ช้อปออนไลน์ บ่อย ๆ เคยสงสัยไหม ทำไมแค่กดของดองตะกร้าก็มีความสุขแล้ว หรือแม้แต่การรอของมาส่ง ก็ยังฟินกว่าตอนได้รับของแล้วจริง ๆ เรื่องนี้มีคำอธิบาย
เคยไหม... แค่เปิดแอปฯ ช้อปปิ้งออนไลน์ ขึ้นมาไถไล่กดสินค้าลงตะกร้าทีละชิ้น แล้วก็วางทิ้งไว้เฉย ๆ โดยไม่กดจ่ายเงินสักที หรือที่เรียกว่า ดองตะกร้า แค่นี้ก็ทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มเอมใจเล็ก ๆ ขึ้นมาในใจแล้ว ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนว่าเราเป็นคนเสพติดช้อปปิ้ง เสมอไปนะ แต่มีคำอธิบายทางสมองและจิตวิทยา รองรับอยู่อย่างน่าสนใจ
ทำไมถึงมีความสุข หลังกดของลงตะกร้า ?
ถึงจะเป็นการช้อปทิพย์ กดของใส่ตะกร้ารัว ๆ แต่ยังไม่จ่ายเงิน ก็ทำให้เรามีความสุขได้ทันที ด้วยเหตุผล 5 ข้อต่อไปนี้
1. สมองหลั่งโดพามีนตอนคาดหวัง แม้ยังไม่ได้สั่งของจริง
เมื่อกดของลงตะกร้า สมองจะหลั่งโดพามีน (Dopamine) สารเคมีแห่งความคาดหวังและรางวัลออกมา ทำให้รู้สึกตื่นเต้น อารมณ์ดีขึ้นทันที โดยสารเคมีชนิดนี้จะหลั่งมากที่สุดในตอนคาดการณ์ว่าจะได้รับรางวัล มากกว่าตอนได้รับจริง ๆ และยิ่งผลลัพธ์ไม่แน่นอนเท่าไหร่ เช่น ยังไม่รู้ว่าจะได้ของจริงหรือเปล่า หรือยังไม่ได้สัมผัสสินค้าจริงจนกว่าพัสดุจะมาถึง โดพามีนก็ยิ่งหลั่งแรงขึ้นเท่านั้น
โดยนักจิตวิทยาอธิบายว่า เพียงแค่เปิดดู เลื่อนหน้าจอ หรือเดินดูสินค้าเฉย ๆ ก็ส่งผลดีต่ออารมณ์ได้แล้ว เพราะการคาดหวังกระตุ้นโดพามีนให้พุ่งสูงขึ้น เราจึงรู้สึกเหมือนได้ให้รางวัลตัวเองโดยไม่ต้องเสียเงินจริง ผ่านกระบวนการจำลองความสุขในใจไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่แปลกที่จะกดเลือกของจนเต็มตะกร้า แล้วปิดแอปฯ ทิ้งไปโดยไม่ซื้ออะไรเลย
แต่หากใครตัดสินใจสั่งของจริง ความตื่นเต้นนี้ก็ยังลากยาวไปถึงช่วงรอพัสดุได้อีกด้วย เพราะระบบอยากได้ในสมองทำงานนานกว่าระบบพอใจหลังได้ครอบครองของจริง เราจึงมักรู้สึกตื่นเต้นระหว่างรอพัสดุมากกว่าตอนแกะกล่องเสียอีก ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับความสุขจากการวางแผนเที่ยวหรือรอวันพิเศษนั่นเอง
2. ปล่อยใจฝัน แบบตังค์อยู่ครบ
การกดของใส่ตะกร้าไม่ใช่ข้อผูกมัดใด ๆ เราจะใส่เป็นร้อยชิ้นแล้วลบทิ้งเมื่อไรก็ได้ สมองจึงกล้าปลดล็อกความรู้สึกอยากได้ออกมาอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินในกระเป๋ามาคอยเบรก ต่างจากการตัดสินใจซื้อจริงที่ต้องชั่งน้ำหนักเรื่องงบประมาณและความคุ้มค่า
การกดของใส่ตะกร้าจึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้เราจินตนาการถึงชีวิตที่ดูดีขึ้นเมื่อมีของชิ้นนี้ได้อย่างอิสระ ก่อนที่ความเป็นจริงเรื่องค่าใช้จ่ายจะเข้ามาแทรก พฤติกรรมนี้ก็คล้ายกับการที่เราเข้าไปกดดูบ้านหรูที่ไม่มีแผนจะซื้อ หรือจัดทริปท่องเที่ยวในฝันทั้งที่ยังไม่ได้จองจริง
3. เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของทางจิตใจ
เพียงแค่จินตนาการว่าได้ครอบครอง หรือเห็นของชิ้นเดิมวางอยู่ในตะกร้าทุกครั้งที่เปิดเข้าเว็บ ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกว่า นี่คือของฉันได้แล้ว
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่า สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคิดถึงตัวตน (Medial Prefrontal Cortex) จะทำงานมากขึ้นเมื่อเรามองสิ่งของที่ถูกนิยามว่าเป็นของเรา แม้จะเป็นเพียงในมิติของจินตนาการก็ตาม
