ใครมีคนใกล้ตัวที่ติดเหล้า ติดยา หรือติดอะไรสักอย่างที่ทำร้ายตัวเองอยู่ น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี... คือมันทั้งเหนื่อย ทั้งกังวล แล้วก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยทุกครั้งที่เขาลำบาก
แต่เดี๋ยวก่อน ! รู้ไหมว่าบางทีสิ่งที่เราคิดว่า "ช่วย" เนี่ย จริง ๆ แล้วมันอาจกลายเป็นการซ้ำเติมให้เขาติดหนักขึ้นไปอีกโดยที่เราไม่รู้ตัว เขาเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า Enabling ง่าย ๆ คือการที่เราไปช่วยกันชนผลกระทบแทนเขา จนเขาไม่ต้องเจอความลำบากจากการกระทำของตัวเองเลย พอไม่เจอผลเสีย เขาก็ไม่มีแรงจูงใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองสักที ลองเช็กกันดูว่า 6 ข้อนี้ เราเผลอทำอยู่บ้างไหม
เช็กลิสต์ 6 ข้อ "ช่วยแบบผิด ๆ" ที่หลายคนทำโดยไม่รู้ตัว
1. หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องนี้ตรง ๆ
ไม่กล้าถามตรง ๆ ว่า "วันนี้ใช้ยาอะไรมาหรือเปล่า" หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้เมื่อเห็นสัญญาณผิดปกติ ส่วนใหญ่มาจากความกลัว กลัวทะเลาะกัน กลัวเสียความสัมพันธ์ กลัวถูกทำร้าย หรือบางครั้งก็เป็นเพราะโตมาในครอบครัวที่มีคนเสพติดอยู่แล้ว จนรู้สึกว่า "เรื่องแบบนี้พูดไปก็เท่านั้น" การเงียบแบบนี้คือการปฏิเสธความจริงรูปแบบหนึ่ง และปล่อยให้ปัญหาลุกลามต่อไปเรื่อย ๆ
2. โทร. ลางานให้
เขาเมาค้างมา ลุกไม่ไหว แล้วขอร้องให้เราช่วยโทร. ลาให้หน่อย เพราะกลัวเขาตกงาน เราก็ใจอ่อน... แต่พอทำแบบนี้บ่อย ๆ เขาก็จะรู้สึกว่า "อ๋อ ยังไงก็มีคนช่วยเคลียร์ให้อยู่ดี" แล้วก็ไม่กลัวผลที่จะตามมาเลย
3. ใจอ่อนให้ยืมเงิน
คนที่ติดยาเสพติดอะไรสักอย่างมักพูดจาโน้มน้าวเก่งมาก แบบ "เธอคือคนเดียวที่ช่วยเราได้" พอได้ยินแบบนี้ใครจะไม่ใจอ่อน แต่เงินที่เราให้ไปอาจกลายเป็นค่าซื้อของที่ทำร้ายเขาต่อนั่นแหละ
4. ช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่าง
นอกจากยืมเงินไม่คืนแล้ว บางครั้งเขายังขอให้เราช่วยจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ โดยอ้างว่าไม่มีเงินพอ การช่วยแบบนี้ทำให้เขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อการบริหารเงินของตัวเอง และยังเผลอเปิดทางให้เงินส่วนอื่นถูกนำไปใช้กับสิ่งเสพติดแทน
5. แกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เห็นเขาเปลี่ยนไปชัด ๆ จากคนร่าเริงกลายเป็นหงุดหงิดง่าย หน้าตาดูโทรม แต่พอมีคนถามก็รีบแก้ตัวแทนเขา หรือเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะไม่อยากยอมรับว่ามันแย่ลงจริง ๆ
6. พูดแล้วไม่ทำตามที่พูด
ตั้งกฎไว้ว่าจะจำกัดเวลาเล่นเกม จำกัดเงิน หรือขู่ว่าจะตัดขาดถ้าทำผิดซ้ำ แต่พอถึงเวลาจริงกลับใจอ่อนไม่ทำตาม การไม่รักษาคำพูดของตัวเองซ้ำ ๆ ทำให้เขารู้ว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่มีผลตามมาจริง
แล้วต้องทำยังไง ?
ข้อแรกเลยคือ อย่าโทษตัวเองที่เผลอทำแบบนี้มา เพราะทุกอย่างเกิดจากความรักล้วน ๆ แต่จากนี้ไปลองฝึกตั้งขอบเขตให้ตัวเองดูบ้าง แยกให้ออกระหว่าง "ช่วยเหลือ" กับ "รับผิดชอบแทน" แล้วปล่อยให้เขาได้เจอผลจากสิ่งที่ตัวเองทำบ้าง แม้ใจจะแอบเจ็บก็ตาม เพราะบางทีนั่นแหละคือจุดที่ทำให้เขาคิดได้จริง ๆ
และอย่าลืมดูแลใจตัวเองด้วยนะ เพราะการอยู่กับคนที่ติดอะไรสักอย่างนาน ๆ มันก็กัดกร่อนใจเราไม่น้อยเหมือนกัน ลองหาคนคุยหรือเข้ากลุ่มซัพพอร์ตสำหรับครอบครัวผู้เสพติดดูก็ได้
ถ้ารู้สึกว่ารับมือคนเดียวไม่ไหวจริง ๆ การพาคนที่เรารักไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้าสู่กระบวนการบำบัดในศูนย์ฟื้นฟูในไทย (Rehab Thailand) ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยได้ ทั้งตัวเขาเองและครอบครัวจะได้เรียนรู้วิธีรับมือกับเรื่องนี้อย่างถูกทาง แล้วค่อย ๆ กลับมาใช้ชีวิตปกติสุขไปด้วยกันได้
สุดท้ายแล้ว รักใครสักคนไม่ได้แปลว่าต้องแบกทุกอย่างแทนเขาเสมอไป บางทีการปล่อยให้เขาล้มบ้าง แล้วเราคอยอยู่ข้าง ๆ ให้กำลังใจ อาจเป็นความรักที่ช่วยเขาได้มากกว่าที่คิด






