x close

12 วิธีดับกลิ่นปาก เปลี่ยนลมหายใจสุดอี๋ ให้กลายเป็นหอมสดชื่น

          วิธีดับกลิ่นปาก เซย์กู๊ดบายลมหายใจเหม็นอี๋ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ พ่วงท้ายด้วยลมหายใจหอมสดชื่น

วิธีดับกลิ่นปาก

          กลิ่นปาก ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราขาดความมั่นใจ และมักทำให้เป็นกังวลในยามพูดคุยสนทนากับผู้อื่น แต่เคยสงสัยกันหรือเปล่าว่ากลิ่นปากเกิดจากอะไร และมีวิธีลดกลิ่นปากแบบไหนที่ได้ผลดีบ้าง วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปหาคำตอบกัน

* กลิ่นปาก เกิดจากอะไร

          กลิ่นปาก เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ ๆ นั่นก็คือสาเหตุที่เกิดจากภายในช่องปาก และสาเหตุที่เกิดจากภายนอก ดังนี้

* สาเหตุจากภายในช่องปาก

          เมื่อเกิดความผิดปกติภายในช่องปาก กลิ่นปากจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกได้ โดยสาเหตุที่ทำให้มีกลิ่นปากก็คือ มีแผลในช่องปาก ฟันผุ เป็นโรคเหงือกอักเสบ หรือมีอาการภูมิแพ้ นอกจากนี้ผู้ที่ต้องใส่เครื่องมือต่าง ๆ ภายในปาก เช่น เครื่องมือจัดฟัน หรือฟันปลอม หากดูแลรักษาความสะอาดไม่ดีก็อาจจะทำให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน

          ไม่เพียงเท่านั้น หากน้ำลายที่คอยช่วยชะล้างสิ่งสกปรกออกจากภายในปาก หลั่งออกมาน้อย ก็อาจจะทำให้สิ่งสกปรกในปากเกิดการบูดเน่าและกลายเป็นกลิ่นปากนั่นเอง

* สาเหตุจากภายนอกช่องปาก

          เป็นสาเหตุที่เกิดจากพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และการรับประทานอาหารบางชนิด ที่มีกลิ่นแรงทำให้เกิดกลิ่นปาก นอกจากนี้โรคระบบทางเดินหายใจก็ยังมีส่วนทำให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน อาทิ โรคไซนัสอักเสบ โรคทอนซิลอักเสบ โรคมะเร็งโพรงกระดูก กรดไหลย้อน โรคปอดเรื้อรัง วัณโรคปอดหรือมะเร็งปอด แม้แต่โรคที่เกิดขึ้นในระบบขับถ่ายที่ทำให้การขับถ่ายผิดปกติก็สามารถสร้างกลิ่นปากได้ ขณะที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีการควบคุมน้ำตาลที่ไม่ดี ก็จะมีกลิ่นปากได้อีกด้วย

* วิธีดับกลิ่นปาก บอกลากลิ่นตุ ๆ ได้แค่ทำตามนี้

          เรามักจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า วิธีดับกลิ่นปากที่ใช้ได้ผลเร็วที่สุดก็คือ การอมลูกอม เคี้ยวหมากฝรั่ง หรือแม้แต่การใช้สเปรย์ดับกลิ่นปากในยามจำเป็น แต่จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายวิธีที่ทั้งง่ายและเห็นผลอย่างถาวร ซึ่งวันนี้เราจึงมี 12 วิธีง่าย ๆ ที่คัดมาแล้วว่าสามารถลดกลิ่นปากของคุณได้อย่างดี รับรองเลยว่าเวิร์กค่ะ

1. แปรงฟันให้สะอาดขจัดคราบพลัคอย่างทั่วถึง โดยใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าเป็นตัวช่วย

          ต้องยอมรับว่าการหลายคนไม่ค่อยได้ใส่ใจในการแปรงฟันมากนัก อาจจะแปรงไม่ครบ 2 นาทีบ้าง แปรงฟันไม่ทั่วถึงบ้าง บางคนปัดแปรงแค่ไม่กี่ครั้งก็เป็นอันจบกระบวนการแปรงฟันแล้ว เพราะฉะนั้นการแปรงฟันไม่สะอาดหรือไม่ทั่วถึง เป็นสาเหตุของกลิ่นปากได้ค่ะ ดังนั้นถ้าเรามีตัวช่วยที่ทำให้เราสามารถแปรงฟันสะอาดและทั่วถึงมากขึ้นก็คงจะดี กระปุกดอทคอมขอแนะนำให้ลองใช้แปรงสีฟันไฟฟ้า เพราะว่าแปรงสีฟันไฟฟ้าช่วยขจัดคราบพลัคได้ดีกว่าแปรงธรรมดา โดยที่แปรงไฟฟ้าจะมีหัวกลมเล็กช่วยเข้าถึงบริเวณที่เข้าถึงยากและหลายคนชอบมองข้าม เช่น บริเวณฟันกรามซี่ในสุด หรือ หลังฟัน ซึ่งรุ่นยอดฮิตที่คนนิยมใช้กันมาก คือ แปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B รุ่น Pro 2 (2000) ที่มาพร้อมหัวแปรง Ultrathin ขนแปรงนุ่มปลายมนอ่อนโยนต่อเหงือกและฟัน เหมาะกับมือใหม่หัดใช้มากทีเดียว

