รู้จัก โรคไข้กาฬหลังแอ่น ทำไมอันตรายถึงตาย เปิด 5 เรื่องน่ารู้ และสัญญาณเตือน

          โรคไข้กาฬหลังแอ่น ทำไมอันตรายถึงตาย หลังไทยพบผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว 3 ราย หมอเจด พาไปดู 5 เรื่องน่ารู้ พร้อมสัญญาณเตือน ยิ่งถึงมือหมอไว โอกาสรอดยิ่งมากขึ้น

โรคไข้กาฬหลังแอ่น

          โรคไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคติดต่อรุนแรง ที่มีการแพร่ระบาดในสหราชอาณาจักร ซึ่งกรมควบคุมโรคเผยถึงสถานการณ์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย และเสียชีวิต 3 ราย แต่ไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ ย้ำว่าเป็นโรคที่พบผู้ป่วยประปรายตลอดทั้งปี และไทยยังไม่เคยพบการระบาดใหญ่หรือระบาดเป็นกลุ่มก้อน แต่กรมควบคุมโรคยังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรครุนแรงและต้องรายงานตามกฎหมายนั้น 

          ล่าสุด (23 มีนาคม 2569) นพ.เจษฏ์ บุณยวงศีวิโรจน์ รอง ผอ.โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ออกมาเผยข้อมูลเกี่ยวกับ "โรคไข้กาฬหลังแอ่น" ผ่านเฟซบุ๊ก หมอเจด โดยระบุว่า ความน่ากลัวของโรคนี้คือ "ความเร็ว" เพราะจากแค่มีไข้ธรรมดา อาจกลายเป็นภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

          เพื่อความไม่ประมาท เรามาทำความเข้าใจโรคนี้ให้ลึกซึ้งผ่าน 5 หัวข้อหลัก ดังนี้ 

1. ทำไมถึงชื่อว่า "ไข้กาฬหลังแอ่น" ? ชื่อนี้มีที่มาที่น่ากลัวกว่าที่คิด

          ชื่อของโรคนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นการรวมลักษณะอาการเด่น 2 อย่างที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค คือ

          - "กาฬ" หมายถึง สีดำ หรือ รอยคล้ำ ในทางระบาดวิทยาโบราณมักใช้เรียกโรคที่ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ จากการที่เส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจำนวนมาก จนดูเหมือนเป็นปื้นสีม่วงหรือดำตามตัว

          - "หลังแอ่น" เกิดจากเชื้อเข้าไปอักเสบที่ "เยื่อหุ้มสมอง" (Meningitis) อย่างรุนแรง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอและหลังเกิดการเกร็งตัวอย่างหนัก ผู้ป่วยจะมีอาการคอแข็ง จนถึงขั้นหลังแข็งและเกร็งแอ่นไปข้างหลังโดยไม่รู้สึกตัว (Opisthotonus)

          เมื่อรวมกันจึงกลายเป็น "ไข้กาฬหลังแอ่น" ที่สะท้อนภาพผู้ป่วยที่มีจุดเลือดออกสีคล้ำตามตัวร่วมกับอาการเกร็งหลังแอ่น 

2. จุดเริ่มต้นของการระบาด และทำไมถึงกลับมาน่ากลัวในช่วงนี้ ?

          เชื้อตัวร้ายนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Neisseria meningitidis ซึ่งปกติแล้วมันอาศัยอยู่แบบเงียบ ๆ ใน "โพรงจมูกและลำคอ" ของมนุษย์ 

          พาหะที่ไม่มีอาการ : ที่น่ากลัวคือ มีคนประมาณ 10-20% ที่เป็น "พาหะ" คือมีเชื้อในคอแต่ไม่มีอาการอะไรเลย แต่สามารถแพร่เชื้อให้คนรอบข้างที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอได้

          ติดต่อกันได้อย่างไร ? : เชื้อนี้ไม่ได้ปลิวไปตามลมไกล ๆ แบบโควิด แต่มันติดต่อผ่าน "ละอองฝอยน้ำลาย" ในระยะใกล้ชิด (Close Contact) เช่น การไอ จาม การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การใช้ช้อนร่วมกัน หรือแม้แต่การจูบ

          ทำไมระบาดช่วงนี้ ? : มักพบการระบาดในที่ที่มีคนอยู่รวมกันแออัด เช่น ค่ายทหาร หอพักนักเรียน หรือในกลุ่มคนที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ระบาด (เช่น แถบแอฟริกาตะวันตก หรือเขตร้อนชื้น) เมื่อมีการเคลื่อนย้ายประชากรหรืออยู่ในที่แออัด เชื้อจึงมีโอกาสแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น 

โรคไข้กาฬหลังแอ่น

3. ระยะฟักตัวและสัญญาณเตือน : ใครบ้างที่ต้องรีบตื่นตัว ?

