แม่ที่สูญเสียลูกชายเพราะดื่มแล้วขับ ปรารถนาให้ทุกคนกลับบ้านปลอดภัย

backhome
         
          ฉันได้รับมอบหมายให้เขียนเรื่องราวของคุณแม่คนหนึ่ง ที่สูญเสียลูกชายไปจากอุบัติเหตุ เพราะไม่ได้คาดเข็มขัดและมีอาการเมาจากการดื่มสุรา…เรื่องราวเหล่านี้เราได้ยินกันมานักต่อนัก และรู้ทั้งรู้ว่าในเนื้อข่าวจะต้องสรุปอย่างชัดเจนว่า “ผู้ขับขี่รถเอ๊ย…จงอย่าประมาท”

          เราจะบอกให้ทุกคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยว่าจงขับรถให้ปลอดภัย และคาดหวังว่าจะเป็นอย่างนี้ทุกครั้งได้อย่างไร อะไรคือการสร้างความตระหนักรู้เข้ากระดูกดำว่า “เมื่อเมาแล้วขับ ขาข้างหนึ่งของเราได้ก้าวไปสู่ใบอนุญาตยินยอมที่จะตายแล้ว"
backhome

          คุณแม่ผู้เข้มแข็ง ตุ้ม-ชุลีพร คูยิ่งรัตน์ บอกว่า  “มันก็ต้องเดินหน้าต่อ” ในวันที่น้องอาร์ม ลูกชายจากไปกว่าสองปีแล้ว เขาเสียชีวิตขณะอายุ 22 ปี เรียนอยู่ปี 4 คณะดุริยางค์ศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ…เด็กหนุ่มอนาคตไกล มีพรสววรค์ และเป็นดั่งเจ้าชายน้อย ๆ ของเธอ

          “แม่ได้รับโทรศัพท์ตอนตีห้าว่าลูกชายประสบอุบัติเหตุ หยิกตัวเองตลอดว่าขอให้ฝัน ๆ พอไปถึงหน้าห้องฉุกเฉินก็ฟาดตัวเองแรงที่สุด พอเจ็บก็ต้องยอมรับแล้วว่านี่ไม่ใช่ความฝัน คุณหมอเดินออกมาถามว่า “มีญาติมาไหมครับ” คุณหมอพูดแค่นั้นเราก็พอรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เลยถามคุณหมอไปว่า น้องหลับไปแล้วใช่ไหมคะ ช่วยเอาทุกอย่างที่รบกวนร่างกายของเขาออกที”

backhome

          เสียใจที่สุดแต่ก็ยังพยายามฝืนสู้ “ขอบคุณที่ลูกไม่ต้องทุกข์ทรมาน” นี่คือมุมมองที่พยายามจะมองบวกในวันที่เธอบอกว่าทุกข์ที่สุด ถามว่าช่วยได้ไหม ตอบเลยว่าช่วยไม่ได้หรอก แม่ที่ต้องมาเผาศพลูก…แต่สิ่งที่ต้องทำคือยอมรับความจริงแม้ว่ามันจะเจ็บปวด
 
          “เวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ คนที่เจ็บปวดที่สุดคือพ่อแม่ คุณไม่ได้เอาเฉพาะร่างกายของตัวเองไป แต่คุณเอาหัวใจของคนที่รักคุณไปด้วย มันเป็นการพลัดพรากที่ไม่มีการร่ำลา”

          เธอบอกว่าก่อนหน้านี้เพิ่งคุยกันสนุกสนาน และก็เหมือนกับคำพูดที่ว่า “ชีวิตเบาบางดุจขนนก” เพราะไม่กี่ชั่วโมงต่อมาลูกชายก็จากไปตลอดกาล


backhome

          “วันนั้นลูกดื่มหลังจากเล่นดนตรีเสร็จตอนตีหนึ่ง แล้วขับรถไปดอยสะเก็ด ดื่มต่อจนถึงตีห้า จากนั้นขับรถกลับบ้าน ปกติลูกเป็นคนดื่มตามมารยาท แต่วันนั้นเรียกได้ว่าดื่มดับเบิ้ลเลย”