แปรงสีฟันไฟฟ้า

          ขอบอกว่า Oral-B Pro 2 (2000) มีคุณสมบัติเด่นกว่าแปรงสีฟันไฟฟ้าทั่วไป เพราะรุ่นนี้ มีระบบ Pressure sensor มีไฟเตือนบอกให้รู้ว่ากำลังกดแปรงสีฟันแรงเกินไป สามารถเลือกระบบแปรงฟันได้ 2 ระบบ ทั้ง daily clean สำหรับการแปรงฟันทั่วไป และ sensitive clean สำหรับผู้ที่เสียวฟันง่าย นอกจากนี้ยังมีการทำงานแบบเทคโนโลยี 3 มิติ คือนอกจากหัวแปรงจะหมุนและสั่นแล้ว ยังมีการเคลื่อนที่ขึ้น-ลงอีกด้วย โดยที่หัวแปรงถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็ก เพื่อการทำความสะอาดฟันแต่ละซี่ที่สามารถทำได้อย่างทั่วถึง การใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าจึงช่วยลดคราบพลัคที่เป็นสาเหตุของการเกิดหินปูนได้ดีมาก ๆ และเวลาใช้แล้วจะได้ฟีลเหมือนเพิ่งไปหาหมอฟันเลยล่ะค่ะ

          Oral-B แปรงสีฟันไฟฟ้า รุ่น Pro 2 (2000) 1 เซต จะประกอบไปด้วย
                    - ด้ามแปรง Oral-B Pro 2000
                    - รีฟิวหัวแปรงขนนุ่ม Oral-B Ultrathin 1 หัว
                    - แท่นชาร์จไฟ

          ส่วนวิธีใช้ก็ง่ายมาก เพราะกดเปิด-ปิดได้ในปุ่มเดียวกัน จากนั้นก็ใช้แปรงฟันตามปกติ โดยพยายามเคลื่อนแปรงไปให้ทั่วทั้งช่องปาก ตัวจับเวลาจะเริ่มทำงาน เมื่อครบ 2 นาที แปรงสีฟันจะสั่นเตือน เสร็จแล้วก็ล้างทำความสะอาดตัวแปรง และเก็บในที่แห้ง แปรงทุกวัน ๆ ละ 2 ครั้ง เท่านี้ก็ช่วยให้การแปรงฟันของเราสะอาดมากขึ้นแล้ว ง่ายใช่ไหมล่ะ

          ลองเข้าไปสั่งออนไลน์ได้ที่ shopee
 
2. ดื่มน้ำเยอะ ๆ

          น้ำลายสามารถช่วยชะล้างสิ่งสกปรกที่เป็นสาเหตุของกลิ่นปากออกไปได้ก็จริง แต่ถ้าหากเราดื่มน้ำไม่เพียงพอก็จะทำให้น้ำลายหลั่งออกมาน้อย ส่งผลให้เศษอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในปากบูดเน่าได้ ดังนั้นการดื่มน้ำเยอะ ๆ ให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย นอกจากจะช่วยให้ร่างกายสร้างน้ำลายได้มากขึ้นแล้ว ก็ยังเป็นการช่วยชะล้างเศษอาหารในปากออกไปได้อีกด้วย ถ้าไม่อยากมีกลิ่นปากลองใช้วิธีนี้ดูนะ

3. เปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 2-3 เดือน

          แปรงสีฟันถือเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่ดีอย่างหนึ่ง ลองนึกดูสิว่าทุกวันที่เราแปรงฟัน เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปากก็จะติดไปอยู่กับแปรงสีฟัน และถ้าเราทำความสะอาดแปรงสีฟันไม่ดี เชื้อเหล่านั้นก็จะยังเจริญเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อเราหยิบมาแปรงฟันอีกครั้งเชื้อเหล่านั้นก็จะกลับเข้าไปอยู่ในปากเพิ่มมากขึ้น แค่คิดก็สยองแล้ว ฉะนั้นเปลี่ยนแปรงสีฟันบ่อยหน่อยดีกว่าเนอะ

