หมอเจด เปิด 4 สิ่งที่ต้องคุม ถ้าหากต้องการลดน้ำตาลสะสมภายใน 3 เดือน

          หมอเจด เปิด 4 สิ่งที่ต้องคุม ถ้าหากต้องการลดน้ำตาลสะสมภายใน 3 เดือน ต้องเข้มงวด มีโอกาสได้ผลแน่นอน

ลดน้ำตาล

          วันที่ 6 กันยายน 2569 เฟซบุ๊ก หมอเจด มีการเปิดประเด็นในหัวข้อ 4 สิ่งที่ต้องคุม ถ้าหากอยากลดน้ำตาลสะสมภายใน 3 เดือน รายละเอียด สรุปได้ มีดังนี้

          ใครที่ไปตรวจสุขภาพมาแล้ว HbA1c สูงกว่าที่อยากได้บ้างครับ

          บางคน 5.8%
          บางคน 6.2%
          บางคน 6.8% แล้วเริ่มจริงจัง เพราะรู้ว่าถ้าปล่อยต่อ น้ำตาลสูงเรื้อรังไม่ได้กระทบแค่ตัวเลข แต่มันเดินไปแตะทั้งหลอดเลือด หัวใจ ไต ตา และเส้นประสาทได้ครับ

          เหตุผลที่ผมชอบใช้ช่วง 3 เดือน เป็นเป้าหมาย เพราะ HbA1c สะท้อนภาพรวมน้ำตาลย้อนหลังประมาณ 2-3 เดือนพอดี

          ถ้า 3 เดือนนี้เราปรับพฤติกรรมจริง ตัวเลขก็มีโอกาสสะท้อนสิ่งที่ทำลงไปได้ชัดขึ้น แต่ผมไม่อยากให้โฟกัสแค่เลิกหวานครับ เพราะน้ำตาลสะสมไม่ได้ขึ้นจากขนมอย่างเดียว มันเกี่ยวกับทั้งอาหารทั้งวัน การขยับ น้ำหนักและพุง รวมถึงการนอนด้วย ถ้าอยากให้ 3 เดือนนี้เห็นผล ลองคุม 4 เรื่องนี้ให้จริงครับ

1. คุมคาร์บทั้งวัน ไม่ใช่แค่หยุดของหวาน


          หลายคนตั้งใจลดน้ำตาลมากครับ ขนมไม่กิน น้ำอัดลมไม่ดื่ม แต่ข้าวยังมื้อละ 3 ทัพพี เส้นพิเศษ ผลไม้ทีละครึ่งกิโล และมีของกินจุกจิกระหว่างวัน คาร์โบไฮเดรตทั้งหมดสุดท้ายถูกย่อยเป็นกลูโคสได้ครับ

          ดังนั้นสิ่งที่ควรดูคือ ปริมาณคาร์บรวมในแต่ละมื้อและทั้งวัน

          เริ่มง่าย ๆ จากลดข้าว เส้น ขนมปัง หรือแป้งจากปริมาณเดิมเล็กน้อย แล้วเอาผักกับโปรตีนมาแทนพื้นที่ในจาน

          เช่นจากข้าว 3 ทัพพี อาจลดเหลือ 1-2 ทัพพีตามกิจกรรมของตัวเอง แล้วเพิ่มปลา ไข่ ไก่ เต้าหู้ และผักให้มากขึ้น

          ส่วนเครื่องดื่มหวาน ผมอยากให้ตัดก่อนเลยครับ เพราะกินน้ำตาลเข้าไปได้เร็วมาก แต่อิ่มน้อยมาก

          ถ้าปกติมีชาไทย กาแฟหวาน หรือน้ำอัดลมทุกวัน การเปลี่ยนตรงนี้มักเห็นผลกับน้ำตาลรวมได้ค่อนข้างชัด

2. คุมพุงและน้ำหนัก เพราะดื้ออินซูลินมักซ่อนอยู่ตรงนี้


          ถ้า HbA1c สูงร่วมกับพุงใหญ่ ไตรกลีเซอไรด์สูง หรือไขมันพอกตับ ผมจะคิดถึงเรื่องภาวะดื้อต่ออินซูลินมากขึ้นครับ

          อินซูลินยังมีอยู่ แต่ร่างกายตอบสนองได้ไม่ดีเหมือนเดิม

          ตับ กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อไขมันจึงจัดการกลูโคสได้แย่ลง น้ำตาลก็มีโอกาสค้างในเลือดสูงขึ้น สิ่งที่ช่วยได้มากคือการลดไขมันส่วนเกิน โดยเฉพาะไขมันช่องท้องครับ

          ถ้าน้ำหนักเกิน ไม่ต้องตั้งเป้าว่า 3 เดือนต้องผอม 15 กิโล

          แค่ลดน้ำหนักลงอย่างต่อเนื่องประมาณ 5-7% ในคนที่มีภาวะเสี่ยงเบาหวาน ก็มีความหมายต่อการลดความเสี่ยงและช่วยให้ระบบจัดการน้ำตาลดีขึ้นได้แล้ว

