หมอเจดเตือนภัย “มะเร็งตับอ่อน” โรคร้ายที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบช้าและมีโอกาสเสียชีวิตสูง
![มะเร็งตับอ่อน มะเร็งตับอ่อน]()
มะเร็งตับอ่อนเจอช้า รอดยาก ! ใครบ้างที่ไม่ควรรอให้มีอาการ ?
มะเร็งตับอ่อนเป็นมะเร็งที่ผมอยากให้ระวังมาก เพราะช่วงแรกมันแทบไม่ส่งเสียงอะไรเลย ไม่ปวด ไม่มีก้อนให้จับ ยังกินได้ ยังทำงานได้ บางคนดูภายนอกแข็งแรงดีทุกอย่าง แต่พอเริ่มตัวเหลือง น้ำหนักลด ปวดท้องร้าวไปหลัง หลายครั้งโรคก็เดินไปไกลแล้ว
ในประเทศไทย แต่ละปีมีคนเจอมะเร็งตับอ่อนหลักพันคน และตัวเลขคนเสียชีวิตใกล้เคียงกับคนที่ตรวจพบใหม่มากครับ ปัญหาไม่ใช่ว่าทุกคนไม่ดูแลตัวเอง แต่โรคนี้มันซ่อนเก่ง และเรายังชอบปล่อยพฤติกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ เพราะคิดว่า “คงไม่เป็นไรหรอก”
วันนี้ผมเลยไม่ได้อยากมาเล่าให้กลัวแล้วจบ แต่อยากให้ลองเช็กตัวเองตรง ๆ ว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไรที่เพิ่มความเสี่ยงอยู่หรือเปล่า และมีเรื่องไหนที่ควรหยุดตั้งแต่ยังไม่มีอาการ
1. คนที่ยังสูบบุหรี่อยู่
ต้องเริ่มจาก “หยุดเติมความเสี่ยง” ก่อน หลายคนรู้ว่าบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งปอด แต่ไม่ค่อยรู้ว่ามันเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับอ่อนด้วยครับ สารพิษจากบุหรี่ไม่ได้ค้างอยู่แค่ในปอด มันเข้าสู่เลือด แล้ววิ่งไปกระทบอวัยวะทั่วร่างกาย รวมถึงตับอ่อน
ถ้ายังสูบอยู่ ก็ยังเติมสารที่ทำร้ายเซลล์เข้าไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้เลิกได้สมบูรณ์ในวันเดียว เริ่มจากลดจำนวน ตัดมวนที่สูบตามความเคยชิน เลี่ยงวงที่กระตุ้นให้สูบ แล้วหาคนช่วยวางแผนเลิกจริงจัง เพราะสิ่งที่ลดความเสี่ยงได้ ไม่ใช่เปลี่ยนยี่ห้อหรือเปลี่ยนไปสูบแบบอื่น แต่มันคือหยุดสูบ
2. คนที่มีพุงใหญ่ น้ำหนักขึ้น และนั่งทั้งวัน
อย่าคิดว่าเป็นแค่เรื่องหุ่น บางคนน้ำหนักไม่ได้ขึ้นเยอะในปีเดียวครับ แต่มันเพิ่มทีละกิโล พุงค่อย ๆ ใหญ่ เดินน้อยลง ขยับตัวน้อยลง ผ่านไปหลายปี ระบบเผาผลาญเริ่มรวน น้ำตาลสูง อินซูลินทำงานแย่ลง ไขมันในช่องท้องเพิ่ม การอักเสบในร่างกายก็เพิ่มตาม
ภาวะอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง และเบาหวานชนิดที่ 2 มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งตับอ่อนที่เพิ่มขึ้น