          เหตุการณ์วันนั้นคือ ลูกชายขับปิกอัพบนถนนสองเลน ไม่มีเกาะกลางถนน ไม่มีไหล่ทาง เขาขับแซงขวาขึ้นเพื่อกะให้พ้น แต่ปรากฏว่าบีเอ็มคันหน้าก็หักหลบขวาเช่นกัน เพราะไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ร่างของเขาตกไปอยู่ตรงหลังรถ เสียชีวิตทันที

           “แม่จะบอกลูกตลอดว่า เวลาขับรถอย่าลืมคาดเข็มขัดนิรภัย และเขาก็คาดเข็มขัดทุกครั้ง วันนั้นคงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ เลยทำให้ลืมคาดเข็มขัด”

           “ปกติแล้วลูกเป็นคนมีระเบียบวินัย ขับรถได้นุ่ม มีมารยาทที่สุด แต่วันที่เกิดอุบัติเหตุ คุณแม่รู้เลยว่าสติสำคัญที่สุด”

           “สติในเสี้ยววินาที” คือคำที่เธอใช้ และอยากให้ทุกคนได้เรียนรู้อย่างจริงจังว่านี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุดยามอยู่หลังพวงมาลัย

          ผ่านไปสองปี ในวันที่เข้มแข็งขึ้นมาก คุณแม่ตุ้มร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ถ่ายทอดความรู้สึกลงในคลิป “กลับบ้านปลอดภัย” เพื่อบอกสิ่งที่เธออยากให้คนขับรถทุกคนรับรู้ และภาวนาอย่ามีใครต้องเป็นอะไรอย่างลูกชายเธอเลย

          เธอหวังว่าสิ่งที่ทำครั้งนี้ จะช่วยเตือนสติคนใกล้ ๆ ตัว และทุกคนให้กลับบ้านปลอดภัยในปีใหม่นี้ และอย่าลืมว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเสี้ยววินาทีจริง ๆ”

          คลิกชมคลิปได้ที่...


 
สองอย่างนี้ทำให้คนที่คุณรักกลับบ้านปลอดภัย...

     1. ไม่ดื่มเหล้า

          ดื่มแล้วขับ จะทำให้ความสามารถในการขับขี่ลดลง การตัดสินใจและการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินจะช้าลงกว่าปกติ 8 เท่า สายตาพร่ามัว ทัศนวิสัยในการมองเห็นโดยเฉพาะในช่วงกลางคืนลดลง จึงเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

     2. คาดเข็มขัดนิรภัย

          เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงโดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หากเกิดอุบัติเหตุ ตัวของผู้ขับขี่จะพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็ว ในลักษณะใกล้เคียงกับการตกจากตึกสูง ร่างกายส่วนบนจะกระแทกกับพวงมาลัย ศีรษะกระแทกกับกระจก ขาส่วนบนยันกับหน้าปัด เป็นเหตุให้ขาหักและกระดูกเชิงกรานเคลื่อน ทำให้ได้รับบาดเจ็บรุนแรง จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

          เข็มขัดนิรภัยยังช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ประสบเหตุหลุดออกนอกรถ เพราะหากหลุดออกนอกตัวรถจะทำให้มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่อยู่ในรถถึง 6 เท่า


ภาพและข้อมูลจาก


คิดอย่างไรกับเรื่อง: แม่ที่สูญเสียลูกชายเพราะดื่มแล้วขับ ปรารถนาให้ทุกคนกลับบ้านปลอดภัย ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
แม่ที่สูญเสียลูกชายเพราะดื่มแล้วขับ ปรารถนาให้ทุกคนกลับบ้านปลอดภัย โพสต์เมื่อ 22 ธันวาคม 2559 เวลา 15:54:50 5,260 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP