ทำความรู้จัก โรคไข้นกแก้ว หลังไทยพบผู้ป่วย 1 ราย กรมควบคุมโรคย้ำ เลี้ยงนกได้ แต่ต้องป้องกันให้ถูกวิธี

กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชน จนติดอันดับ 1 ข่าวที่ถูกมอนิเตอร์โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ประสานกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และยืนยันว่าเป็น "ข่าวจริง"
โรคไข้นกแก้วคืออะไร
โรคไข้นกแก้วเป็นโรคจากสัตว์สู่คน เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydophila psittaci ซึ่งพบในนกและสัตว์ปีกหลายชนิด เช่น นกแก้ว นกพิราบ เป็ด และไก่งวง คนสามารถติดเชื้อจากการสูดดมละอองฝอยที่มีเชื้อปนเปื้อนจาก มูลแห้ง ขน หรือสารคัดหลั่ง ของนก โดยเชื้อสามารถทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานถึง 30 วัน
การแพร่เชื้อระหว่างคนพบได้น้อย แต่หากป่วยและเลี้ยงนกแก้ว ควรแจ้งประวัติให้แพทย์ทราบ
กลุ่มเสี่ยงและอาการ
กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่ใกล้ชิดกับนกหรือสัตว์ปีก เช่น ผู้เลี้ยงนก สัตวแพทย์ และผู้ให้อาหารนก
อาการมักคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่
- มีไข้
- หนาวสั่น
- ปวดศีรษะ
- ปวดกล้ามเนื้อ
- ไอแห้ง
- ระยะฟักตัวประมาณ 4–5 วัน แต่อาจยาวนานกว่า 1 เดือนได้ โดยมีอัตราการเสียชีวิตต่ำ และมักพบในผู้สูงวัยหรือผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ภาพจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว
คำแนะนำสำหรับการเลี้ยงนกให้ปลอดภัย
- กักโรค 30 วันและตรวจสุขภาพนก ก่อนนำเข้าเลี้ยงรวม
- แยกนกเพื่อสังเกตอาการหากมีอาการผิดปกติ
- ทำความสะอาดกรงโดย สวมหน้ากากและถุงมือทุกครั้ง
- ไม่กวาดฝุ่นแห้ง ให้ฉีดน้ำพ่นก่อนทำความสะอาด
- ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ 1:32 หรือยาฆ่าเชื้อสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ
- วางกรงนกในที่อากาศถ่ายเท ไม่ควรเลี้ยงในห้องนอน
- ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสนกหรือทำความสะอาดกรง
- เปลี่ยนอาหารและน้ำวันละครั้ง
- หากนกป่วย ให้แยกออกและพาไปพบสัตวแพทย์

ภาพจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว
เมื่อใดควรพบแพทย์
หากมีอาการไข้ หนาวสั่น ไอแห้ง ปวดศีรษะ หรือเพิ่งสัมผัสสัตว์ปีกภายใน 1–2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์ และแจ้งประวัติการเลี้ยงหรือสัมผัสสัตว์ปีก เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง
กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลจากหน่วยงานทางการเท่านั้น และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ข่าวหรือส่งต่อข้อมูล





