เปิดภัยที่มองไม่เห็นจากใบเสร็จ มีสาร BPA ที่ส่งผลกับระบบฮอร์โมนร่างกาย หากดูดซึมผ่านผิวหนังปริมาณมากกว่าปกติ

วันที่ 9 สิงหาคม 2569 เฟซบุ๊ก ประชาคมแพทย์ มีการโพสต์บทความเรื่องภัยที่ซ่อนอยู่ในใบเสร็จรับเงิน หัวข้อ ใบเสร็จรับเงิน กับสาร BPA: เรื่องเล็กที่ไม่ควรมองข้าม แต่ก็ไม่ควรตื่นตระหนก รายละเอียดทั้งหมดมีดังนี้
ทุกวันนี้เราจับใบเสร็จรับเงินกันแทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือห้างสรรพสินค้า จึงมีคำถามตามมาว่า
"สาร BPA ในใบเสร็จอันตรายหรือไม่ โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์?"
คำตอบคือ มีเหตุผลที่จะระมัดระวัง แต่ยังไม่มีเหตุผลที่จะตื่นตระหนก
BPA (Bisphenol A) เป็นสารที่เคยถูกใช้ในกระดาษใบเสร็จแบบ Thermal paper หลายชนิด และเป็นสารที่จัดอยู่ในกลุ่ม สารรบกวนการทำงานของฮอร์โมน (Endocrine Disrupting Chemicals) ซึ่งสามารถรบกวนการทำงานของฮอร์โมนบางชนิดได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับในปริมาณสูงหรือในช่วงสำคัญของการพัฒนาร่างกาย
ในปัจจุบัน งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า BPA อาจส่งผลต่อการพัฒนาของระบบสืบพันธุ์และระบบประสาทได้ แต่ หลักฐานในมนุษย์ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า การจับใบเสร็จในชีวิตประจำวันทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ หรือก่อให้เกิดโรคโดยตรง
อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ หากใช้เจลแอลกอฮอล์หรือโลชั่น แล้วจับใบเสร็จทันที อาจทำให้ผิวหนังดูดซึม BPA ได้มากขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายแนะนำให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าว
สำหรับประชาชนทั่วไปที่จับใบเสร็จวันละไม่กี่ครั้ง ความเสี่ยงถือว่าต่ำมาก และไม่มีความจำเป็นต้องวิตกกังวลจนไม่กล้ารับใบเสร็จ
แต่สำหรับ หญิงตั้งครรภ์ และ พนักงานแคชเชียร์ที่ต้องจับใบเสร็จหลายร้อยหรือหลายพันใบต่อวัน การลดการสัมผัสที่ไม่จำเป็นถือเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผล เพราะเป็นกลุ่มที่อาจได้รับสารมากกว่าคนทั่วไป
คำแนะนำง่าย ๆ ได้แก่
- เลือกใช้ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) หากทำได้
- ไม่จำเป็นต้องรับใบเสร็จทุกครั้ง หากไม่มีความจำเป็น
- หลีกเลี่ยงการจับใบเสร็จทันทีหลังใช้เจลแอลกอฮอล์หรือโลชั่น
- ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือสัมผัสใบหน้า
- หากทำงานเป็นแคชเชียร์และกำลังตั้งครรภ์ อาจปรึกษานายจ้างเรื่องการสลับหน้าที่เพื่อลดการสัมผัสกระดาษความร้อนจำนวนมากในช่วงตั้งครรภ์
สิ่งสำคัญคือ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าการจับใบเสร็จทำให้เกิดความพิการของทารก หรือก่อมะเร็งในมนุษย์โดยตรง แต่ในทางการแพทย์ เรามีหลักการที่เรียกว่า "หลักการป้องกันไว้ก่อน" (Precautionary Principle) กล่าวคือ หากสามารถลดการสัมผัสสารที่อาจมีผลต่อฮอร์โมนได้ โดยไม่ก่อให้เกิดภาระหรือความยุ่งยากมากนัก ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์
การดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ได้หมายถึงการหวาดกลัวทุกความเสี่ยง แต่หมายถึงการรู้เท่าทันข้อมูล เลือกป้องกันในสิ่งที่ทำได้ และใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล
ความรู้ที่ถูกต้อง ย่อมดีกว่าความตื่นตระหนก และการป้องกันอย่างพอเหมาะ ย่อมดีกว่าการละเลยครับ






