หมอเตือน ไอเรื้อรังแม้ไม่มีไข้นานกว่า 1 ปี อาจซ่อนโรคร้ายโดยไม่รู้ตัว รีบไปตรวจ

          หญิงวัย 30 ไอมีเสมหะเขียวนานกว่า 1 ปี สุดท้ายพบ วัณโรคเทียม หลังเคยป่วยวัณโรคปอด แพทย์เผยรักษาต่อเนื่องโอกาสหายสูง
วัณโรคเทียม

ภาพจาก เพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC

          ข้อมูลจากเพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC เผยเคสผู้ป่วยหญิงอายุ 30 ปี มีอาการไอเรื้อรังพร้อมเสมหะสีเขียวต่อเนื่องนานกว่า 1 ปี ก่อนตรวจพบติดเชื้อ วัณโรคเทียม ชนิด M. abscessus subspecies massiliense หลังเคยป่วยเป็นวัณโรคปอดมาก่อน

          ข้อมูลดังกล่าวยังระบุว่า ผู้ป่วยมีอาการไอทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ไม่มีไข้ ไม่เบื่ออาหาร และน้ำหนักตัวไม่ลดลง โดยมีประวัติเคยป่วยเป็นวัณโรคปอดเมื่อ 4 ปีก่อน และรักษาหายแล้ว

วัณโรคเทียม

ภาพจาก เพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC

          ต่อมาในเดือนมีนาคม 2568 แพทย์ตรวจพบปอดติดเชื้อวัณโรคเทียม หลังเพาะเชื้อจากเสมหะพบเชื้อ M. abscessus subspecies massiliense จากนั้นได้ทำซีทีสแกนปอดในเดือนสิงหาคม 2568 พบโพรงขนาดใหญ่บริเวณปอดข้างขวากลีบบน

          ภายหลังผู้ป่วยไปตรวจเพิ่มเติมอีกโรงพยาบาลในเดือนกันยายน 2568 และยังพบเชื้อวัณโรคเทียมชนิดเดิม โดยผลทดสอบพบว่าเชื้อไวต่อยา Amikacin และ Azithromycin อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นผู้ป่วยยังไม่ได้เริ่มรักษา จึงเข้ามาปรึกษาเรื่องแนวทางการรักษาเพิ่มเติม

          จากการตรวจร่างกาย ไม่พบไข้ แต่เมื่อทำคอมพิวเตอร์ปอดซ้ำ พบว่าโพรงในปอดข้างขวาขนาดประมาณ 7.2 × 4.2 × 5.6 เซนติเมตร มีขนาดใหญ่ขึ้น และเริ่มพบฝ้าขาวเพิ่มขึ้นที่ปอดด้านซ้าย เมื่อเทียบกับผลตรวจครั้งก่อน

วัณโรคเทียม

ภาพจาก เพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC

          แพทย์วินิจฉัยว่า ผู้ป่วยมีภาวะปอดติดเชื้อวัณโรคเทียม M. abscessus subspecies massiliense ที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากปอดเดิมที่เคยเสียหายหลังป่วยวัณโรคปอด และติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมภายหลัง

          เบื้องต้นแพทย์แนะนำให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยให้ยาฉีดทางเส้นเลือด 2 ชนิด ได้แก่ Amikacin และ Tigecycline ต่อเนื่องทุกวันประมาณ 1 เดือนครึ่ง พร้อมยารับประทานอีก 2 ชนิด คือ Azithromycin และ Clofazimine ซึ่งต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี หลังผลเพาะเชื้อไม่พบเชื้อเดิมแล้ว

          หลังเริ่มรักษา ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้และผะอืดผะอมเล็กน้อย แต่เมื่อแพทย์ปรับลดขนาดยา อาการดังกล่าวก็ดีขึ้น ขณะเดียวกันอาการไอลดลง เสมหะใสขึ้น และปริมาณเสมหะลดน้อยลงอย่างชัดเจน

วัณโรคเทียม

ภาพจาก เพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC

          นอกจากนี้ยังมีการติดตามผลข้างเคียงจากยาอย่างใกล้ชิด ทั้งการตรวจเลือด ตรวจการได้ยิน และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หลังเริ่มยา 1 สัปดาห์ ซึ่งยังไม่พบผลข้างเคียงผิดปกติจากยาทั้ง 4 ชนิด

          ทั้งนี้ แพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยรายนี้จำเป็นต้องรักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี โดยมีโอกาสรักษาสำเร็จ เชื้อหาย และไม่กลับมาเป็นซ้ำได้ประมาณ 90%
 

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC
 

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
หมอเตือน ไอเรื้อรังแม้ไม่มีไข้นานกว่า 1 ปี อาจซ่อนโรคร้ายโดยไม่รู้ตัว รีบไปตรวจ โพสต์เมื่อ 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 15:47:56
TOP
x close