มะเร็งจิสต์ คืออะไร รู้จักโรคมะเร็งหายากที่ไม่ได้เกิดจากไลฟ์สไตล์ทั่วไป และแม้ออกกำลังกายก็อาจไม่สามารถป้องกันได้ มาลองเช็ก 6 อาการต้องสงสัยที่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคนี้ มะเร็งจิสต์ (GIST) อาจเป็นชื่อโรค ที่หลายคนไม่คุ้นหู เพราะไม่ได้พบบ่อยเหมือนมะเร็งกระเพาะอาหารหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วเป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดในระบบทางเดินอาหาร โรคนี้มักไม่ได้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินหรือการใช้ชีวิตโดยตรง และแม้จะพบมากในผู้ใหญ่วัยกลางคนขึ้นไป แต่คนอายุน้อยก็สามารถเป็นได้เช่นกัน ซึ่งหลายรายแทบไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้ก้อนเนื้อค่อย ๆ โตโดยไม่รู้ตัว แล้วมะเร็งจิสต์คืออะไร อาการมะเร็งจิสต์แบบไหนที่ควรสังเกตและไม่ควรมองข้าม มาทำความเข้าใจไปพร้อมกัน มะเร็งจิสต์ (Gastrointestinal Stromal Tumor: GIST) คือ เนื้องอกชนิดหนึ่งในระบบทางเดินอาหาร เกิดจากเซลล์พิเศษในผนังทางเดินอาหารที่เรียกว่า interstitial cells of Cajal ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ โดยก้อนเนื้อมักเจริญเติบโตอยู่ภายในผนังทางเดินอาหาร จึงอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก จนกว่าจะมีขนาดใหญ่ขึ้นหรืออยู่ในตำแหน่งที่ก่อให้เกิดความผิดปกติ ตำแหน่งที่พบมะเร็งจิสต์ได้บ่อยที่สุดคือ กระเพาะอาหาร (60%) รองลงมาคือ ลำไส้เล็ก (30%) และอาจพบได้ในบริเวณอื่นของทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้ใหญ่ หลอดอาหาร หรือทวารหนัก จัดเป็นมะเร็งที่พบได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับมะเร็งทางเดินอาหารชนิดอื่น มะเร็งจิสต์ส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว และไม่ได้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินหรือการใช้ชีวิตโดยตรง สาเหตุหลักเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน (Mutation) ภายในเซลล์เอง โดยยีนที่พบความผิดปกติบ่อยที่สุดคือ ยีน KIT (CD117) ซึ่งพบได้ประมาณ 75-80% ของผู้ป่วย และอีกส่วนหนึ่งพบการกลายพันธุ์ของยีน PDGFRA เมื่อยีนเหล่านี้เกิดการกลายพันธุ์ จะทำให้เซลล์สร้างโปรตีนที่ส่งสัญญาณกระตุ้นการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เซลล์แบ่งตัวผิดปกติ และก่อตัวเป็นเนื้องอกในระบบทางเดินอาหารในที่สุด แม้ส่วนใหญ่จะเป็นการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง (ไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม) แต่ก็มีส่วนน้อยมากที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการทางพันธุกรรมบางชนิด ดังนั้น แม้ว่าโรคนี้จะมักพบได้ในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ก็ยังสามารถพบในกลุ่มคนอายุน้อยได้เช่นกัน หากก้อนเนื้อมีขนาดเล็ก มักไม่แสดงอาการชัดเจน และหลายรายอาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการส่องกล้องหรือการตรวจสุขภาพ แต่เมื่อก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำคล้ายน้ำมันดิน แสดงว่ามีเลือดออกจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก ถ่ายอุจจาระเป็นสีแดง แสดงว่ามีเลือดออกจากลำไส้ใหญ่ รู้สึกไม่สบายบริเวณช่องท้อง โดยเฉพาะบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครง อาการนี้มักพบเมื่อก้อนมีขนาดค่อนข้างใหญ่แล้ว รู้สึกไม่อยากอาหาร กินได้น้อยลง