รีวิวเมื่อชะนีสุดขี้เกียจ อยากปั้นหุ่นแซ่บ สไตล์สาวออฟฟิศ อายุ 36 No Gym / NO Trainer

          อายุ 30+ อยากลดน้ำหนักไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองอ่านรีวิวนี้แล้วจะเข้าใจ...อย่าให้อายุเป็นอุปสรรคในการรักตัวเอง

          ถ้าส่องกระจกแล้วเห็นสารรูปตัวเองไม่ค่อยน่ามองเท่าไร หุ่นก็เผละ หน้าก็โทรม แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้ยังไง ลองอ่านประสบการณ์ลดน้ำหนักของคุณสมาชิกหมายเลข 3747687 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่มารีวิวลดน้ำหนักด้วยตัวเองตอนอายุ 36 ปี ก่อนไหมคะ อ่านจบแล้วเชื่อว่าเราจะรักตัวเองกันมากขึ้นเลยล่ะ

 

เมื่อชะนีออฟฟิศ สุดขี้เกียจ !! อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ปั้นหุ่นแซ่บ สไตล์สาวออฟฟิศ อายุ 36 (18+) 

No Gym / NO Trainer

โดยคุณสมาชิกหมายเลข 3747687

สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

          ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนนะคะว่า เราไม่ได้อ้วนมากถึงขนาดร้อยโล หนักสุด 60 โล แต่ตลอดชีวิตเราใช้วิธีการลดน้ำหนักที่ผิดมาตลอดค่ะ โดยการอดอาหาร กับกินยาถ่ายทุกวัน วันละเกือบจะ 10 เม็ด (สิ่งนี้ทำให้ปีที่แล้วเราต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการผ่าตัด แต่ขอไม่พูดถึงรายละเอียดนะคะ) น้ำหนักตัวเราสวิงมาก อ้วน ๆ ผอม ๆ จนร่างกายเผละ เนื้อเหลว หน้าตาไม่สดใส หมอง ๆ โทรม ๆ  

 

          ป.ล. กระทู้นี้อาจจะยาวเพราะอยากบอกอย่างละเอียด และมีรูปเซ็กซี่นะคะ  ใครไม่ชอบกดผ่านได้ค่ะ  ด่าได้แต่อย่าแรงนะคะ ถึงแก่แล้วแต่เค้าก็อ่อนไหวน้า

 

          สวัสดีค่ะ แนะนำตัวก่อนนิดนึง ชื่อ ไปร์ทนะคะ อายุเดือนนี้ 36 แล้วเลยคิดว่า เดือนเกิดอยากจะมาแชร์อะไรเผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้างไม่มากก็น้อยค่ะ แค่คนคนหนึ่ง เห็นว่าเป็นประโยชน์เราก็ดีใจมาก ๆ แล้วค่ะ

 

          ดูความเปลี่ยนแปลงก่อนนะคะ ตั้งแต่ Week 0 ที่เริ่ม start  ไปร์ทหนัก 55 kg. ถึง Week ที่ 11 หนัก 48 kg.

 

          เป้าหมายของหลาย ๆ คนอาจจะเป็นการลดน้ำหนัก แต่เป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ให้มาเป็น Healthy lifestyle อาจมีหลาย ๆ คนสงสัย ทำไมถึงอยากเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เรามาดูกันว่า ไลฟ์สไตล์ก่อนมาเป็น สาย Healthy lifestyle ของไปร์ทเป็นยังไงค่ะ

          1. ตอนเช้าไม่อยากตื่นไปทำงาน ตื่น 8 โมงเช้า เข้างาน 9 โมง ทุก ๆ เช้า ตื่นมาจะรู้สึกว่า ลางานดีไหมไม่อยากไปทำงาน

          2. ตอนเย็นถึงบ้าน สองทุ่มครึ่งทุกวัน นั่งเล่นเน็ตจนเที่ยงคืน แล้วนอน วนเวียนไปแบบนี้ทุกวัน

