่งนี้ไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง และมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อโรคหลายอย่าง เช่น

           - ใช้เข็มฉีดยาซ้ำซ้อน

           - วางหลอดเก็บเลือดที่ไม่มีฉลากชื่อไว้ในตู้เย็นเดียวกับอาหาร

           - เครื่องปั่นแยกพลาสมา (centrifuge) ไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี

ติด HIV จากการทำ PRP

           ขั้นตอนการทำ PRP คือเจาะเลือดของผู้รับบริการออกมาปริมาณหนึ่ง แล้วนำไปเข้าเครื่องปั่นเพื่อแยกเอาเฉพาะเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) ซึ่งมี growth factor หลายชนิด จากนั้นใช้เข็มขนาดเล็กฉีด PRP กลับเข้าไปที่ผิวหน้า หรือใช้ร่วมกับเครื่องมือที่ทำให้เกิดแผลขนาดเล็ก (microneedling) เพื่อให้พลาสมาซึมเข้าสู่ผิว

           ความเสี่ยงติดเชื้ออยู่ที่ความสะอาดของขั้นตอน เมื่อเลือดซึ่งปนเปื้อนด้วยเชื้อโรค เช่น HIV, ไวรัสตับอักเสบบี และซี ถูกจัดการในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดเชื้อ หรือมี cross-contamination ระหว่างอุปกรณ์ที่ใช้กับลูกค้าคนละคนกัน จึงเสี่ยงติดเชื้อสูง

           ดังนั้นก่อนตัดสินใจรับการรักษาด้วย PRP ควรพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

           1. คลินิกต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการ แพทย์ผู้ทำหัตถการต้องมีใบประกอบวิชาชีพที่ตรวจสอบได้

            2. มีมาตรฐานความสะอาดที่ชัดเจน ห้องปฏิบัติการควรแยกเป็นสัดส่วน อุปกรณ์ที่ใช้ต้องเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use) 

            3. ถ้าราคาถูกผิดปกติต้องคิดดี ๆ เพราะการทำ PRP มีต้นทุนค่อนข้างสูงถ้าใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน หากราคาถูกเกินไปให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีการลดต้นทุนในส่วนของ safety protocol

            4. มีความโปร่งใส คลินิกต้องยินดีตอบคำถามเรื่องขั้นตอนการฆ่าเชื้อและการจัดการอุปกรณ์

           ดังนั้นต้องดูดี ๆ ไม่งั้นได้โรคแทนได้สวย  





เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
หมอเล่าเคส หญิงติด HIV จากการทำ PRP ย้ำสิ่งที่ต้องดูดี ๆ ก่อนได้โรคแทนได้สวย โพสต์เมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11:13:51 6,373 อ่าน
TOP
x close