ไม่ได้บอกว่าคนอ้วนทุกคนจะเป็นมะเร็ง แต่อยากให้เข้าใจว่า พุงไม่ใช่ของที่โตมาเฉย ๆ แล้วไม่มีผลอะไร เริ่มง่าย ๆ ก่อนครับ ลดน้ำหวาน ลดของทอดและอาหารแปรรูป เพิ่มผักกับโปรตีนในแต่ละมื้อ เดินหลังอาหาร แล้วฝึกกล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 2-3 วัน ไม่ต้องรอให้ผอมก่อนถึงจะได้ประโยชน์ แค่รอบเอวเริ่มลด น้ำตาลดีขึ้น และร่างกายขยับมากขึ้น ความเสี่ยงหลายอย่างก็ค่อย ๆ ลดตาม
3. คนที่ดื่มหนักจนตับอ่อนอักเสบ แล้วกลับไปดื่มเหมือนเดิม
อันนี้ต้องหยุด แอลกอฮอล์ไม่ได้แค่ทำร้ายตับครับ มันกระตุ้นให้ตับอ่อนอักเสบได้ด้วย โดยเฉพาะคนที่ดื่มหนักหรือดื่มต่อเนื่อง เวลาตับอ่อนอักเสบ มักปวดท้องส่วนบนแรงมาก บางคนปวดร้าวไปหลัง คลื่นไส้ อาเจียน จนต้องเข้าโรงพยาบาล
ปัญหาคือพออาการหาย หลายคนคิดว่าตับอ่อนกลับมาเป็นศูนย์แล้ว เลยกลับไปดื่มเหมือนเดิม แต่ร่างกายไม่ได้ลบความเสียหายทิ้งทุกครั้ง
การอักเสบซ้ำ ๆ ทำให้ตับอ่อนเกิดพังผืด สร้างน้ำย่อยได้น้อยลง ผลิตอินซูลินได้แย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับอ่อนในระยะยาว ถ้าเคยตับอ่อนอักเสบจากการดื่ม สิ่งสำคัญไม่ใช่รอให้ปวดรอบใหม่ แต่ต้องหยุดตัวกระตุ้นก่อนที่จะเสียหายมากกว่าเดิม
อย่าดูแค่ค่าน้ำตาลครั้งเดียว เบาหวานกับมะเร็งตับอ่อนมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ 2 ทางครับ ทางแรกคือ คนที่เป็นเบาหวานมานาน โดยเฉพาะมีพุง สูบบุหรี่ และน้ำหนักเกินร่วมด้วย อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
อีกทางคือ มะเร็งตับอ่อนบางรายสามารถรบกวนการควบคุมน้ำตาล จนอยู่ดี ๆ ก็เพิ่งเป็นเบาหวาน หรือเบาหวานที่เคยคุมได้กลับคุมยากขึ้น
จุดที่อยากให้ระวังคือ อายุเกินประมาณ 50 ปี เพิ่งตรวจเจอเบาหวาน แต่น้ำหนักกลับลดลงทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มเบื่ออาหาร ปวดท้อง หรือปวดหลังร่วมด้วย
ไม่ได้หมายความว่าคนที่เพิ่งเป็นเบาหวานจะต้องมีมะเร็ง ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็น แต่ถ้ามีหลายอาการมาพร้อมกัน อย่าดูแค่น้ำตาลแล้วจบ ต้องบอกให้ครบ และหาสาเหตุให้ลึกขึ้น
5. เป็นตับอ่อนอักเสบ อย่าคิดว่าเป็นคนละเรื่อง