          3. ทานแต่อาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ ไม่ค่อยกินข้าว กินแต่ขนมถุง หนังไก่ทอดนี่ของชอบ กินน้ำหวาน กาแฟ วันละ 2-3 แก้วต่อวัน  ไม่ค่อยดื่มน้ำเปล่า ผัก-ผลไม้ไม่ต้องพูดถึง กินน้อยมาก

          4. นั่งทำงานทั้งวัน ลุกเดินแค่ไปห้องน้ำ กับไปกินข้าวกลางวัน

          5. ออกกำลังกายหรอ ??? บ้าหรออออ !!! จะเอาเวลาที่ไหน กลับบ้านเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว

          6. นอนเที่ยงคืน บางคืนก็ตีหนึ่ง

          7. พอน้ำหนักขึ้น สามารถอดข้าวได้เป็นสัปดาห์ ๆ กินแต่น้ำ เพื่อลดน้ำหนัก รวมทั้งกินยาถ่ายทุกวันวันละ 10 เม็ด

 

          แล้วชีวิตก็วนเวียนอยู่แบบนี้ จนอายุล่วงเลยมาถึง 36 ปี รู้สึกไม่ค่อยมีแรง หน้าโทรม ๆ ไม่มีชีวิตชีวา ไม่สดใส สภาพร่าง ณ ช่วงเวลาที่ใช้ชีวิต แบบนี้ “เผละ” โดยการอดอาหาร ไม่ออกกำลังกาย น้ำหนักขึ้น ๆ ลง ๆ อ้วน ๆ ผอม ๆ แต่หน้าท้องบวมตลอด

 

          เปลี่ยน – (Your life does not get better by CHANCE, It gets better by CHANGE)

           จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง อย่างที่บอกเลยค่ะ แต่ก่อน ถ้าน้ำหนักเราขึ้น เราจะอดข้าว สามารถอดได้ต่อเนื่องกันเป็นสัปดาห์ ๆ กินแต่น้ำ ตอนเด็ก ๆ ยังไม่ 30 มันก็ลดนะคะ อดวันนึง ลด 2 โล พอ 30+ เท่านั้นแหละค่ะท่านผู้ชมมม...อดข้าว 2 สัปดาห์ มันลด 1 โล  และตรงนี้แหละค่ะทำให้เราเริ่มรู้สึกว่า เราน่าจะมาผิดทาง นี่เราอดข้าว ถึง 2 สัปดาห์ มันต้องลดอย่างน้อย 3-5 โล ก็ยังดี นี่ลด 1 โล มันต้องผิดทางแน่ ๆ (เพิ่งมารู้ตอนหลัง ว่านี่คือร่างกายเข้าสู่ระบบเผาผลาญพัง)

 

          รวมถึงปีที่แล้ว ไปร์ทต้องเข้าโรงพยาบาล เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องนอนโรงพยาบาล เราเริ่มคิดว่าเราควรใส่ใจสุขภาพให้มากกว่านี้ เราเริ่มหาข้อมูลใน พันทิป, Google ว่ามันมีไหมวิธีที่ลดความอ้วนอย่างยั่งยืน มีความสุข สุขภาพดี เจอแต่กระทู้กินคลีน กับออกกำลังกาย ตอนนั้นก็ยังคิดนะคะว่า ไม่น่า...มันต้องมีวิธีอื่นสิ คิดว่าเราทำไม่ได้หรอก ไม่มีเวลา กินคลีนมันไม่อร่อย แพง มันน่าเบื่อ ทั้งที่ไม่เคยกิน ฮ่า ๆ ทำไม่ได้ ๆๆ บลา ๆๆๆ สารพัดข้ออ้าง

 

Fit Formula = Eat well 80% + Exercise 20%

          จนเราไปเจอ คลิป youtube ของนางแบบ Victoria Secrets ดูการใช้ชีวิตของนาง มามองดูชีวิตเรา เราเริ่มมีคำถามกับตัวเอง เราอยากเป็นคนที่เราเป็นตอนนี้ จริง ๆ เหรอ เรารักตัวเองจริง ๆ รึเปล่า ?? เราเกิดมาเพื่อ นั่ง ๆ นอน ๆ ทำงานซังกะตาย แล้วป่วยตายจากโลกนี้ไป คือชีวิตมันต้องเป็นอย่างนี้เหรอ แล้วคนรอบข้างเราส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตแบบนี้แทบจะ 80% !
 

          จบคำถาม เราบอกตัวเองเลยค่ะเราต้องเปลี่ยน และเราก็เริ่มทำในวันถัดมาเลยค่ะ เราไม่รู้หรอกนะว่าเราจะทำได้ไหม แต่เราไม่อยากมีชีวิตอย่างที่ผ่านมา เราอยากลองรักร่างกายของเราสักครั้ง สัปดาห์แรก ๆ ยากเหมือนกัน เพราะเหมือนเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน แต่พอผ่าน 2 สัปดาห์ไปแล้วร่างกายเริ่มชิน เริ่มรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ต้องฝืนแล้วค่ะ สิ่งแรกที่ทำคือ
 

          1. จากตื่น  8 โมงเช้า เป็นตื่น 6 โมงเช้า หลังจากตื่นจะดื่มน้ำ 1 แก้วใหญ่ แล้วออกกำลังกาย ประมาณ 15 นาที โดยเล่นหน้าท้องเป็นหลัก จากนั้นจะทำอาหารเช้าและอาหารกลางวันเพื่อเตรียมไปกินที่ออฟฟิศ แล้วค่อยอาบน้ำ แต่งหน้า แต่งตัว แล้วไปทำงานค่ะ 
 

          2. ตอนเย็น กลับมาถึงบ้านสองทุ่มครึ่ง ออกกำลังกายก่อนเลยค่ะ 30-45 นาที (เน้นขา/แขน) หลังจากออกกำลังกายเสร็จก็มาหั่นผัก หั่นไก่ เตรียมของไว้สำหรับทำอาหารพรุ่งนี้
 

          3. เข้านอน ห้าทุ่มถึงเที่ยงคืน จริง ๆ พยายามนอนก่อนห้าทุ่ม แต่ข้อนี้ทำยากจริง ๆ ค่ะ ถ้าทำได้จะดีมาก เพราะการนอนพักผ่อนสำคัญยิ่งกว่าการกินและการออกกำลังกายอีกค่ะ
 

          แล้วชีวิตก็วนเวียนลูปนี้มาได้ 3 เดือนแล้วค่ะ จะบอกว่าเดี๋ยวนี้เราไม่รู้สึกไม่อยากตื่นนอนมาทำงานแล้วค่ะ เพราะตอนนี้ชีวิตเรามีอย่างอื่นให้โฟกัส ไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างเดียว ทุกครั้งที่ตื่น เราจะคิดถึงการออกกำลังกาย กับการทำอาหาร เลยทำให้เราอยากตื่นมาออกกำลังกาย มาทำอาหารทุกวันเลย เราชอบมาออฟฟิศ เพราะไม่เปลืองน้ำที่บ้านเรา ฮ่า ๆ แบบดื่มน้ำเยอะมาก เราเพิ่งรู้ว่าเรารักการทำอาหาร เรามีความสุขกับการนั่งคิดว่า วันพรุ่งนี้เราจะทำอะไรกินดี มีความสุขกับการดูหุ่นตัวเองที่เปลี่ยนไปในแต่ละสัปดาห์ เราเริ่มรู้จักคำว่ารักตัวเองจริง ๆ ก็ตอนนี้

 

Insanity doing the same thing over and over again and expecting DIFFERENT results

          เกริ่นมาเยอะ คราวนี้มาดูวิธีการควบคุมอาหารและออกกำลังกายของเรากันเลยค่ะ
 

1. ตั้งเป้าหมาย (Dreams don’t come true Goal Do !!!)


