โรคแมวข่วน คืออะไร มีอาการอย่างไร แม้แต่แมวที่เลี้ยงในบ้านก็แพร่เชื้อให้ทาสแมวได้โดยไม่รู้ตัว มาเช็กสัญญาณเตือน พร้อมวิธีรับมือและป้องกันอย่างถูกต้องกัน สำหรับคนรักแมวหรือทาสแมวทั้งหลาย บาดแผลถลอกเล็ก ๆ น้อย ๆ จากรอยเล็บหรือรอยฟันของเจ้าเหมียวอาจดูเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ประจำ แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจไป เพราะบาดแผลเพียงนิดเดียวก็อาจพาเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายจนกลายเป็น โรคแมวข่วน ที่ส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองบวมโตและมีไข้ตามมาได้ เรามาทำความรู้จักและระวังโรคนี้กันก่อน โรคแมวข่วน ภาษาอังกฤษคือ Cat Scratch Disease หรือ Cat Scratch Fever เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดกึ่งเฉียบพลันที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ มีสาเหตุหลักมาจากเชื้อแบคทีเรียแกรมลบชื่อ Bartonella henselae (B. henselae) พาหะสำคัญในการแพร่เชื้อระหว่างแมวด้วยกันคือ หมัดแมว โดยเชื้อจะซ่อนอยู่ในอุจจาระของหมัด เมื่อแมวเกา เลียตัว หรือใช้เล็บแต่งขน เชื้อจากหมัดจะติดอยู่บริเวณเล็บ เขี้ยว และน้ำลายของแมว ที่สำคัญคือ แมวที่เป็นพาหะมักไม่แสดงอาการป่วยใด ๆ (โดยเฉพาะลูกแมวหรือแมวอายุน้อย) ทำให้ทาสแมวไม่ทันระวังตัว มนุษย์สามารถติดเชื้อ Bartonella henselae จากแมวได้ผ่านช่องทางหลัก ๆ ดังนี้ ถูกแมวข่วนหรือกัด จนเกิดบาดแผลที่ผิวหนัง น้ำลายแมวมาสัมผัสถูกบาดแผลเปิดหรือรอยถลอกที่มีอยู่เดิม ใช้มือสัมผัสขนแมวที่มีเชื้อ แล้วนำมือมาถูตา ทำให้เกิดการติดเชื้อที่เยื่อบุตา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าโรคแมวข่วนสามารถแพร่ติดต่อจากคนสู่คนได้ในการใช้ชีวิตประจำวัน หลังได้รับเชื้อแบคทีเรียก่อโรคแมวข่วน อาจใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ในการแสดงอาการ หรือราว 3-14 วันหลังสัมผัสเชื้อ โดยอาการที่สังเกตได้ของโรคแมวข่วน มีดังนี้ มีตุ่มนูนแดง ตุ่มน้ำ หรือตุ่มหนองเล็ก ๆ บริเวณรอยข่วนหรือรอยกัด โดยมักเกิดขึ้นภายใน 3-10 วัน ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้บาดแผลบวมและกดเจ็บ เช่น หากถูกข่วนบริเวณมือหรือแขน ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือข้อพับอาจบวม ส่วนหากถูกข่วนบริเวณใบหน้า ต่อมน้ำเหลืองหน้าใบหูหรือใต้คางอาจโตขึ้น โดยอาการต่อมน้ำเหลืองบวมอาจอยู่นาน 2-8 สัปดาห์ หรือเป็นเวลาหลายเดือน มีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามข้อ กระดูก หรือกล้ามเนื้อ หากเชื้อสัมผัสบริเวณดวงตา อาจทำให้ตาแดง ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น สมองอักเสบ หรือเส้นประสาทตาอักเสบ โดยทั่วไป ถ้าเป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง ติดเชื้อไม่รุนแรง และไม่มีภาวะแทรกซ้อน โรคแมวข่วนสามารถหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ทั้งนี้ แพทย์อาจเน้นการรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้หรือบรรเทาอาการปวด และแนะนำให้ประคบอุ่นบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่บวมและปวด อย่างไรก็ตาม หากผู้ติดเชื้อเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ป่วยมะเร็ง ควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นประสาทตาอักเสบ ตับและม้ามโต เยื่อบุหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ หรือสมองอักเสบ โดยแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น สำหรับคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจพัฒนาไปสู่โรค Bacillary angiomatosis หรือ Bacillary peliosis ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของหลอดเลือดที่มากผิดปกติ ก่อตัวเป็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำตามอวัยวะและกระดูก รวมถึงเกิดตุ่มนูนขนาดใหญ่บนผิวหนัง หากถูกแมวกัดหรือข่วน อย่าชะล่าใจ แม้แผลจะดูเล็กน้อยก็ควรรีบทำความสะอาดและดูแลแผลอย่างเหมาะสม โดยสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ดังนี้ ล้างแผลทันที ด้วยน้ำสะอาดและสบู่ โดยให้น้ำไหลผ่านบาดแผลประมาณ 10-15 นาที เพื่อชะล้างน้ำลาย เชื้อโรค และสิ่งสกปรกออกจากแผล ทำความสะอาดรอบแผลด้วยแอลกอฮอล์ และอาจทายาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน ตามคำแนะนำในการใช้ยา ไปพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยักตามความเหมาะสม หมั่นสังเกตอาการของแผล หากมีอาการบวม แดง แผลขยายวงกว้าง มีหนอง มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน ต่อมน้ำเหลืองโตและเจ็บ หรือมีอาการปวดข้อ ปวดกระดูก และอ่อนเพลียผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ การดูแลสุขภาพของคน สัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เป็นอีกวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคแมวข่วน โดยควรปฏิบัติดังนี้ กำจัดหมัดและเห็บบนตัวแมวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและการแพร่เชื้อ เลี้ยงแมวในระบบปิด เพื่อป้องกันไม่ให้แมวสัมผัสหมัดหรือมีโอกาสต่อสู้กับแมวจรจัดนอกบ้าน ล้างมือทุกครั้ง หลังเล่น อุ้ม หรือสัมผัสตัวแมว หลีกเลี่ยงการแหย่หรือเล่นกับแมวแรง ๆ โดยเฉพาะลูกแมว เพราะอาจทำให้แมวตกใจและข่วนหรือกัดได้ หลีกเลี่ยงการสัมผัสแมวจรจัด โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่จำเป็นต้องตัดหรือถอนเล็บแมวเพื่อป้องกันโรค เพราะอาจทำให้แมวได้รับความเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น เพียงหมั่นตัดปลายเล็บและควบคุมหมัดอย่างเหมาะสมก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ เห็นแผลข่วนเล็ก ๆ อย่าเพิ่งประมาท เพราะโรคแมวข่วนซ่อนตัวอยู่ใกล้ชิดทาสแมวกว่าที่คิด แต่แค่เราหมั่นดูแลน้องเหมียวให้สะอาด กำจัดหมัดอย่างสม่ำเสมอ และระมัดระวังไม่เล่นแรง ๆ พร้อมล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัส เท่านี้ก็ช่วยให้เรากับเจ้าเหมียวอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยสบายใจแล้วล่ะ โดนแมวข่วนต้องฉีดยาไหม ควรระวังโรคอะไรบ้าง เชื้อราแมว ทาสแมวต้องระวัง ติดแล้วอาจเป็นโรคผิวหนัง คันไปทั้งตัว หนุ่มถูกแมวข่วน 6 วัน แต่กลับมีแผลปริศนาแบบไม่คุ้นมาก่อน จนรู้ว่าเป็นโรคแมวข่วน รู้จักโรคขี้แมวขึ้นสมอง ทาสกลุ่มไหนควรระวัง พร้อมวิธีป้องกันความเสี่ยง วัคซีนพิษสุนัขบ้า ฉีดล่วงหน้าป้องกันโรคกลัวน้ำได้ ขอบคุณข้อมูลจาก : กลุ่มควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข กรุงเทพมหานคร, สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย, clevelandclinic.org