โรคอีสุกอีใส เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แล้วรู้ไหม ป่วยอีสุกอีใสห้ามกินอะไร เคยเป็นอีสุกอีใสแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีกแล้วจริงหรือไม่ มาไขความเชื่อที่คนเข้าใจผิด ๆ กันมานานกันเลย !
![อีสุกอีใส อีสุกอีใส]()
ขอบอกว่า โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัยค่ะ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีสิทธิ์ติดเชื้อได้เช่นกัน
คนที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้วมักจะเป็นเพียงครั้งเดียว เพราะร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) หรือ Human herpes virus type 3 หลังจากติดเชื้อครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ในบางรายอาจมีโอกาสเป็นซ้ำได้ แม้จะพบไม่บ่อย โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันลดลง
คนส่วนใหญ่อาจจะเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วหายเองได้ภายใน 1-3 สัปดาห์ แต่กับบางคนอาจรักษาไม่หาย เพราะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น ซึ่งโรคแทรกซ้อนนั้นเกิดจากการติดเชื้อจากแผลที่เกิดขึ้นทั้งตัว จนทำให้มีอาการต่าง ๆ เช่น แก้วหูอักเสบ ปอดอักเสบ ตับอักเสบ หรือติดเชื้อในสมอง
ดังนั้น หากผู้ป่วยคนใดเป็นอีสุกอีใสแล้วมีอาการปวดหู หรือไอ หายใจเหนื่อย เจ็บหน้าอก ตาเหลืองตัวเหลือง (ดีซ่าน) ปวดศีรษะมาก ซึมลง อาการใดอาการหนึ่งหรือมากกว่า ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาเพิ่มเติม เพราะโรคแทรกซ้อนบางอาการอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย
ผักชีเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดงได้ แต่ความเชื่อที่ว่าใช้รักษาโรคอีสุกอีใสได้หรือไม่นั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ค่ะ จึงยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารักษาโรคนี้ได้ผลจริงหรือเปล่า
มีคนพูดเยอะเหมือนกันว่า ถ้าเป็นโรคอีสุกอีใสห้ามกินไข่ เพราะจะทำให้เป็นแผลเป็น แต่นี่เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะแพทย์ยืนยันมาแล้วว่า ไม่มีอาหารชนิดใดเป็นของแสลงกับโรคอีสุกอีใสเลย ผู้ป่วยสามารถกินอาหารได้ตามปกติ ซึ่งก็ต้องเป็นอาหารที่ถูกสุขลักษณะ คือต้องเป็นอาหารที่สุกแล้ว ไม่ใช่ของหมักดอง เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารที่ดีมีประโยชน์ไปสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อสู้กับเชื้อโรค
และจริง ๆ แล้ว ในช่วงที่เป็นอีสุกอีใสนั้น ผิวของเรายิ่งต้องการการดูแลบำรุงจากโปรตีนมากขึ้น เพราะฉะนั้น จึงต้องกินเนื้อ นม ไข่ และถั่วต่าง ๆ อันเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญไว้ด้วยค่ะ
ยาแอสไพรินนี่เป็นข้อห้ามสำคัญเลยค่ะ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการไรย์ (Reye\'s syndrome) ซึ่งเป็นความผิดปกติของสมองและตับ ทำให้มีอาการของสมองอักเสบร่วมกับตัวเหลืองจนเกิดอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้น หากมีไข้ขึ้นสูง ให้ทานยาพาราเซตามอลแทน ร่วมกับใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ เพื่อบรรเทาอาการไข้ค่ะ ที่สำคัญคือต้องพักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำเยอะ ๆ ด้วยจ้า

โรคอีสุกอีใส เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในเด็ก และแม้คนส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางรายก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ฟังดูแล้วน่ากลัวเหมือนกันนะคะกับโรคอีสุกอีใสนี้
แต่หลายคนอาจจะบอกว่า ไม่เห็นกลัวเลย ก็เราเคยเป็นโรคนี้มาแล้วตอนเด็ก ๆ
คงไม่มีทางติดเชื้อได้อีกแล้วล่ะ หรือบางคนอาจจะบอกว่าโรคนี้เป็นกับเด็ก ๆ เท่านั้น เราเป็นผู้ใหญ่แล้วคงไม่เป็นหรอก...
ถ้าคิดแบบนี้อยู่ขอให้ลบความคิดเดิม ๆ ออกไปได้เลยค่ะ
เพราะมีหลากหลายความเชื่อเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใสที่คุณเข้าใจผิดอยู่
แต่ก่อนอื่นมาสังเกตอาการของโรคอีสุกอีใสกันสักนิด
เช็กอาการอีสุกอีใส ติดต่อกันได้อย่างไร
อีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คน โดยสามารถแพร่เชื้อผ่านละอองฝอยจากทางเดินหายใจ เช่น การไอหรือจาม และจากการสัมผัสตุ่มน้ำใสบนผิวหนังของผู้ป่วยโดยตรง สามารถติดต่อได้ตั้งแต่ก่อนผื่นขึ้น 1-2 วัน จนกว่าตุ่มจะแห้งตกสะเก็ดหมด
อาการเริ่มต้นมักมีไข้ อ่อนเพลีย และมีผื่นแดง จากนั้นผื่นจะพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสที่มีอาการคัน ก่อนจะค่อย ๆ แห้งและตกสะเก็ด โดยผื่นอาจขึ้นหลายระยะพร้อมกันตามผิวหนัง อย่างไรก็ตาม หากตุ่มหรือแผลติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม อาจทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงและกลายเป็นแผลเป็นได้ ในขณะที่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวมหรือสมองอักเสบ
ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องอีสุกอีใส
1. โรคอีสุกอีใส เป็นแต่ในเด็กเท่านั้น โตแล้วคงไม่เป็นหรอก !
ขอบอกว่า โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัยค่ะ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็มีสิทธิ์ติดเชื้อได้เช่นกัน
2. โรคอีสุกอีใส เป็นแล้วจะไม่เป็นอีก จริงหรือ ?
คนที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้วมักจะเป็นเพียงครั้งเดียว เพราะร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) หรือ Human herpes virus type 3 หลังจากติดเชื้อครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ในบางรายอาจมีโอกาสเป็นซ้ำได้ แม้จะพบไม่บ่อย โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันลดลง
นอกจากนี้ หลังจากหายป่วยอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสยังคงแฝงตัวอยู่ตามปมประสาทของร่างกาย หากวันไหนเรามีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงหรือได้รับยากดภูมิ เชื้ออาจกลับมาก่อโรคอีกครั้งในรูปแบบของงูสวัด ซึ่งมักมีผื่นหรือตุ่มน้ำขึ้นเป็นแนวตามเส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหนัง
3. โรคอีสุกอีใส เป็นเองก็หายเองได้ จะไปฉีดวัคซีนป้องกันทำไม ?
คนส่วนใหญ่อาจจะเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วหายเองได้ภายใน 1-3 สัปดาห์ แต่กับบางคนอาจรักษาไม่หาย เพราะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น ซึ่งโรคแทรกซ้อนนั้นเกิดจากการติดเชื้อจากแผลที่เกิดขึ้นทั้งตัว จนทำให้มีอาการต่าง ๆ เช่น แก้วหูอักเสบ ปอดอักเสบ ตับอักเสบ หรือติดเชื้อในสมอง
ดังนั้น หากผู้ป่วยคนใดเป็นอีสุกอีใสแล้วมีอาการปวดหู หรือไอ หายใจเหนื่อย เจ็บหน้าอก ตาเหลืองตัวเหลือง (ดีซ่าน) ปวดศีรษะมาก ซึมลง อาการใดอาการหนึ่งหรือมากกว่า ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาเพิ่มเติม เพราะโรคแทรกซ้อนบางอาการอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย
4. ฉีดวัคซีนอีสุกอีใสไปแล้ว แสดงว่าจะไม่เป็นโรคนี้แล้วถูกไหม ?
โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยเข็มแรกควรฉีดเมื่ออายุ 12-18 เดือน และเข็มที่ 3 ให้ฉีดหลังห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน ส่วนเด็กโตที่มีอายุ 13 ปีขึ้นไป สามารถฉีดวัคซีนได้เช่นกัน จำนวน 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ถึงจะฉีดวัคซีนอีสุกอีใสแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นโรคนี้เลย เพราะวัคซีนไม่สามารถป้องกันได้ 100% โดยหากฉีดครบ 2 เข็ม วัคซีนสามารถป้องกันโรคได้ประมาณ 90-98% อย่างไรก็ตาม หากติดเชื้อขึ้นมาจริง ๆ อาการมักไม่รุนแรง มีตุ่มขึ้นไม่มาก และหายได้เร็วกว่า
นอกจากนี้ หลังจากเป็นอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสอาจแฝงตัวอยู่ในปมประสาทของร่างกาย และอาจกลับมาก่อโรคในภายหลังได้ในรูปแบบของงูสวัด โดยเฉพาะเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนอีสุกอีใสยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดงูสวัดในอนาคตได้
5. อาบน้ำต้มผักชีช่วยให้อีสุกอีใสหายไวจริงไหม ?
ผักชีเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดงได้ แต่ความเชื่อที่ว่าใช้รักษาโรคอีสุกอีใสได้หรือไม่นั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ค่ะ จึงยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารักษาโรคนี้ได้ผลจริงหรือเปล่า
6. ไข่ เป็นอาหารแสลงของโรคอีสุกอีใสใช่ไหม ?
มีคนพูดเยอะเหมือนกันว่า ถ้าเป็นโรคอีสุกอีใสห้ามกินไข่ เพราะจะทำให้เป็นแผลเป็น แต่นี่เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะแพทย์ยืนยันมาแล้วว่า ไม่มีอาหารชนิดใดเป็นของแสลงกับโรคอีสุกอีใสเลย ผู้ป่วยสามารถกินอาหารได้ตามปกติ ซึ่งก็ต้องเป็นอาหารที่ถูกสุขลักษณะ คือต้องเป็นอาหารที่สุกแล้ว ไม่ใช่ของหมักดอง เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารที่ดีมีประโยชน์ไปสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อสู้กับเชื้อโรค
และจริง ๆ แล้ว ในช่วงที่เป็นอีสุกอีใสนั้น ผิวของเรายิ่งต้องการการดูแลบำรุงจากโปรตีนมากขึ้น เพราะฉะนั้น จึงต้องกินเนื้อ นม ไข่ และถั่วต่าง ๆ อันเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญไว้ด้วยค่ะ
7. ไข้ขึ้นสูง สามารถกินยาแอสไพรินให้ไข้ลดเร็วได้ใช่ไหม ?
ยาแอสไพรินนี่เป็นข้อห้ามสำคัญเลยค่ะ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการไรย์ (Reye\'s syndrome) ซึ่งเป็นความผิดปกติของสมองและตับ ทำให้มีอาการของสมองอักเสบร่วมกับตัวเหลืองจนเกิดอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้น หากมีไข้ขึ้นสูง ให้ทานยาพาราเซตามอลแทน ร่วมกับใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ เพื่อบรรเทาอาการไข้ค่ะ ที่สำคัญคือต้องพักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำเยอะ ๆ ด้วยจ้า
ความเชื่อแต่ละข้อล้วนเป็นความเชื่อที่เราได้รับการบอกต่อมาทั้งนั้นเลยเห็นไหมคะ
แถมเรามักจะปฏิบัติตามด้วย แต่พอได้รู้อย่างนี้ ก็คงทำให้เพื่อน ๆ
เปลี่ยนความเข้าใจเสียใหม่แล้วเนอะ
บทความที่เกี่ยวข้องกับอีสุกอีใส
ขอบคุณข้อมูลจาก : womanplus, หมอชาวบ้าน, โรงพยาบาลวิภาวดี, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, กรมควบคุมโรค