          สิ่งแรกที่ต้องทำและสำคัญมาก หาหุ่นในฝันก่อนเลยค่ะ รูปนางแบบ หุ่น แบบที่เราอยากได้ ของไปร์ทคือคนนี้ค่ะ เราไม่อยากผอม เราอยากได้มีน้ำมีนวลมีความ Feminine อยู่ ฟิต ๆ มี กล้ามท้อง แบบคนในรูปนี้เลยค่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เริ่มต้นด้วยการ set goal นะคะ ถ้าเราไม่ set เราจะเดินสะเปะสะปะ เป้าของเราคือ เราต้องมีหุ่นแบบนี้ภายใน 6 เดือน

 

          ป.ล. เดี๋ยวตอนท้ายจะมาเฉลยนะคะว่า ผ่านมา 3 เดือน แล้ว หุ่นไปร์ทปัจจุบัน (Week 12) เปรียบเทียบกับหุ่นเป้าหมาย แล้วเป็นยังไงบ้าง ติดตามชมกันนะคะ
 

2. คำนวณ BMR & TDEE
 

          สิ่งที่สองที่ต้องทำ คำนวณพลังงานที่ใช้ต่อวันในภาวะร่างกายปกติ ด้วยสูตร BMR (พลังงานพื้นฐานในการใช้ชีวิต) และ TDEE (พลังงานที่คุณใช้ในแต่ละวัน)  เว็บนี้เลยค่ะ http://www.bt-50.com/app.php?app=calculate_bmr_tdee ของไปร์ทคำนวณได้ตามรูปข้างล่างเลยค่ะ ดังนั้นไปร์ทจะคุมแคลฯ ต่อวัน ให้อยู่ระหว่าง 1,300-1,500 ไม่เกินนี้ค่ะ ช่วงลดน้ำหนัก  ช่วงเมนเทน ไปร์ทกินอยู่ที่ 1,500-1,600

 

          https://www.healthline.com/nutrition/how-many-calories-per-day       
 

          ลิงก์นี้มีประโยชน์มาก ๆ ค่ะ จะคำนวณว่าเราควรจะกินเท่าไร เพื่อ maintain/lose/lose fast   ค่ะ ของไปร์ทคำนวณแล้วจะได้ตามรูปด้านล่างเลยค่ะ อันนี้น่าจะใช้ฐาน เป็น BMR นะคะในกรณีที่เราไม่ออกกำลังกายเลย แต่ถ้าเราออกกำลังกายด้วย ไปร์ทว่าเรากินให้แคลอยู่ระหว่าง BMR กับ TDEE จะดีที่สุดค่ะ

 

3. คุมอาหาร 80% (Eat for the body you want not the body you have)
 

          ไปร์ทเริ่มทำอาหารทานเอง เพราะควบคุมแคลอรีได้ง่ายกว่า และเพื่อสุขภาพด้วยค่ะ อาหารไม่คลีน 100% นะคะ เน้นอร่อย และมีประโยชน์ ไปร์ทไม่นับแคลฯ นะคะ แค่ประมาณเอา
 

          - ใช้น้ำมันสเปรย์

          - ใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาล

          - งดของทอด/ของหวาน

          - ลดเค็ม เพราะทำให้ตัวบวมน้ำ ไปร์ทไม่ค่อยซีเรียสเรื่องกินเค็มเท่าไร แก้ได้โดยการดื่มน้ำเยอะ ๆ แต่กินมาก ๆ ไม่ดี นะคะไตพัง

          - ใส่ใจเรื่องแคลอรีอาหารที่กินอย่าให้ต่ำกว่า BMR และสูงเกิน TDEE

          - กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

          - เลือกทานแป้งขัดสีดีกว่า

          - เลือกทานไขมันดีจากอัลมอนด์ อะโวคาโด เนยถั่ว ปลาแซลมอน

          - เปลี่ยนมากินอเมริกาโน่เย็นไม่ใส่น้ำตาล

          - ดื่มน้ำเยอะ ๆ ช่วยได้มากจริง ๆ ในเรื่องของการเผาผลาญและเรื่องผิว

          - ในช่วง 2 เดือนแรก ไม่มีชีทมีลเลยค่ะ และแนะนำคนที่เริ่มคุมอาหารว่าอย่าเพิ่งมีชีทมีลจะดีกว่าค่ะควรให้ร่างกายเคยชินกับการทานอาหารแบบเฮลธ์ตี้ก่อน ไม่งั้นโอกาสหลุดจะมีสูงมาก ๆ ค่ะ

