โรคแมวข่วน ทาสแมวอย่าชะล่าใจ ! แผลเล็ก ๆ จากรอยข่วน อาจเสี่ยงติดเชื้อ

          โรคแมวข่วน คืออะไร มีอาการอย่างไร แม้แต่แมวที่เลี้ยงในบ้านก็แพร่เชื้อให้ทาสแมวได้โดยไม่รู้ตัว มาเช็กสัญญาณเตือน พร้อมวิธีรับมือและป้องกันอย่างถูกต้องกัน
โรคแมวข่วน

          สำหรับคนรักแมวหรือทาสแมวทั้งหลาย บาดแผลถลอกเล็ก ๆ น้อย ๆ จากรอยเล็บหรือรอยฟันของเจ้าเหมียวอาจดูเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ประจำ แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจไป เพราะบาดแผลเพียงนิดเดียวก็อาจพาเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายจนกลายเป็น โรคแมวข่วน ที่ส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองบวมโตและมีไข้ตามมาได้ เรามาทำความรู้จักและระวังโรคนี้กันก่อน

โรคแมวข่วน คืออะไร 
สาเหตุเกิดจากอะไร

          โรคแมวข่วน ภาษาอังกฤษคือ Cat Scratch Disease หรือ Cat Scratch Fever เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดกึ่งเฉียบพลันที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ มีสาเหตุหลักมาจากเชื้อแบคทีเรียแกรมลบชื่อ Bartonella henselae (B. henselae)

          พาหะสำคัญในการแพร่เชื้อระหว่างแมวด้วยกันคือ หมัดแมว โดยเชื้อจะซ่อนอยู่ในอุจจาระของหมัด เมื่อแมวเกา เลียตัว หรือใช้เล็บแต่งขน เชื้อจากหมัดจะติดอยู่บริเวณเล็บ เขี้ยว และน้ำลายของแมว ที่สำคัญคือ แมวที่เป็นพาหะมักไม่แสดงอาการป่วยใด ๆ (โดยเฉพาะลูกแมวหรือแมวอายุน้อย) ทำให้ทาสแมวไม่ทันระวังตัว

เชื้อจากแมวเข้าสู่ร่างกายคนได้อย่างไร

โรคแมวข่วน

          มนุษย์สามารถติดเชื้อ Bartonella henselae จากแมวได้ผ่านช่องทางหลัก ๆ ดังนี้ 

  • ถูกแมวข่วนหรือกัด จนเกิดบาดแผลที่ผิวหนัง
  • น้ำลายแมวมาสัมผัสถูกบาดแผลเปิดหรือรอยถลอกที่มีอยู่เดิม
  • ใช้มือสัมผัสขนแมวที่มีเชื้อ แล้วนำมือมาถูตา ทำให้เกิดการติดเชื้อที่เยื่อบุตา  

          อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าโรคแมวข่วนสามารถแพร่ติดต่อจากคนสู่คนได้ในการใช้ชีวิตประจำวัน

โรคแมวข่วน อาการเป็นอย่างไร 

          หลังได้รับเชื้อแบคทีเรียก่อโรคแมวข่วน อาจใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ในการแสดงอาการ หรือราว 3-14 วันหลังสัมผัสเชื้อ โดยอาการที่สังเกตได้ของโรคแมวข่วน มีดังนี้

  • มีตุ่มนูนแดง ตุ่มน้ำ หรือตุ่มหนองเล็ก ๆ บริเวณรอยข่วนหรือรอยกัด โดยมักเกิดขึ้นภายใน 3-10 วัน
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้บาดแผลบวมและกดเจ็บ เช่น หากถูกข่วนบริเวณมือหรือแขน ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือข้อพับอาจบวม ส่วนหากถูกข่วนบริเวณใบหน้า ต่อมน้ำเหลืองหน้าใบหูหรือใต้คางอาจโตขึ้น โดยอาการต่อมน้ำเหลืองบวมอาจอยู่นาน 2-8 สัปดาห์ หรือเป็นเวลาหลายเดือน
  • มีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยตามข้อ กระดูก หรือกล้ามเนื้อ
  • หากเชื้อสัมผัสบริเวณดวงตา อาจทำให้ตาแดง
  • ในกรณีที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น สมองอักเสบ หรือเส้นประสาทตาอักเสบ 

