จากกรณีที่ สสจ.มหาสารคาม เปิดเผยผลตรวจสุขภาพนิสิตใหม่ของ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) พบผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับกว่า 4,233 คน หรือคิดเป็น 33% ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งคุมเข้มร้านส้มตำ พร้อมย้ำให้ใช้ปลาร้าที่ผ่านการปรุงสุก ซึ่งข่าวดังกล่าวอาจจะสร้างความกังวลและทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดพยาธิใบไม้ตับจึงพบมากในภาคอีสาน และทำไมคนอีสานจึงมีอัตราการติดเชื้อสูง ?
อ่านข่าว : ผงะ นิสิตใหม่ มมส ติดพยาธิใบไม้ในตับ 4,233 คน คาดอันตรายแฝงจากเมนูโปรด
ภาพจาก เฟซบุ๊ก หมอโอ๊ค DoctorSixpack
ทำไม "พยาธิใบไม้ตับ" ถึงพบมากในภาคอีสานของประเทศไทย ?
ทำไมภาคอีสานถึงพบมากที่สุด ?
อาหารพื้นบ้านหลายชนิด เช่น
- ก้อยปลา
- ลาบปลาดิบ
- ปลาส้ม
- ปลาจ่อม
- ปลาแช่หรือหมักที่ไม่ผ่านความร้อน
อาจมีตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับปะปนอยู่ หากรับประทานเข้าไป ตัวอ่อนจะเดินทางเข้าสู่ท่อน้ำดีและอาศัยอยู่ในร่างกายได้นานหลายสิบปี
ประเทศไทยพบโรคนี้มากแค่ไหน?
จากการสำรวจระดับประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่า
- ในอดีต (ปี พ.ศ. 2524) คนไทยติดพยาธิใบไม้ตับประมาณ 14% ของประชากรทั้งประเทศ แต่ในภาคอีสานสูงถึง 34.6% หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรในบางพื้นที่
- หลังจากมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง อัตราการติดเชื้อลดลง แต่ภาคอีสานยังคงเป็นพื้นที่ที่พบมากที่สุด โดยบางการสำรวจยังพบการติดเชื้อจากการตรวจอุจจาระประมาณ 13-16% ของประชากร และบางชุมชนพบสูงกว่านี้
- การสำรวจระดับประเทศของกระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. 2562 พบว่าการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับยังพบประมาณ 2.2% ของคนไทยทั้งประเทศ แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่แค่ "มีพยาธิ"
อันตรายของโรคพยาธิใบไม้ตับ
ระยะแรก หลายคนไม่มีอาการเลย แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี อาจเกิด
• ท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง
• นิ่วในท่อน้ำดี
• ตับอักเสบ
• ติดเชื้อในทางเดินน้ำดี
• ตับทำงานผิดปกติ
• ที่น่ากลัวที่สุดคือ มะเร็งท่อน้ำดี
ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับการติดพยาธิใบไม้ตับเรื้อรัง
ป้องกันพยาธิใบไม้ตับได้
- รับประทานปลาน้ำจืดให้สุกทุกครั้ง
- หลีกเลี่ยงก้อยปลา ลาบปลาดิบ และปลาหมักที่ไม่ผ่านความร้อน
- หากเคยรับประทานปลาดิบเป็นประจำ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์
- อย่าคิดว่า "กินยาถ่ายพยาธิเป็นประจำก็พอ" เพราะการติดเชื้อซ้ำ ๆ ยังคงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีได้
พยาธิใบไม้ตับอาจเป็นโรคที่ไม่ทำให้เจ็บป่วยในวันนี้ แต่สามารถสร้างความเสียหายให้ตับและท่อน้ำดีอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลาหลายสิบปี การหลีกเลี่ยงปลาดิบเพียงมื้อเดียวอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายในอนาคตได้
หลายคนถามมาแล้ว แซลมอนล่ะ ?
โดยทั่วไป แซลมอนดิบ "ไม่ใช่" แหล่งของพยาธิใบไม้ตับที่พบในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม แซลมอนดิบก็มีความเสี่ยงจากพยาธิและเชื้อโรคชนิดอื่นได้
พยาธิใบไม้ตับพบในปลาน้ำจืด เช่น ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลาแม่สะแด้ง และปลาน้ำจืดวงศ์ปลาตะเพียนหลายชนิด ซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อหลักในประเทศไทย ไม่ใช่ปลาแซลมอน แซลมอน เป็นปลาทะเลหรือปลาเลี้ยง จึงไม่ใช่วงจรชีวิตของพยาธิใบไม้ตับ แต่การกินแซลมอนดิบยังมีความเสี่ยงอื่น เช่น พยาธิตัวกลมในปลา (เช่น Anisakis) ซึ่งอาจทำให้ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน และบางคนอาจเกิดอาการแพ้เชื้อแบคทีเรีย เช่น Salmonellosis และเชื้ออื่น ๆ หากการเก็บรักษาหรือการเตรียมอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ
ข่าวดีคือ ร้านอาหารที่ได้มาตรฐานมักใช้แซลมอนที่ผ่านการแช่แข็งตามมาตรฐานสำหรับรับประทานดิบ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของพยาธิได้มาก แต่ไม่สามารถลดความเสี่ยงของเชื้อแบคทีเรียได้ทั้งหมด
สรุปสั้น ๆ แซลมอนดิบ ไม่ใช่สาเหตุของพยาธิใบไม้ตับ แต่ยังอาจมีความเสี่ยงจากพยาธิทะเลและเชื้อแบคทีเรีย หากแหล่งที่มาหรือการจัดการอาหารไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น หากพูดถึง พยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในประเทศไทย ตัวการหลักยังคงเป็น การรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุกไม่ทั่วถึง ไม่ใช่แซลมอนดิบครับ