          - ห้ามอดอาหารหรือกินน้อยกว่า BMR เด็ดขาดนะคะ เพราะโอกาสโยโย่สูงมากค่ะ

          - งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค่ะ แต่ไปร์ทดื่มบ้างนะคะ เสาร์-อาทิตย์ เวลาไปเดตค่ะ (ถึงโสด แต่คิวแน่นตลอดนะคะ ฮี่ ๆ)

 

Get fit in the gym Lose weight in the kitchen

          ตัวอย่างอาหารที่ทำค่ะ ไม่คลีน 100% นะคะ แต่สุขภาพดีทุกเมนู แน่นอนค่ะ - Eating well is a form of self-respect

 

          ชีวิตขาดหวานไม่ได้ ? ความหวานเราได้จากหลายแหล่งนะคะ จากกล้วย, อินทผาลัม, หญ้าหวาน, น้ำผึ้ง คิดจะกินหวาน กินหวานที่มาจากธรรมชาติ ไม่ผ่าน Process ดีกว่าค่ะ ไปร์ทดื่มโกโก้ร้อนทุกเช้า ใครว่า diet จะกินโกโก้ไม่ได้  (โกโก้มีประโยชน์มากนะคะ สิ่งที่ทำให้อ้วนคือน้ำตาล) โกโก้ของไปร์ทจะใช้นมอัลมอนด์ unsweetened + cacao unsweet powder รวมแล้วแก้วหนึ่งประมาณ 50 แคลฯ ค่ะ  แค่เลือกสักนิด ชีวิตก็เปลี่ยนค่ะ

 

           Snack – ต้องมีพกติดตัวตลอดค่ะ สำคัญมาก เพื่อป้องกันเวลาที่เราหิว เราจะได้หยิบพวกนี้เข้าปากค่ะ ถ้าไม่มีของพวกนี้โอกาสสูงมาก ที่เราจะไปกินของไม่มีประโยชน์เวลาหิว

 

          สรุป เรื่องอาหารนะคะอย่างที่บอกว่าลดความอ้วน อาหารที่เรากินสำคัญถึง 80% ไปร์ทเชื่อว่าคนที่อยากลดความอ้วนทุกคน อยากมีหุ่นดีตลอดไป ไม่ใช่ผอมอยู่ 1-2 เดือน แล้วอ้วนเหมือนเดิม ดังนั้นการอดอาหาร การกินอาหารที่คลีนเกินไป โดยที่เราไม่ได้มีความสุข มันไม่ยั่งยืน อยากให้คุณกินแบบมีความสุข แบบที่กินได้ทุกวันแบบไม่ทำร้ายร่างกาย ปรับให้มันเข้ากับตัวเราที่เราสามารถกินแบบนี้ได้ตลอดชีวิต โดยที่ไม่ฝืนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
 

          ตั้งแต่เรามาทานอาหารสุขภาพ ไม่คลีน 100% จากที่เคยคิดว่ามันไม่อร่อย เปลี่ยนเลยค่ะ  sandwich  ที่เราทำอร่อยมาก อิอิ เอาไปให้น้องที่ออฟฟิศกิน ติดใจกันทุกคน เลยทำให้เราคิดว่าอันนี้คือของหวานของเราค่ะ เราไม่เคยอยากกิน พวกเบเกอรี่ ขนมหวาน ที่น้ำตาลเยอะ ๆ อีกเลย สำหรับ ชีทเดย์ ส่วนใหญ่เราจะกินอาหารรสจัด ที่ปรกติไม่ได้กิน ส้มตำ ยำขนมจีน แบบรสจัด ๆ แต่ว่าของพวกนี้แคลฯ ต่ำนะคะ แต่ว่าไม่ค่อยดีกับสุขภาพ เราเลยถือเป็นชีทมีลของเรา
 