อิ่มเร็วผิดปกติแม้รับประทานเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาจเกิดจากก้อนเนื้อไปเบียดพื้นที่ในกระเพาะอาหาร หรือเกิดจากร่างกายมีการอักเสบเรื้อรังจากโรค ทำให้ความอยากอาหารลดลงโดยไม่รู้ตัว เป็นผลจากการกินได้น้อยลง ร่วมกับการที่ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้นจากกระบวนการของโรค อาจเกิดจากภาวะโลหิตจาง เนื่องจากมีเลือดออกเรื้อรังเป็นเวลานาน ในกรณีที่ก้อนมีขนาดใหญ่แล้ว มักคลำพบก้อนแข็ง ๆ บริเวณท้องได้ หรือในคนที่ผอมมากก็อาจคลำพบก้อนได้ง่ายกว่าคนอื่น หากมีอาการที่น่าสงสัย แพทย์จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและประเมินระยะของโรค โดยอาจประกอบด้วย การส่องกล้องทางเดินอาหาร เพื่อดูลักษณะก้อนเนื้อและตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือ MRI ช่วยประเมินขนาดของก้อนเนื้อ ตำแหน่งที่แน่ชัด และดูว่ามีการลุกลามหรือแพร่กระจายหรือไม่ การตรวจ PET Scan ใช้ในบางกรณี เพื่อประเมินการทำงานของเซลล์มะเร็ง หรือใช้ติดตามผลการรักษา การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อยืนยันว่าเป็นมะเร็งจิสต์ โดยแพทย์จะนำตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ และอาจตรวจหาความผิดปกติของยีนเพิ่มเติม เป็นวิธีหลักสำหรับก้อนเนื้อที่ยังไม่กระจาย เป้าหมายคือการนำก้อนเนื้อออกให้หมดโดยไม่ให้ก้อนแตก เพราะถ้าก้อนแตก เซลล์มะเร็งจะฟุ้งกระจายในช่องท้อง มะเร็งจิสต์มักไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดแบบปกติ แต่ตอบสนองดีมากต่อยาที่เข้าไปยับยั้งโปรตีนจากการกลายพันธุ์ของยีน เช่น Imatinib (Gleevec), Sunitinib หรือ Regorafenib มะเร็งจิสต์เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนภายในเซลล์แบบสุ่ม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และส่วนใหญ่ไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว ดังนั้น ปัจจุบันจึงยังไม่มีวิธีป้องกันโรคนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำได้คือ หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย หากมีอาการ เช่น ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด ปวดท้องเรื้อรัง หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว ตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) หรืออัลตราซาวด์ช่องท้องในผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการ อาจช่วยให้ตรวจพบก้อนเนื้อขนาดเล็กได้ตั้งแต่ระยะแรก สรุปคือ แม้มะเร็งจิสต์จะไม่สามารถป้องกันการเกิดได้โดยตรง แต่ถือเป็นมะเร็งที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามุ่งเป้าได้ดี หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โอกาสควบคุมโรคหรือรักษาให้หายมีค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมะเร็งบางชนิด ดังนั้น การสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายและรีบพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของโรคและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมอเจด เปิด 5 ข้อที่ควรรู้ มะเร็ง GIST คืออะไร หลังคร่าชีวิต แมค รชต มะเร็งกระเพาะอาหาร อาการเริ่มต้นจากท้องอืด รู้ตัวช้าอาจระยะสุดท้ายแล้ว มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการระยะต่าง ๆ เป็นอย่างไร โรคร้ายจากไลฟ์สไตล์อันเร่งรีบ 10 อาหารต้านมะเร็งกระเพาะอาหาร กันไว้ก่อนโรคภัยถามหา ขอบคุณข้อมูลจาก : cancer.org, my.clevelandclinic.org, cancerresearchuk.org