หมอเด็กเฉพาะทางออกมาไขคำตอบ หลังโลกออนไลน์แชร์เตือนยาแก้แพ้เร่งสมองเสื่อม แนะพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ควรใช้ยาอย่างเข้าใจและถูกต้อง ย้ำงานวิจัยที่ทำในผู้สูงอายุ สามารถแปลผลได้เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น

จากกรณีโลกออนไลน์ แชร์บทความจากคุณหมอท่านหนึ่ง
เตือนเกี่ยวกับยาแก้แพ้บางชนิดที่คนไทยคุ้นเคยและใช้กันเป็นประจำ
อาจเร่งให้สมองเสื่อมและเพิ่มความเสี่ยงอัลไซเมอร์โดยไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่มีผลกดระบบประสาท ทำให้เกิดอาการง่วงซึม มึนงง
ความจำถดถอย ไปจนถึงปัญหาปากแห้ง ปัสสาวะไม่ออก และท้องผูก
ซึ่งเข้าข่ายยาที่ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงตามเกณฑ์ทางการแพทย์ระดับสากล
เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 16 มกราคม 2569 นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ หมอเด็กเฉพาะทางโรคทางเดินหายใจและผู้ป่วยวิกฤต โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ในหัวข้อ "ถ้าลูกกินยาแก้แพ้อยู่ อย่าเพิ่งกังวลเรื่องสมองเสื่อม" โดยระบุว่า
กินยาแก้แพ้แล้ว “สมองเสื่อม” จริงไหม ? พ่อแม่หลายท่านอาจจะเห็นโพสต์หนึ่งผ่านตา แล้วเริ่มรู้สึกกังวลใจขึ้นมา โพสต์นั้นเขียนทำนองว่า การกินยาแก้แพ้เป็นประจำอาจเร่งสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ พร้อมกับมีการลิสต์รายชื่อยาไว้หลายตัว ซึ่งบางตัวลูกของเราก็กินอยู่จริง ๆ คำถามที่อินบ็อกซ์เข้ามามากที่สุดคือ แบบนี้ลูกจะสมองเสื่อมไหม ก่อนอื่นขอให้ใจเย็น ๆ กันก่อน เดี๋ยวขออธิบายให้ฟังเป็นประเด็น ๆ
สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ผลข้างเคียงจากยาไม่สามารถเอาข้อมูลจากทุกกลุ่มอายุมาเหมารวมกันได้ งานวิจัยบางชิ้นทำในผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถแปลผลได้เฉพาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าถ้ายานั้นมีผลข้างเคียงในผู้สูงอายุ จะต้องเกิดผลแบบเดียวกันในเด็กเสมอไป ในทางการแพทย์ เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก ๆ และผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่เด็กที่ตัวโต ดังนั้นผลข้างเคียงในเด็กต้องดูจากงานวิจัยที่ทำในเด็กโดยเฉพาะ
อีกประเด็นสำคัญคือ ยาแก้แพ้ไม่ได้เหมือนกันทุกตัว และไม่ได้มีความเสี่ยงเท่ากันทั้งหมด หัวใจของเรื่องนี้คือ ยาแก้แพ้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ซึ่งมีคุณสมบัติและผลข้างเคียงแตกต่างกันอย่างชัดเจน หากใครยังไม่เข้าใจเรื่องยาแก้แพ้ในเด็กว่ามีกี่กลุ่มและต่างกันอย่างไร แนะนำให้อ่านโพสต์ก่อนหน้านี้ประกอบกัน
ขอสรุปให้เข้าใจเป็น 5 ประเด็น ดังนี้
ข้อ 1 ยาที่ถูกพูดถึงในโพสต์นั้นมีอะไรบ้าง
ในโพสต์ที่หลายคนกังวล มีการพูดถึงยาแก้แพ้ทั้งหมด 6 ตัว ได้แก่ Diphenhydramine, Hydroxyzine, Chlorpheniramine, Dimenhydrinate, Cetirizine และ Loratadine ตรงนี้สำคัญมาก เพราะต้องแยกยาเหล่านี้ออกเป็น “กลุ่มเก่า” กับ “กลุ่มใหม่” ก่อน เนื่องจากความเสี่ยงไม่เท่ากัน
ข้อ 2 ยาแก้แพ้ 2 กลุ่มนี้ต่างกันชัดเจน