          ถ้าไปกินข้าวข้างนอก เราฟรีนะคะ คือกินอะไรก็ได้แต่ขอให้มีประโยชน์กับสุขภาพ ไม่เน้นแคลฯ สัปดาห์หนึ่งจะทานข้างนอก สัก 1-2 ครั้งค่ะ วันนั้นทั้งวันเช้า-กลางวันจะกินน้อย เพื่อให้แคลฯ ตอนเย็นมาบาลานซ์กัน

 

          Sandwich ของเรานะคะ นี่คือเมนูหลักอาหารเช้าของเราเลยค่ะ กินทุกวันไม่เคยเบื่อ

Whole wheat bread + Banana + Peanut Butter + Cinnamon + Granola + Cacao powder (ประมาณ 350 แคล)

4. ออกกำลังกาย 20%  (Exercise not only changes your body. It changes your mind, your attitude and your mood.)
 

          ไปร์ทออกกำลังกายที่บ้านเพราะเคยสมัครฟิตเนสรายปีประมาณ 20,000 บาท แล้วไปใช้แค่เดือนเดียวค่ะ แล้วก็ขี้เกียจไป รู้สึกเสียดายเงินมาก รู้สึกไม่เหมาะกับเรา เป็นคนที่ออกจากบ้านต้องแต่งตัว ดังนั้นกว่าจะออกกว่าจะไปถึงฟิตเนส มันเลยทำให้ขี้เกียจ คือเราไม่ได้ขี้เกียจออกกำลังกายนะ แต่เราขี้เกียจแต่งตัว ขี้เกียจอาบน้ำ ขี้เกียจเดินทางฝ่ารถติด โอ๊ะ...ทำไมขี้เกียจจัง ฮ่า ๆๆ เลยคิดว่าการออกกำลังกายที่บ้านน่าจะเหมาะกับเราที่สุด ใส่ชุดกาก ๆ ไม่ต้องอาบน้ำล้างหน้า ก็ออกกำลังกายได้ 55555
 

          ไปร์ทออกกำลังกายทุกเช้าหลังตื่นนอน ประมาณ 15 นาที และเย็นอีกประมาณ 30-45 นาที สัปดาห์ละ 5-6 วัน อุปกรณ์มีดัมเบลอันเดียวค่ะ ออกตามคลิปยูทูบ ด้วยความที่แต่ก่อนไปร์ทไม่ได้อ้วนมาก และไปร์ทควบคุมอาหารจริงจัง เลยไม่ได้คาร์ดิโอเลยค่ะ หุ่นที่ได้มาได้มาจากการบอดี้เวต อย่างเดียวเลย แต่สำหรับคนที่น้ำหนักเยอะมาก ๆ แนะนำให้คาร์ดิโอกับบอดี้เวตคู่กันนะคะ ผิวหนังจะได้ไม่ย้วย

 

          อันนี้เป็น AB Routine ที่ทำทุกเช้านะคะ อันนี้สำหรับ 5 Minutes Flat Stomach ทำ 2 รอบ ทุกวัน รับรองว่า หน้าท้องล่างจะบอกลาคุณค่ะ มันดีจริง ๆ มีอีกอันคือ Six-pack เดี๋ยวจะเอามาฝากวันหลังนะคะ

 

           สรุปนี่คือสิ่งทั้งหมดที่เปลี่ยน คือมันก็ไม่ยาก แต่มันก็ไม่ง่ายนะคะ แต่ถ้าทำได้มันคุ้มจริง ๆ ค่ะ สิ่งที่ต้องมีจริง ๆ คือความตั้งใจ วินัย และเป้าหมายต้องชัดเจน (เรารู้สึกนับถือทุกคนที่มาสาย healthy นะคะเพราะเรารู้ว่ามันไม่ง่ายจริง ๆ)  
 