ตับอ่อนอักเสบไม่ใช่มะเร็งครับ และคนที่เคยอักเสบไม่ได้แปลว่าจะต้องกลายเป็นมะเร็งทุกคน แต่ถ้าเป็นซ้ำบ่อย อักเสบเรื้อรัง มีหินปูนในตับอ่อน ท่อตับอ่อนผิดรูป เริ่มถ่ายเป็นมัน น้ำหนักลด หรือกินแล้วแน่นเพราะย่อยอาหารไม่ดี แบบนี้ต้องติดตามต่อ
เพราะการอักเสบที่เกิดซ้ำไม่ใช่แค่ทำให้ปวด แต่มันค่อย ๆ ทำลายเนื้อตับอ่อน จนเกิดพังผืดและเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของเซลล์ไปเรื่อย ๆ อย่าคิดว่า “ตอนนี้ไม่ปวดแล้ว แปลว่าหายแล้ว” โดยเฉพาะถ้ายังดื่ม ยังสูบ และไม่ไปตามนัด บางโรคเงียบลงไม่ได้แปลว่ามันหยุดครับ แค่เราไม่ได้ยินมันเท่านั้นเอง
6. เจอถุงน้ำในตับอ่อนแล้วหมอบอกให้ติดตาม อย่าหายไป
หลายคนตรวจท้องด้วยเรื่องอื่น แล้วบังเอิญเจอถุงน้ำในตับอ่อน พอหมอบอกว่า “ตอนนี้ยังไม่ต้องผ่าตัด มาตรวจซ้ำอีก 1 ปี” เจ้าตัวได้ยินแค่ว่า “ไม่ต้องผ่า” แล้วแปลต่อว่า “ไม่มีอะไร”
จากนัด 1 ปี กลายเป็นหายไป 4-5 ปี ถุงน้ำในตับอ่อนหลายชนิดไม่ใช่มะเร็ง บางก้อนอยู่ได้ยาว ๆ และไม่เปลี่ยนเลย แต่บางชนิดมีโอกาสเปลี่ยนแปลง จึงต้องดูว่ามันโตขึ้นไหม ผนังหนาขึ้นหรือเปล่า มีก้อนเนื้ออยู่ข้างในไหม หรือท่อตับอ่อนเริ่มผิดปกติหรือไม่
การติดตามไม่ได้หมายความว่าหมอคิดว่าคุณเป็นมะเร็งแล้ว แต่เป็นการเฝ้าดูก่อนที่มันจะเปลี่ยนไปจนจัดการยากครับ ถ้ามีนัด MRI, MRCP หรือส่องอัลตราซาวด์ ไปตามนัดเถอะครับ อย่ารอให้มีอาการ เพราะเป้าหมายของการติดตามคือดูตอนที่มันยังไม่ส่งอาการนี่แหละ
7. บ้านมีมะเร็งตับอ่อน หรือมียีนเสี่ยง ต้องรู้ก่อน ไม่ใช่รอป่วยก่อน
ถ้าพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือลูก เคยเป็นมะเร็งตับอ่อน โดยเฉพาะมีมากกว่า 1 คน หรือมีคนเจอตอนอายุยังไม่มาก ควรเอาประวัตินี้มาคุยกับหมอ
รวมถึงคนที่มียีนเสี่ยงบางชนิด เช่น BRCA2, PALB2, ATM, CDKN2A หรืออยู่ในกลุ่มโรคทางพันธุกรรมบางแบบ ไม่ได้แปลว่ามียีนแล้วต้องเป็นมะเร็ง แต่มันทำให้แผนการดูแลเปลี่ยนได้
สิ่งที่ควรรู้คือ ใครในบ้านเป็นมะเร็งอะไร เป็นตอนอายุเท่าไร และเป็นญาติใกล้ชิดแค่ไหน อย่าตอบว่า “ไม่แน่ใจ น่าจะไม่มี” แล้วจบ
ลองกลับไปถามคนในบ้านจริง ๆ เพราะบางครั้งข้อมูลแค่ไม่กี่บรรทัด อาจช่วยให้เราเริ่มเฝ้าระวังได้เร็วกว่าคนทั่วไปนะ
สิ่งที่อยากให้เริ่มทำตั้งแต่วันนี้
- ถ้ายังสูบบุหรี่ ให้เริ่มวางแผนเลิก เพราะนี่คือปัจจัยเสี่ยงที่เราหยุดได้
- ลดน้ำหนักส่วนเกินและรอบเอว ไม่ต้องรีบผอม แต่ต้องหยุดปล่อยให้พุงโตขึ้นทุกปี