          ตัวอย่างหนัก 80 กิโลกรัม เป้าหมายประมาณ 4-6 กิโลกรัมในช่วงหนึ่งก็ถือว่ามีความหมายครับ

          ผมชอบให้ดูรอบเอว ควบคู่กับน้ำหนักด้วย เพราะบางคนชั่งแล้วลงไม่เยอะ แต่พุงลด เสื้อหลวมขึ้น น้ำตาลดีขึ้น แบบนี้ก็ถือว่ามาถูกทางครับ

3. คุมการขยับ ให้กล้ามเนื้อได้ใช้น้ำตาลทุกวัน


          กล้ามเนื้อเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ใช้กลูโคสเยอะมากครับ

          ถ้าทั้งวันเรานั่งเป็นหลัก ต่อให้อาหารดีขึ้น น้ำตาลก็อาจยังจัดการได้ไม่เต็มที่ ผมอยากให้มีการขยับสองแบบครับ

          แบบแรกคือ เดินหรือขยับหลังอาหาร กินเสร็จแล้วลองเดิน 10-15 นาที เดินในบ้าน เดินรอบออฟฟิศ ล้างจาน เก็บบ้าน หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้กล้ามเนื้อเริ่มทำงาน

          แบบที่สองคือ ออกกำลังกายจริงจังสม่ำเสมอ สะสมคาร์ดิโอระดับปานกลางอย่างน้อยประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์เป็นพื้นฐาน เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้น แล้วเพิ่มฝึกกล้ามเนื้ออีกประมาณ 2 วันต่อสัปดาห์ครับ

          เพราะถ้าเราอยากลด HbA1c แต่ลดอาหารอย่างเดียวจนกล้ามหาย ผมไม่ค่อยชอบครับ

          เป้าหมายคือไขมันลด แต่กล้ามอยู่ กล้ามที่แข็งแรงช่วยให้ร่างกายมีที่ใช้น้ำตาลมากขึ้นในระยะยาวครับ

4. คุมการนอนและความเครียด เพราะสองอย่างนี้ดันน้ำตาลได้เหมือนกัน


          บางคนอาหารดี เดินทุกวัน น้ำหนักก็เริ่มลง แต่คืนหนึ่งนอน 4-5 ชั่วโมง และเครียดตั้งแต่ลืมตาจนหัวถึงหมอน แบบนี้น้ำตาลก็ยังคุมยากครับ

          เวลานอนน้อย ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความหิวและความเครียดจะเปลี่ยนไป ความไวต่ออินซูลินลดลงได้ และวันรุ่งขึ้นเรามักอยากกินของหวานหรืออาหารพลังงานสูงมากขึ้นด้วย

          คนที่กรนดัง สะดุ้งกลางคืน ตื่นมาไม่สดชื่น หรือกลางวันง่วงมาก ต้องคิดถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับด้วยครับ เพราะภาวะนี้สัมพันธ์กับทั้งความดัน น้ำหนัก และการควบคุมน้ำตาลที่แย่ลง

          เรื่องความเครียดก็เหมือนกัน ความเครียดเรื้อรังทำให้ฮอร์โมนอย่าง cortisol สูงขึ้นเป็นช่วง ๆ และตับสามารถปล่อยกลูโคสเข้าสู่เลือดมากขึ้น

          ตรงนี้ไม่ได้แปลว่าต้อง ห้ามเครียด แต่ควรหาวิธีลดความเครียดที่ทำได้จริง เช่น เดิน ออกกำลัง หายใจช้า ๆ จัดเวลางาน หรือแก้เรื่องการนอนให้ดีขึ้น

ถ้าอยากให้ 3 เดือนนี้เห็นผล ผมให้ทำแบบนี้


          - น้ำหวานให้ตัดหรือลดลงชัดเจน

          - ลดข้าว เส้น แป้งจากปริมาณเดิม แล้วเพิ่มผักกับโปรตีน

          - งดการกินจุกจิกทั้งวันถ้าไม่ได้หิวจริง

          - เดินหลังอาหาร 10-15 นาทีตามที่ทำได้

          - ออกกำลังอย่างน้อยประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ และฝึกกล้ามอีก 2 วัน

          - ถ้าน้ำหนักเกิน ให้ตั้งเป้าลดแบบค่อยเป็นค่อยไป

          - นอนให้พอและสังเกตเรื่องกรนหรือหยุดหายใจ

          - ลดความเครียดและจัดเวลาชีวิตให้มีช่วงพักจริง ๆ

          - ถ้าใช้ยาเบาหวานอยู่ ให้กินตามแผนและไม่ปรับยาเองครับ

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
หมอเจด เปิด 4 สิ่งที่ต้องคุม ถ้าหากต้องการลดน้ำตาลสะสมภายใน 3 เดือน โพสต์เมื่อ 6 กันยายน 2569 เวลา 16:10:25 1,126 อ่าน
TOP
x close