โรคแมวข่วน อันตรายไหม 
รักษาได้หรือเปล่า

          โดยทั่วไป ถ้าเป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง ติดเชื้อไม่รุนแรง และไม่มีภาวะแทรกซ้อน โรคแมวข่วนสามารถหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ทั้งนี้ แพทย์อาจเน้นการรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้หรือบรรเทาอาการปวด และแนะนำให้ประคบอุ่นบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่บวมและปวด

          อย่างไรก็ตาม หากผู้ติดเชื้อเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ป่วยมะเร็ง ควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นประสาทตาอักเสบ ตับและม้ามโต เยื่อบุหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ หรือสมองอักเสบ โดยแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น

          สำหรับคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจพัฒนาไปสู่โรค Bacillary angiomatosis หรือ Bacillary peliosis ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของหลอดเลือดที่มากผิดปกติ ก่อตัวเป็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำตามอวัยวะและกระดูก รวมถึงเกิดตุ่มนูนขนาดใหญ่บนผิวหนัง  

ปฐมพยาบาลอย่างไร เมื่อโดนแมวข่วนหรือกัด

โรคแมวข่วน

          หากถูกแมวกัดหรือข่วน อย่าชะล่าใจ แม้แผลจะดูเล็กน้อยก็ควรรีบทำความสะอาดและดูแลแผลอย่างเหมาะสม โดยสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ดังนี้

  • ล้างแผลทันที ด้วยน้ำสะอาดและสบู่ โดยให้น้ำไหลผ่านบาดแผลประมาณ 10-15 นาที เพื่อชะล้างน้ำลาย เชื้อโรค และสิ่งสกปรกออกจากแผล
  • ทำความสะอาดรอบแผลด้วยแอลกอฮอล์ และอาจทายาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน ตามคำแนะนำในการใช้ยา
  • ไปพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยักตามความเหมาะสม
  • หมั่นสังเกตอาการของแผล หากมีอาการบวม แดง แผลขยายวงกว้าง มีหนอง มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน ต่อมน้ำเหลืองโตและเจ็บ หรือมีอาการปวดข้อ ปวดกระดูก และอ่อนเพลียผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์

โรคแมวข่วน ป้องกันได้ไหม

          การดูแลสุขภาพของคน สัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เป็นอีกวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคแมวข่วน โดยควรปฏิบัติดังนี้

  • กำจัดหมัดและเห็บบนตัวแมวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและการแพร่เชื้อ
  • เลี้ยงแมวในระบบปิด เพื่อป้องกันไม่ให้แมวสัมผัสหมัดหรือมีโอกาสต่อสู้กับแมวจรจัดนอกบ้าน
  • ล้างมือทุกครั้ง หลังเล่น อุ้ม หรือสัมผัสตัวแมว
  • หลีกเลี่ยงการแหย่หรือเล่นกับแมวแรง ๆ โดยเฉพาะลูกแมว เพราะอาจทำให้แมวตกใจและข่วนหรือกัดได้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแมวจรจัด โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ไม่จำเป็นต้องตัดหรือถอนเล็บแมวเพื่อป้องกันโรค เพราะอาจทำให้แมวได้รับความเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น เพียงหมั่นตัดปลายเล็บและควบคุมหมัดอย่างเหมาะสมก็ช่วยลดความเสี่ยงได้
          เห็นแผลข่วนเล็ก ๆ อย่าเพิ่งประมาท เพราะโรคแมวข่วนซ่อนตัวอยู่ใกล้ชิดทาสแมวกว่าที่คิด แต่แค่เราหมั่นดูแลน้องเหมียวให้สะอาด กำจัดหมัดอย่างสม่ำเสมอ และระมัดระวังไม่เล่นแรง ๆ พร้อมล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัส เท่านี้ก็ช่วยให้เรากับเจ้าเหมียวอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยสบายใจแล้วล่ะ

บทความที่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อจากแมว

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
โรคแมวข่วน ทาสแมวอย่าชะล่าใจ ! แผลเล็ก ๆ จากรอยข่วน อาจเสี่ยงติดเชื้อ อัปเดตล่าสุด 18 สิงหาคม 2569 เวลา 12:05:43
TOP
x close