          หลังจากที่เราได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว เชื้อจะใช้เวลา "ฟักตัว" ประมาณ 2  - 10 วัน (เฉลี่ยคือ 3 - 4 วัน) ก่อนจะเริ่มสำแดงฤทธิ์

          อาการเริ่มแรก : จะเหมือนไข้หวัดเป๊ะ มีไข้ ปวดเมื่อยตัว ปวดหัว แต่สิ่งที่ต่างคือ "ความทรุด" มันจะเร็วมาก

          แล้วใครที่ต้องกังวล ? : ถ้าเกิดมีไข้ร่วมกับเพิ่งกลับจากพื้นที่ระบาด หรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ยืนยันว่าเป็นไข้กาฬหลังแอ่น รวมถึงกลุ่มคนที่ทำงานในสถานบันเทิงหรือที่แออัด ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

          จุดที่ต้องตื่นตัว : หากกินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลง หรือเริ่มมีอาการปวดหัวรุนแรงกว่าปกติที่เคยเป็นมา ให้สงสัยไว้ก่อนว่าไม่ใช่หวัดธรรมดา 

4. เช็กอาการ "แดง-ส้ม-ดำ" : สัญญาณอันตรายที่ต้องพุ่งไปโรงพยาบาลทันที !

          อาการของโรคนี้แบ่งออกเป็น 2 ทางหลักที่อันตรายพอกัน คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และ การติดเชื้อในกระแสเลือด สัญญาณที่คุณต้องสังเกตมีดังนี้ 

          4.1 จุดเลือดออกตามตัว (Petechiae) : เห็นเป็นจุดแดงเล็ก ๆ เหมือนเข็มหมุด หรือปื้นม่วง ๆ "ลองเอาแก้วใส ๆ กดทับดู ถ้ากดแล้วจุดไม่จางหายไป" นั่นคือสัญญาณของเลือดออกใต้ผิวหนังจากการที่เชื้อทำลายหลอดเลือด

          4.2 อาการทางระบบประสาท : คอแข็ง (ก้มคอให้คางชิดอกไม่ได้) ปวดหัวระเบิด แพ้แสงจ้า (ลืมตาไม่ได้) ซึมลง สับสน พูดจาวนไปวนมา

          4.3 ภาวะช็อก : มือเท้าเย็นจัดแต่ตัวร้อนจัด ชีพจรเต้นเร็ว หายใจหอบเหนื่อย ความดันตก

          ถ้าเห็นสัญญาณข้อใดข้อหนึ่ง อย่ารอถึงเช้า ! ต้องรีบส่งห้องฉุกเฉินทันที เพราะการรักษาช้าไปเพียง 1-2 ชั่วโมงอาจหมายถึงโอกาสรอดที่ลดลงอย่างมาก

5. แนวทางการรักษา : เมื่อถึงมือหมอ เขาช่วยเราอย่างไรบ้าง ?

          การรักษาไข้กาฬหลังแอ่นคือการแข่งกับเวลา โดยคุณหมอจะดำเนินการอย่างละเอียดดังนี้ :

          - การฆ่าเชื้อ (Antibiotics) : เมื่อสงสัยปุ๊บ หมอจะให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำทันที (เช่น Ceftriaxone) โดยไม่ต้องรอผลเพาะเชื้อ เพราะเชื้อตัวนี้ตายง่ายด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ต้องให้เร็วที่สุดก่อนที่มันจะหลั่งสารพิษจนอวัยวะล้มเหลว

          - การประคับประคองภาวะช็อก : หากคนไข้ความดันตก หมอจะให้สารน้ำทางน้ำเกลืออย่างเต็มที่ หรือใช้ยากระตุ้นความดัน เพื่อรักษาชีวิตของอวัยวะสำคัญ เช่น ไตและหัวใจ

          - การลดการอักเสบในสมอง : อาจมีการใช้ยาสเตียรอยด์ในบางกรณีเพื่อลดการบวมของสมองจากการอักเสบ

          - การแยกกักโรค : ผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้องแยกเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และ "คนที่ใกล้ชิดผู้ป่วย" จะต้องได้รับยาปฏิชีวนะกินเพื่อป้องกันโรค (Chemoprophylaxis) ตามคำแนะนำของแพทย์

          ไข้กาฬหลังแอ่นแม้จะดูน่ากลัวและรวดเร็ว แต่ "ป้องกันได้" ด้วยการรักษาสุขอนามัย ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น และ "รักษาหายได้" ถ้าเราช่างสังเกตและถึงมือหมอไว อย่าชะล่าใจว่าแค่เป็นไข้ธรรมดา หากมีอาการผิดปกติเพียงนิดเดียว การไปหาหมอคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด 

วิธีป้องกันตน จากโรคไข้กาฬหลังแอ่น 


          กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเอง ดังนี้

          - ให้ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า 
          - สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด
          - หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ จาม เนื่องจากโรคติดต่อผ่านละอองฝอย 
          - การใช้สิ่งของร่วมกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก หมอเจด, ช่อง 3


เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
รู้จัก โรคไข้กาฬหลังแอ่น ทำไมอันตรายถึงตาย เปิด 5 เรื่องน่ารู้ และสัญญาณเตือน โพสต์เมื่อ 23 มีนาคม 2569 เวลา 10:32:57 3,632 อ่าน
TOP
x close