- ลดการดื่ม โดยเฉพาะคนที่เคยตับอ่อนอักเสบ อย่ากลับไปทำซ้ำ
- คุมน้ำตาลให้ดี และสังเกตถ้าอยู่ดี ๆ น้ำหนักลดหรือเบาหวานคุมยากขึ้น
- ถ้ามีตับอ่อนอักเสบเรื้อรังหรือถุงน้ำในตับอ่อน ต้องไปติดตามตามนัด
- รู้ประวัติมะเร็งในครอบครัวของตัวเอง ไม่ใช่รอให้ป่วยแล้วค่อยถาม
- ถ้ามีตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด ปวดท้องร้าวไปหลัง เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ให้ไปตรวจครับ
ทั้งนี้ ไม่ได้อยากให้ทุกคนอ่านแล้วกลัวมะเร็งตับอ่อน แต่อยากให้รู้ว่าโรคนี้ไม่ค่อยรอส่งอาการเตือนชัด ๆ ให้เราเตรียมตัว สิ่งที่เราทำได้จึงต้องเริ่มก่อน ทั้งหยุดบุหรี่ ลดการดื่ม ดูแลรอบเอว คุมน้ำตาล และไม่ปล่อยตับอ่อนอักเสบหรือถุงน้ำให้ขาดการติดตาม เพราะบางครั้งการดูแลตัวเองไม่ได้แปลว่าต้องทำอะไรใหญ่โต แค่หยุดพฤติกรรมที่ทำร้ายซ้ำ ๆ และไปตามนัดให้ครบ ก็อาจทำให้เราเจอความผิดปกติได้เร็วขึ้นมาก

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เพจ หมอเจด ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งตับอ่อน โรคร้ายที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบช้าและมีโอกาสเสียชีวิตสูง โดยระบุว่า
มะเร็งตับอ่อนเจอช้า รอดยาก ! ใครบ้างที่ไม่ควรรอให้มีอาการ ?
มะเร็งตับอ่อนเป็นมะเร็งที่ผมอยากให้ระวังมาก เพราะช่วงแรกมันแทบไม่ส่งเสียงอะไรเลย ไม่ปวด ไม่มีก้อนให้จับ ยังกินได้ ยังทำงานได้ บางคนดูภายนอกแข็งแรงดีทุกอย่าง แต่พอเริ่มตัวเหลือง น้ำหนักลด ปวดท้องร้าวไปหลัง หลายครั้งโรคก็เดินไปไกลแล้ว
ในประเทศไทย แต่ละปีมีคนเจอมะเร็งตับอ่อนหลักพันคน และตัวเลขคนเสียชีวิตใกล้เคียงกับคนที่ตรวจพบใหม่มากครับ ปัญหาไม่ใช่ว่าทุกคนไม่ดูแลตัวเอง แต่โรคนี้มันซ่อนเก่ง และเรายังชอบปล่อยพฤติกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ เพราะคิดว่า “คงไม่เป็นไรหรอก”
วันนี้ผมเลยไม่ได้อยากมาเล่าให้กลัวแล้วจบ แต่อยากให้ลองเช็กตัวเองตรง ๆ ว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไรที่เพิ่มความเสี่ยงอยู่หรือเปล่า และมีเรื่องไหนที่ควรหยุดตั้งแต่ยังไม่มีอาการ
1. คนที่ยังสูบบุหรี่อยู่