 4. รับประทานผักสด ๆ ให้มากขึ้น

วิธีดับกลิ่นปาก

         การรับประทานผักสด ๆ อย่างแครอต ขึ้นฉ่าย หรือแอปเปิลสด ๆ ไฟเบอร์จากผัก-ผลไม้เหล่านี้จะช่วยให้กลิ่นปากหายไปได้ เพราะวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้จะเข้าไปช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงทำให้ร่างกายสามารถสร้างสารที่จะมาต่อสู้กับแบคทีเรียในร่างกายได้มากขึ้น ส่งผลให้น้ำลายของเรามีประสิทธิภาพในการขจัดเชื้อแบคทีเรียในช่องปากได้ดีขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้การเคี้ยวผักหรือผลไม้ที่สดกรอบก็จะช่วยกำจัดคราบแบคทีเรียในช่องปากออกไปได้อีกด้วย 

5. บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากหลังแปรงฟันทุกครั้ง

          ลำพังการแปรงฟันอย่างเดียวอาจทำความสะอาดช่องปากได้ไม่เพียงพอ เพราะบางครั้งก็มีกลิ่นปากหลงเหลืออยู่ จึงต้องใช้น้ำยาบ้วนปากร่วมด้วย โดยแนะนำให้เลือกน้ำยาบ้วนปากที่มีสรรพคุณช่วยลดกลิ่นปากได้อย่างเห็นผล เช่น น้ำยาบ้วนปาก ออรัล-บี เอ็กซ์ตร้าเฟรช (Extra Fresh) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการสะสมของแบคทีเรีย สาเหตุของการเกิดกลิ่นปากได้ถึง 99% ทำให้ลมหายใจสดชื่นนานถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับการแปรงฟันธรรมดา อ้างอิงจากผลทดสอบทางคลินิกกับกลุ่มตัวอย่าง 16 คน โดยบริษัท พี แอนด์ จี ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2549

น้ำยาบ้วนปาก

          นอกจากเราควรจะบ้วนปากเช้าเย็นหลังการแปรงฟันแล้ว เราควรบ้วนปากหลังมื้อกลางวันด้วย เพราะอาหารที่รับประทานอาจจะมีกลิ่นรุนแรงทำให้หลายคนอาจะเสียความมั่นใจระหว่างวันได้ การใช้น้ำยาบ้วนปากออรัล-บี เอ็กซ์ตร้าเฟรช (Extra Fresh) จะช่วยลดกลิ่นปากเสริมความมั่นใจระหว่างวัน มีให้เลือกทั้งแบบขวดเล็ก 250 มล.พกติดกระเป๋าไปไหนมาไหนก็ได้ หรือแบบขวดใหญ่ 500 มล. เหมาะกับการใช้ที่บ้านหรือที่ทำงาน เพื่อน ๆ จะได้หมดกังวลเรื่องกลิ่นปากอีกต่อไป

          หาซื้อได้ตามร้านค้าชั้นำทั่วไปหรือออนไลน์ที่ shopee 

6. บ้วนปากด้วยน้ำเกลือ

         การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือเป็นวิธีง่าย ๆ ในการขจัดกลิ่นปาก เพราะน้ำเกลือจะเข้าไปช่วยชะล้างเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปากและคอออกไปได้มากขึ้น แต่ก็อย่าผสมน้ำเกลือจนเข้มข้นเกินไป ไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดผลเสียกับสุขภาพตามมาได้เหมือนกัน

7. เคี้ยวเปลือกส้มหรือเปลือกมะนาว

          กรดซิตริกในมะนาวมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับกรดในน้ำลายที่แม้จะเจือจางแต่ก็สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากได้ การนำเปลือกมะนาวหรือเปลือกส้มที่คั้นน้ำแล้วมาเคี้ยวสักครู่จะช่วยให้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นลดลงได้ แต่หลังจากเคี้ยวแล้วก็อย่าลืมบ้วนปากด้วยน้ำสะอาดด้วย เพราะเจ้ากรดชนิดนี้หากทิ้งไว้ในปากนาน ๆ ก็กัดกร่อนเนื้อฟันได้เหมือนกันค่ะ

8. รับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์ให้มากขึ้น

วิธีดับกลิ่นปาก

          ระบบขับถ่ายที่ผิดปกติ สามารถทำให้เกิดกลิ่นปากได้ เพราะเมื่อคนเราเกิดปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายอย่างเช่น ท้องผูก ก็จะทำให้ร่างกายไม่สามารถขจัดสารพิษในร่างกายออกไปได้หมด ส่งผลให้สารพิษตกค้างอยู่ในร่างกายและเกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ตลบอบอวลอยู่ในกระเพาะและลำไส้ และกลิ่นนั้นก็อาจจะขึ้นมาถึงระบบทางเดินอาหารส่วนบนขึ้นสู่ปากกลายเป็นกลิ่นปากเหม็นตุ ๆ ได้ การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์ อย่างเช่น โยเกิร์ต ให้มากขึ้นจะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ไม่มีสารพิษตกค้างในร่างกายและขจัดกลิ่นปากไปได้เช่นกัน

9. รับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีให้เพียงพอ

          กลิ่นปากบางครั้งก็มาจากการขาดสารอาหารบางชนิด อย่างเช่น สังกะสี เพราะสังกะสีนั้นมีคุณสมบัติในการกำจัดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคที่เป็นอันตราย การรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีอย่าง ฟักทอง โกโก้ และเครื่องในสัตว์ สามารถช่วยเพิ่มสังกะสีในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีความสามารถในการต่อสู้แบคทีเรียมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเรื่องระบบไหลเวียนของเลือดและป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีก ดีหลายทางแบบนี้ก็อย่าพลาดเด็ดขาด

10. เคี้ยวสมุนไพรหรือเครื่องเทศสด ๆ

สมุนไพร

          สมุนไพรและเครื่องเทศที่ว่านี้ก็ได้แก่ ใบพาร์สลีย์ โหระพา สะระแหน่ เพราะสมุนไพรเหล่านี้นอกจากจะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ช่วยให้กลิ่นปากหอมสดชื่นได้แล้ว สารคลอโรฟิลล์ที่มีในสมุนไพรก็ยังช่วยลดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วยล่ะ ปริมาณในการเคี้ยวก็ไม่ต้องเยอะมาก เพียงแค่กิ่งเล็ก ๆ ก็พอแล้วค่ะ แบบนี้ก็ไม่ต้องพึ่งพาลูกอมแล้วล่ะเนอะ

11. แปรงฟันบ่อย ๆ และหมั่นทำความสะอาดลิ้น

          เราได้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็กว่าควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าต้องการให้ช่องปากสะอาดมากขึ้นก็ควรแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหารสัก 15-30 นาทีจะดีที่สุด และถ้าเป็นไปได้ก็ควรทำความสะอาดลิ้นบ่อย ๆ เพราะคราบฝ้าขาว ๆ บนลิ้นก็เป็นตัวการทำให้เกิดกลิ่นปากได้เหมือนกัน

12. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง

          ถ้าการรับประทานอาหารเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปากก็ควรหันมาระมัดระวังในการรับประทานอาหารมากขึ้น เลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นแรง อาทิ กระเทียม ต้นหอม หรือของหมักดอง เท่านี้กลิ่นปากก็จะไม่มากวนใจแน่นอน

* วิธีป้องกันการเกิดกลิ่นปาก

          แม้ว่าเราจะมีวิธีดับกลิ่นปากที่ได้ผลชะงัดแล้ว แต่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุก็คงจะช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างถาวรกว่า ซึ่งเราสามารถป้องกันการเกิดกลิ่นปากได้ด้วยการไปพบทันตแพทย์ทุก ๆ 6 เดือน เพื่อตรวจสุขภาพฟัน เพราะอาการฟันผุ หรือคราบหินปูนก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ อีกทั้งยังควรแปรงฟันให้สะอาด บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากทุกครั้งหลังแปรงฟัน และใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขจัดเศษอาหารที่แปรงสีฟันขจัดออกไม่หมด ขณะที่ควรลด ละ เลิกสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปเลยจะดีที่สุด เท่านี้ก็หมดกังวลเรื่องกลิ่นปากที่เกิดจากสุขภาพฟันได้แล้ว

          เห็นไหมคะว่าเรื่องกลิ่นปากไม่ใช่เรื่องยากที่จะแก้ไข ใครที่ประสบปัญหาอยู่ก็ลองทำตามดู จะได้รู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้น ไม่ต้องคอยเอามือป้องปากเวลาคุยอีกต่อไป


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
webmd.com
foodmatters.tv
everydayhealth.com 


เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
12 วิธีดับกลิ่นปาก เปลี่ยนลมหายใจสุดอี๋ ให้กลายเป็นหอมสดชื่น อัปเดตล่าสุด 21 เมษายน 2563 เวลา 13:03:02 369,796 อ่าน
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
TOP