นอกจากนี้ การศึกษาทางจิตวิทยาหลายชิ้นยังชี้ว่า แค่เราจินตนาการถึงการสัมผัสหรือใช้งานสินค้า ก็สามารถกระตุ้นความรู้สึกเป็นเจ้าของได้ใกล้เคียงกับการได้จับต้องของจริง เช่น เมื่อกดเครื่องสำอางลงตะกร้า สมองจะเริ่มนึกถึงภาพผิวที่เรียบเนียนที่เรากำลังจะได้ครอบครองในอนาคตไปเรียบร้อยแล้ว การช้อปปิ้งจึงทำให้เราเห็นภาพผลลัพธ์เชิงบวกได้อย่างชัดเจน
4. การได้เลือก คือการได้ควบคุมชีวิต
ในชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและไม่สามารถควบคุมได้ทุกเรื่อง การเลือกซื้อของเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่เราควบคุมได้เอง ตั้งแต่เลือกสินค้า เปรียบเทียบราคา กดใส่หรือลบออกจากตะกร้า ไปจนถึงเวลาส่ง ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนตัดสินใจ ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางใจ และลดความรู้สึกไร้อำนาจที่อาจสะสมอยู่โดยไม่รู้ตัว
สอดคล้องกับงานวิจัยในปี 2014 จาก Journal of Consumer Psychology ที่ระบุว่า ความเศร้ามักเชื่อมโยงกับความรู้สึกว่าเราขาดอำนาจในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์รอบตัว แต่เมื่อเราเลือกชมหรือซื้อสินค้า เท่ากับว่ากำลังได้ตัดสินใจและกำหนดผลลัพธ์ด้วยตนเอง ไม่ว่าการซื้อนั้นจะเป็นทางเลือกที่ดีหรือไม่ แต่ก็ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกว่าชีวิตยังมีบางอย่างที่เราควบคุมได้ และมีอิสระในตัวเอง ความรู้สึกเล็ก ๆ นี้ช่วยลดความเครียด และช่วยลดความรู้สึกเศร้าหรือหดหู่ลงได้ชั่วคราว
5. ฮีลใจและพักสมองจากความเครียด
สำหรับหลายคนการซื้อของไม่ใช่แค่ได้สิ่งของ แต่คือการบอกตัวเองว่า เราเหนื่อยมาเยอะแล้วก็ สมควรได้สิ่งดี ๆ บ้าง ความรู้สึกนี้คล้ายการปลอบโยนตัวเองในวันที่เหนื่อยล้า โดยเฉพาะในวันที่ขาดคำชื่นชม หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกมองเห็น การได้รับพัสดุจึงกลายเป็นสัญลักษณ์เล็ก ๆ ของการได้รับการใส่ใจ
อย่างไรก็ดี แม้จะไม่ได้สั่งซื้อ แต่เพียงแค่กดดูสินค้าไปเรื่อย ๆ ก็ช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น การจดจ่ออยู่กับหน้าจอที่เต็มไปด้วยสิ่งของสีสันสดใสและตัวเลือกมากมาย ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจชั้นดี ที่ช่วยตัดขาดเราจากความเครียดหรือความคิดวนซ้ำในชีวิตประจำวันได้ชั่วคราวด้วยนะ
ความสุขจากการช้อปปิ้งแบบไหนต้องระวัง
ทั้ง 5 ข้อที่ผ่านมาอธิบายความสุขที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ตอนที่เรายังไม่ได้ควักเงินสักบาท แต่ในความเป็นจริง หลายครั้งความสุขจากการคาดหวังก็นำไปสู่การกดสั่งซื้อจริงในที่สุด ทำให้โดพามีนสร้างความสุขให้เราต่อเนื่องไปถึงช่วงรอรับพัสดุ เพียงแต่ความตื่นเต้นนี้จางหายไปเร็วกว่าที่คิด เพราะพอพัสดุมาส่งถึงมือจริง ๆ ความฟินมักจะไม่พุ่งพล่านเท่ากับตอนที่เรานั่งเฝ้ารอ
จุดนี้เองที่กลายเป็นกับดัก ทำให้บางคนพยายามหาความตื่นเต้นนั้นซ้ำ ๆ ด้วยการกดสั่งของใหม่ไปเรื่อย ๆ ไม่หยุด โดยเฉพาะในวันที่เรามีอารมณ์ดิ่ง ๆ เช่น เครียด เหงา กังวล หรือรู้สึกแย่กับตัวเอง แล้วเลือกใช้การช้อปปิ้งเป็นทางออกเพื่อหนีจากความรู้สึกเหล่านั้น จนสุดท้ายต้องมานั่งเครียดกับปัญหาการเงินและรู้สึกผิดซ้ำซาก ดังนั้น ก่อนจะกดสั่งซื้อครั้งต่อไป ลองหยุดถามตัวเองสักนิดว่า เราซื้อเพราะอยากได้ของจริง ๆ หรือแค่อยากหนีความรู้สึกบางอย่างในใจกันแน่