ต้องเริ่มจาก “หยุดเติมความเสี่ยง” ก่อน หลายคนรู้ว่าบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งปอด แต่ไม่ค่อยรู้ว่ามันเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับอ่อนด้วยครับ สารพิษจากบุหรี่ไม่ได้ค้างอยู่แค่ในปอด มันเข้าสู่เลือด แล้ววิ่งไปกระทบอวัยวะทั่วร่างกาย รวมถึงตับอ่อน
บางคนบอกผมว่าสูบแค่วันละ 2-3 มวน สูบเฉพาะเวลาเครียด หรือไม่ได้สูบทุกวัน แต่ความเสี่ยงไม่ได้หายไปเพราะเราเรียกมันว่า “สูบน้อย”
ถ้ายังสูบอยู่ ก็ยังเติมสารที่ทำร้ายเซลล์เข้าไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้เลิกได้สมบูรณ์ในวันเดียว เริ่มจากลดจำนวน ตัดมวนที่สูบตามความเคยชิน เลี่ยงวงที่กระตุ้นให้สูบ แล้วหาคนช่วยวางแผนเลิกจริงจัง เพราะสิ่งที่ลดความเสี่ยงได้ ไม่ใช่เปลี่ยนยี่ห้อหรือเปลี่ยนไปสูบแบบอื่น แต่มันคือหยุดสูบ
2. คนที่มีพุงใหญ่ น้ำหนักขึ้น และนั่งทั้งวัน
อย่าคิดว่าเป็นแค่เรื่องหุ่น บางคนน้ำหนักไม่ได้ขึ้นเยอะในปีเดียวครับ แต่มันเพิ่มทีละกิโล พุงค่อย ๆ ใหญ่ เดินน้อยลง ขยับตัวน้อยลง ผ่านไปหลายปี ระบบเผาผลาญเริ่มรวน น้ำตาลสูง อินซูลินทำงานแย่ลง ไขมันในช่องท้องเพิ่ม การอักเสบในร่างกายก็เพิ่มตาม
ภาวะอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง และเบาหวานชนิดที่ 2 มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งตับอ่อนที่เพิ่มขึ้น
ไม่ได้บอกว่าคนอ้วนทุกคนจะเป็นมะเร็ง แต่อยากให้เข้าใจว่า พุงไม่ใช่ของที่โตมาเฉย ๆ แล้วไม่มีผลอะไร เริ่มง่าย ๆ ก่อนครับ ลดน้ำหวาน ลดของทอดและอาหารแปรรูป เพิ่มผักกับโปรตีนในแต่ละมื้อ เดินหลังอาหาร แล้วฝึกกล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 2-3 วัน ไม่ต้องรอให้ผอมก่อนถึงจะได้ประโยชน์ แค่รอบเอวเริ่มลด น้ำตาลดีขึ้น และร่างกายขยับมากขึ้น ความเสี่ยงหลายอย่างก็ค่อย ๆ ลดตาม
3. คนที่ดื่มหนักจนตับอ่อนอักเสบ แล้วกลับไปดื่มเหมือนเดิม
อันนี้ต้องหยุด แอลกอฮอล์ไม่ได้แค่ทำร้ายตับครับ มันกระตุ้นให้ตับอ่อนอักเสบได้ด้วย โดยเฉพาะคนที่ดื่มหนักหรือดื่มต่อเนื่อง เวลาตับอ่อนอักเสบ มักปวดท้องส่วนบนแรงมาก บางคนปวดร้าวไปหลัง คลื่นไส้ อาเจียน จนต้องเข้าโรงพยาบาล
ปัญหาคือพออาการหาย หลายคนคิดว่าตับอ่อนกลับมาเป็นศูนย์แล้ว เลยกลับไปดื่มเหมือนเดิม แต่ร่างกายไม่ได้ลบความเสียหายทิ้งทุกครั้ง