          ถ้าคุณทำได้ ไปร์ทบอกเลยว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นทุกอย่างจริง ๆ ค่ะ คุณรู้ไหมคะ ว่าระบบเผาผลาญพัง มันเกิดจากอะไร เกิดจากเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของเราเค้าช่วยกันเซฟพลังงาน เพื่อให้คุณได้มีชีวิตรอดเพราะเค้าคิดว่าคุณกำลังจะตายเนื่องจากการอดอาหาร จึงทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายต่ำลง ร่างกายเค้ารักคุณขนาดนี้ กลัวคุณตายขนาดนี้ รักเค้ากันเถอะค่ะ คนแรกที่คุณควรดูแลคือ ร่างตัวคุณเอง ให้เค้าได้กินของดี ๆ เวลาที่เค้าหิว ให้เค้าได้นอนเวลาที่ง่วง พาเค้าไปออกกำลังกายจะได้แข็งแรงอยู่ด้วยกันไปนาน ๆ ถ้าคุณรักเค้าดูแลเค้าดี ๆ เค้าให้สิ่งดี ๆ กลับมามากมายแน่นอนค่ะ
 

          ข้อเสียเดียวตอนนี้ที่เห็นคือ หมดเงินกับเสื้อผ้าเยอะมากค่ะ ช้อปกระจายแบบ ฉันผอมแล้วจะใส่อะไรก็ได้อะเธอออออออออ
 

          แอ๊ะ !! เกือบลืม รูปเปรียบเทียบระหว่างหุ่นเป้าหมายกับหุ่นปัจจุบันของตัวเอง ครบ 3 เดือนแล้นนนนนน

 

I am busy getting my dream body

          ตอนนี้ไปร์ท หนัก 47 สูง 162

 

            อาจจะยังไม่เท่ากับเป้าหมาย แต่ว่าเราก็มาไกลพอสมควรค่ะ และก็จะควบคุมอาหาร และออกกำลังกายต่อไป เพราะมันคือ My fit lifestyle ค่ะ
 

            แถม ๆ วิวัฒนาการบิกินี่ของเราค่ะ ฮ่า ๆ อยากบอกว่า 2 รูปนี้น้ำหนักเท่ากันนะคะ 47 Kg. เห็นความแตกต่างไหม เราแค่อยากบอกว่า น้ำหนักน้อยไม่ได้หมายความว่าผอมนะคะ เพราะถ้ามีแต่ไขมัน ไม่มีกล้ามเนื้อ มันก็จะเผละ อย่างในรูปนั่นแหละค่ะ สมัยก่อนเราก็แปลกใจนะคะ ว่าเราก็ผอมนะแต่ทำไมเวลาถ่ายรูปมามันดูอ้วน ๆ บิดจนเอวจะหักก็ยังดูอ้วน ฮ่า ๆ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องบิดเลยค่ะถ่ายหน้า ถ่ายหลัง ถ่ายไงก็สวย คริคริ  

 

          สุดท้าย อยากฝากบอกว่า ไม่ว่าคุณจะอ้วนหรือจะผอม ความสุขมันอยู่ที่เราคิดนะคะ ถ้าคุณมองกระจก แล้วคิดว่าคุณสวย ไม่ว่าคุณจะอ้วนขนาดไหนคุณก็สวยค่ะ ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่สวยถึงคุณจะผอมเป็นนางแบบวิคตอเรีย ซีเคร็ทคุณก็ไม่สวยค่ะ แต่แค่อยากให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพน้า ร่างกายไม่มีอะไหล่เปลี่ยนนะคะ

 

Self-love is not selfish; you can’t truly love another until you know how to love yourself.

 

          จบแล้วค่ะ มือใหม่หัดเขียนครั้งแรก ผิดพลาดยังไงต้องขออภัยด้วยน้า ตั้งใจพิมพ์ทุกตัวอักษร

         หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ไม่มากก็น้อยนะคะ มีอะไรสงสัยถามในคอมเมนต์ได้เลยนะคะ ยินดีตอบทุกคำถามค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
คุณสมาชิกหมายเลข 3747687 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

 

เรื่องที่คุณอาจสนใจ
รีวิวเมื่อชะนีสุดขี้เกียจ อยากปั้นหุ่นแซ่บ สไตล์สาวออฟฟิศ อายุ 36 No Gym / NO Trainer โพสต์เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2561 เวลา 15:01:52 36,621 อ่าน
TOP