เรื่องนี้ยังมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์รองรับด้วย เพราะเมื่อนักวิจัยลองใช้เครื่องสแกนสมอง (fMRI) ดูการทำงานของสมองในกลุ่มคนที่เสพติดการช้อปปิ้ง (Compulsive Shopping) พวกเขาพบว่า แค่คนกลุ่มนี้เห็นภาพห้างสรรพสินค้าหรือสิ่งของที่อยากได้ สมองส่วนที่ควบคุมความพึงพอใจก็ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงทันที ซึ่งกลไกนี้เป็นแบบเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในสมองของคนที่มีพฤติกรรมเสพติดสิ่งอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
เช็กสัญญาณเตือนเสพติดช้อปปิ้ง
ลองเช็กดูว่าเราเริ่มมีพฤติกรรมแบบนี้บ้างแล้วหรือเปล่า
- ช้อปเพื่อหนีความจริง : มักซื้อของเพื่อเยียวยาอารมณ์ดิ่ง ๆ หลีกหนีความเครียด ความเหงา หรือความกังวลใจ โดยจะรู้สึกมีความสุขและผ่อนคลายแค่เฉพาะตอนที่ได้ช้อปปิ้ง
- ซื้อมาดอง ไม่คิดจะใช้ : กดสั่งของเก่งทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้จำเป็น และไม่มีแผนจะหยิบมาใช้งานจริง ๆ ในชีวิตประจำวัน
- ชอบเอฟของซ้ำ ๆ : สั่งซื้อสินค้าประเภทเดิม ๆ หรือของแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนล้นบ้าน
- เสียเวลาไปกับโลกช้อปปิ้ง : หมดเวลาไปกับการไถหน้าจอ เลือกดู และสั่งซื้อของออนไลน์ จนกระทั่งเบียดบังเวลาที่ควรใช้ทำกิจกรรมสำคัญอื่น ๆ
- แฮปปี้แป๊บเดียว แต่รู้สึกผิดยาว : เกิดความรู้สึกผิด ละอายใจ หรือใจหายวาบเรื่องเงินเก็บขึ้นมาทันทีหลังจากกดชำระเงินไปแล้วบ่อยครั้ง
- เริ่มมีความลับ : ปิดบังยอดบัตรเครดิต ซ่อนสลิป หรือพยายามแอบซ่อนกล่องพัสดุที่มาส่งไม่ให้คนใกล้ตัวเห็น
- รู้ว่าควรหยุด แต่ห้ามใจไม่ได้ : พยายามควบคุมตัวเอง หรือตั้งใจจะลด ละ เลิกหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ทนเสียงเรียกร้องในใจไม่ไหวและกดสั่งซื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หากพบสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อาจเป็นตัวบ่งชี้ว่า เราควรหาโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตดูบ้าง โดยเฉพาะหากมีภาวะความเครียด ความวิตกกังวล หรือความเศร้าเป็นปัจจัยแฝงอยู่เบื้องหลัง
ความสุขจากการกดของใส่ตะกร้าหรือการได้เห็นพัสดุมาส่งไม่ใช่เรื่องผิด หากเราใช้มันอย่างรู้ตัวและไม่ปล่อยให้กลายเป็นทางออกเดียวของการเยียวยาใจ แต่หากความสุขชั่วครู่นี้เริ่มลุกลามจนสร้างความเดือดร้อนทางการเงิน หรือทิ้งความรู้สึกผิดไว้ในใจทุกครั้ง นั่นคือสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาต้องกดปุ่มหยุดพัก แล้วหันมาดูแลใจตัวเองอย่างจริงจังแล้วล่ะ
บทความที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยา
- Online Shopping Addiction อาการติดช้อปปิ้งออนไลน์ ที่หลายคนแอบป่วยอยู่
- สกุชชี่ คืออะไร ช่วยคลายเครียดได้จริงไหม ? ทำไมหลายคนบีบเพลินจนวางไม่ลง
- Cattrovert ศัพท์ใหม่ของคนชอบใช้เวลากับแมว เพราะฮีลใจได้มากกว่าอยู่กับคน !
- 5 เหตุผลที่เราชอบดูหนัง-ซีรีส์เรื่องซ้ำ ๆ แม้จะจำได้แทบทุกตอน !
- Grumpy Staying เบื่องาน แต่ไม่กล้าลาออก ใช่เราไหมที่ทำงานไปวัน ๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก : Psychology Today (1), (2), Cleveland Clinic, Scientific American, Time, BPS, ScienceDirect, Verytag