การอักเสบซ้ำ ๆ ทำให้ตับอ่อนเกิดพังผืด สร้างน้ำย่อยได้น้อยลง ผลิตอินซูลินได้แย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับอ่อนในระยะยาว ถ้าเคยตับอ่อนอักเสบจากการดื่ม สิ่งสำคัญไม่ใช่รอให้ปวดรอบใหม่ แต่ต้องหยุดตัวกระตุ้นก่อนที่จะเสียหายมากกว่าเดิม
4. เป็นเบาหวานแล้วปล่อยน้ำตาลสูงเรื้อรัง
อย่าดูแค่ค่าน้ำตาลครั้งเดียว เบาหวานกับมะเร็งตับอ่อนมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ 2 ทางครับ ทางแรกคือ คนที่เป็นเบาหวานมานาน โดยเฉพาะมีพุง สูบบุหรี่ และน้ำหนักเกินร่วมด้วย อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
อีกทางคือ มะเร็งตับอ่อนบางรายสามารถรบกวนการควบคุมน้ำตาล จนอยู่ดี ๆ ก็เพิ่งเป็นเบาหวาน หรือเบาหวานที่เคยคุมได้กลับคุมยากขึ้น
จุดที่อยากให้ระวังคือ อายุเกินประมาณ 50 ปี เพิ่งตรวจเจอเบาหวาน แต่น้ำหนักกลับลดลงทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ เริ่มเบื่ออาหาร ปวดท้อง หรือปวดหลังร่วมด้วย
ไม่ได้หมายความว่าคนที่เพิ่งเป็นเบาหวานจะต้องมีมะเร็ง ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็น แต่ถ้ามีหลายอาการมาพร้อมกัน อย่าดูแค่น้ำตาลแล้วจบ ต้องบอกให้ครบ และหาสาเหตุให้ลึกขึ้น
5. เป็นตับอ่อนอักเสบ อย่าคิดว่าเป็นคนละเรื่อง
ตับอ่อนอักเสบไม่ใช่มะเร็งครับ และคนที่เคยอักเสบไม่ได้แปลว่าจะต้องกลายเป็นมะเร็งทุกคน แต่ถ้าเป็นซ้ำบ่อย อักเสบเรื้อรัง มีหินปูนในตับอ่อน ท่อตับอ่อนผิดรูป เริ่มถ่ายเป็นมัน น้ำหนักลด หรือกินแล้วแน่นเพราะย่อยอาหารไม่ดี แบบนี้ต้องติดตามต่อ
เพราะการอักเสบที่เกิดซ้ำไม่ใช่แค่ทำให้ปวด แต่มันค่อย ๆ ทำลายเนื้อตับอ่อน จนเกิดพังผืดและเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของเซลล์ไปเรื่อย ๆ อย่าคิดว่า “ตอนนี้ไม่ปวดแล้ว แปลว่าหายแล้ว” โดยเฉพาะถ้ายังดื่ม ยังสูบ และไม่ไปตามนัด บางโรคเงียบลงไม่ได้แปลว่ามันหยุดครับ แค่เราไม่ได้ยินมันเท่านั้นเอง
6. เจอถุงน้ำในตับอ่อนแล้วหมอบอกให้ติดตาม อย่าหายไป
หลายคนตรวจท้องด้วยเรื่องอื่น แล้วบังเอิญเจอถุงน้ำในตับอ่อน พอหมอบอกว่า “ตอนนี้ยังไม่ต้องผ่าตัด มาตรวจซ้ำอีก 1 ปี” เจ้าตัวได้ยินแค่ว่า “ไม่ต้องผ่า” แล้วแปลต่อว่า “ไม่มีอะไร”
จากนัด 1 ปี กลายเป็นหายไป 4-5 ปี ถุงน้ำในตับอ่อนหลายชนิดไม่ใช่มะเร็ง บางก้อนอยู่ได้ยาว ๆ และไม่เปลี่ยนเลย แต่บางชนิดมีโอกาสเปลี่ยนแปลง จึงต้องดูว่ามันโตขึ้นไหม ผนังหนาขึ้นหรือเปล่า มีก้อนเนื้ออยู่ข้างในไหม หรือท่อตับอ่อนเริ่มผิดปกติหรือไม่