กลุ่มที่หนึ่งคือยาแก้แพ้รุ่นเก่า หรือ First-generation เป็นกลุ่มที่ทำให้ง่วง ยากลุ่มนี้ผ่านเข้าสมองได้ และมีผลข้างเคียงแบบ anticholinergic ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Diphenhydramine, Hydroxyzine, Chlorpheniramine และ Dimenhydrinate ฤทธิ์ anticholinergic ทำให้น้ำมูกแห้ง จึงมักถูกนำมาใช้ตอนเป็นหวัด แต่ผลที่ตามมาคือเสมหะเหนียว ไอออกยาก และการนอนหลับไม่มีคุณภาพ ในผู้สูงอายุมีข้อมูลชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่ายากลุ่มนี้อาจกระทบสมองในระยะยาว จึงไม่แนะนำให้ใช้
ในเด็ก ยังไม่มีข้อมูลว่ายาแก้แพ้รุ่นเก่าทำให้สมองเสื่อม แต่มีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง เช่น เสมหะเหนียว ไม่เหมาะกับเด็กเล็กหรือเด็กที่มีหลอดลมหรือปอดอักเสบ และทำให้ง่วงแต่รบกวนการนอนหลับลึก ปี 2024 มีงานวิจัยจากเกาหลีตีพิมพ์ในวารสาร JAMA พบว่าการใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่าในเด็กเล็กเพิ่มความเสี่ยงต่อการชัก โดยเฉพาะช่วงอายุ 6–24 เดือน ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานกำกับดูแลยาของสหรัฐฯ จึงแนะนำไม่ให้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นเก่าในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
ข้อ 3 แล้ว Cetirizine กับ Loratadine อันตรายไหม
ยาสองตัวนี้เป็นยาแก้แพ้รุ่นใหม่ หรือ Second-generation รวมถึงยาอื่น ๆ เช่น Desloratadine, Levocetirizine, Fexofenadine และ Bilastine ยากลุ่มนี้ถูกพัฒนามาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาของยาแก้แพ้รุ่นเก่า คือเข้าสมองได้น้อยมากและไม่มีฤทธิ์ anticholinergic จึงถือว่ามีความปลอดภัยสูงในเด็ก งานวิจัยปี 2020 ยืนยันว่า Cetirizine ปลอดภัยเมื่อใช้ในขนาดและช่วงอายุที่เหมาะสม ผลข้างเคียงที่อาจพบคือ ง่วงเล็กน้อยในเด็กบางราย และไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่บอกว่ายาแก้แพ้รุ่นใหม่ทำให้เด็กสมองเสื่อม
ข้อ 4 ยาทุกตัวมีผลข้างเคียงเสมอ
ไม่มียาตัวไหนปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ บางผลข้างเคียงเรารู้มานานแล้ว บางอย่างเพิ่งพบจากงานวิจัยใหม่ ๆ และยาที่วันนี้เราคิดว่าปลอดภัย ในอนาคตอาจมีข้อมูลใหม่ที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น หลักการใช้ยาที่สำคัญที่สุดคือ ต้องได้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง ก่อนให้ยาลูกทุกครั้ง ควรถามตัวเองว่า จำเป็นไหม ใช้เพื่ออะไร และมีผลข้างเคียงอะไรที่ต้องเฝ้าระวัง หากไม่แน่ใจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ข้อ 5 สรุปสั้น ๆ สำหรับพ่อแม่
ยาแก้แพ้รุ่นเก่า เช่น Chlorpheniramine, Brompheniramine, Diphenhydramine และ Hydroxyzine ไม่ได้ทำให้เด็กสมองเสื่อม แต่มีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง ไม่แนะนำในเด็กเล็กหรือเด็กที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง
ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ เช่น Cetirizine, Loratadine, Desloratadine, Levocetirizine, Fexofenadine และ Bilastine มีความปลอดภัยสูงในเด็ก ไม่มีข้อมูลว่าทำให้สมองเสื่อม โดย Cetirizine อาจทำให้ง่วงได้ในเด็กบางราย
สิ่งที่พ่อแม่ควรจำคือ ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ช่วยลดน้ำมูกจากภูมิแพ้ แต่ไม่ช่วยน้ำมูกจากหวัดติดเชื้อ ส่วนยาแก้แพ้รุ่นเก่าลดน้ำมูกได้เพราะเป็นผลข้างเคียง ซึ่งต้องแลกกับความเสี่ยง จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ
สรุปคือ ไม่ต้องกลัวเกินไป แต่ก็ไม่ควรใช้ยาโดยไม่เข้าใจครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า