การติดตามไม่ได้หมายความว่าหมอคิดว่าคุณเป็นมะเร็งแล้ว แต่เป็นการเฝ้าดูก่อนที่มันจะเปลี่ยนไปจนจัดการยากครับ ถ้ามีนัด MRI, MRCP หรือส่องอัลตราซาวด์ ไปตามนัดเถอะครับ อย่ารอให้มีอาการ เพราะเป้าหมายของการติดตามคือดูตอนที่มันยังไม่ส่งอาการนี่แหละ
7. บ้านมีมะเร็งตับอ่อน หรือมียีนเสี่ยง ต้องรู้ก่อน ไม่ใช่รอป่วยก่อน
ถ้าพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือลูก เคยเป็นมะเร็งตับอ่อน โดยเฉพาะมีมากกว่า 1 คน หรือมีคนเจอตอนอายุยังไม่มาก ควรเอาประวัตินี้มาคุยกับหมอ
รวมถึงคนที่มียีนเสี่ยงบางชนิด เช่น BRCA2, PALB2, ATM, CDKN2A หรืออยู่ในกลุ่มโรคทางพันธุกรรมบางแบบ ไม่ได้แปลว่ามียีนแล้วต้องเป็นมะเร็ง แต่มันทำให้แผนการดูแลเปลี่ยนได้
สิ่งที่ควรรู้คือ ใครในบ้านเป็นมะเร็งอะไร เป็นตอนอายุเท่าไร และเป็นญาติใกล้ชิดแค่ไหน อย่าตอบว่า “ไม่แน่ใจ น่าจะไม่มี” แล้วจบ
ลองกลับไปถามคนในบ้านจริง ๆ เพราะบางครั้งข้อมูลแค่ไม่กี่บรรทัด อาจช่วยให้เราเริ่มเฝ้าระวังได้เร็วกว่าคนทั่วไปนะ
สิ่งที่อยากให้เริ่มทำตั้งแต่วันนี้
- ถ้ายังสูบบุหรี่ ให้เริ่มวางแผนเลิก เพราะนี่คือปัจจัยเสี่ยงที่เราหยุดได้
- ลดน้ำหนักส่วนเกินและรอบเอว ไม่ต้องรีบผอม แต่ต้องหยุดปล่อยให้พุงโตขึ้นทุกปี
- ลดการดื่ม โดยเฉพาะคนที่เคยตับอ่อนอักเสบ อย่ากลับไปทำซ้ำ
- คุมน้ำตาลให้ดี และสังเกตถ้าอยู่ดี ๆ น้ำหนักลดหรือเบาหวานคุมยากขึ้น
- ถ้ามีตับอ่อนอักเสบเรื้อรังหรือถุงน้ำในตับอ่อน ต้องไปติดตามตามนัด
- รู้ประวัติมะเร็งในครอบครัวของตัวเอง ไม่ใช่รอให้ป่วยแล้วค่อยถาม
- ถ้ามีตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด ปวดท้องร้าวไปหลัง เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ให้ไปตรวจครับ
ทั้งนี้ ไม่ได้อยากให้ทุกคนอ่านแล้วกลัวมะเร็งตับอ่อน แต่อยากให้รู้ว่าโรคนี้ไม่ค่อยรอส่งอาการเตือนชัด ๆ ให้เราเตรียมตัว สิ่งที่เราทำได้จึงต้องเริ่มก่อน ทั้งหยุดบุหรี่ ลดการดื่ม ดูแลรอบเอว คุมน้ำตาล และไม่ปล่อยตับอ่อนอักเสบหรือถุงน้ำให้ขาดการติดตาม เพราะบางครั้งการดูแลตัวเองไม่ได้แปลว่าต้องทำอะไรใหญ่โต แค่หยุดพฤติกรรมที่ทำร้ายซ้ำ ๆ และไปตามนัดให้ครบ ก็อาจทำให้เราเจอความผิดปกติได้เร็วขึ้นมาก
ข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก หมอเจด






