อีโบลา เจาะลึกไวรัสมรณะที่โลกหวาดกลัว


          อีโบลา เชื้อไวรัสมรณะที่คร่าชีวิตผู้คนในทวีปแอฟริกาจำนวนมาก โรคนี้กำเนิดอย่างไร ติดต่อได้ทางไหน และจะป้องกันตัวจากโรคอีโบลาได้อย่างไรบ้าง มาศึกษาไปพร้อมกันเลย

อีโบลา เชื้อไวรัสมรณะจากกาฬทวีป

          เมื่อปี 2557 เราคงเคยได้ยินข่าวเชื้ออีโบลาระบาดหนักในหลายประเทศในทวีปแอฟริกา รวมทั้งมีผู้ป่วยที่เดินทางไปกับเครื่องบินจากไลบีเรียแล้วไปเสียชีวิตที่ประเทศไนจีเรีย เช่นเดียวกับนายแพทย์จากเซียร์ราลีโอน ผู้รับได้การยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษในการต่อต้านเชื้อโรคอีโบลา ก็เสียชีวิตลงเพราะติดเชื้อเสียเอง ทำให้คนทั่วโลกตื่นตัวและเฝ้าระวังโรคนี้ เพราะเกรงว่าหากมีผู้ป่วยนั่งเครื่องบินโดยสารข้ามประเทศ อาจนำเชื้อมายังประเทศอื่นด้วย

          และล่าสุดในปี 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้วิกฤตการณ์ อีโบลา ซึ่งแพร่ระบาดในสาธารณรัฐคองโก จัดเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) ซึ่งเป็นระดับการแจ้งเตือนสูงสุดที่ WHO สามารถทำได้ ภายหลังจากเชื้ออีโบลาคร่าชีวิตประชาชนในคองโกไปกว่า 1,600 ชีวิต และล่าสุดพบว่าเชื้อได้เริ่มแพร่กระจายเข้าสู่เมืองโกมา (Goma) เมืองใหญ่ที่สุดของคองโก [อ่านข่าว ประกาศภาวะฉุกเฉินโลก อีโบลา ระบาดรอบใหม่ คร่า 1,600 ชีวิตในคองโก]

อีโบลา
ภาพจาก Thaipbs

          วันนี้ เราขอนำข้อมูลของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลามาฝากกัน เพื่อความเข้าใจและแนวทางการปฏิบัติตัวในการรับมือโรคอย่างถูกต้องหากต้องเดินทางไปทวีปแอฟริกาค่ะ

เชื้ออีโบลา คืออะไร

          เชื้อไวรัสอีโบลา เป็นกลุุ่มโรคไข้เลือดออกชนิดหนึ่ง มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า "ซาร์อี อีไบลาไวรัส" (Zaire ebolavirus) ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นตามพื้นที่ที่พบว่ามีการระบาดของโรคเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2519 คือใกล้กับลุ่มแม่น้ำอีโบลา ในประเทศซาร์อี (ปัจจุบันคือสาธารณรัฐคองโก) แต่อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถระบุแหล่งต้นตอที่เป็นรังของเชื้ออย่างแน่ชัดได้

          รูปร่างของเชื้อไวรัสอีโบลา หรือ EBOV VP30 (Ebola Virus VP30) มีลักษณะเป็นเส้นด้ายในกลุ่มฟิโลไวรัส เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 80 นาโนเมตร ยาวได้มากถึง 1,400 นาโนเมตร แบ่งออกเป็น 5 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่ร้ายแรง ได้แก่  สายพันธุ์ซูดาน สายพันธุ์ซาร์อี และสายพันธุ์บันดิบูเกียว
 
เชื้ออีโบลา
ภาพประกอบจาก lindaikeji

เชื้ออีโบลา ระบาดอย่างไร

          การระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาหรือโรคไข้เลือดอีโบลา มีลักษณะแพร่เชื้อจากคนสู่คนผ่านทางการรับหรือสัมผัสของเหลวจากร่างกายผู้ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นเลือด น้ำลาย น้ำมูก เหงื่อ สารคัดหลั่งต่าง ๆ ตลอดจนเชื้ออสุจิ รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ราวจับประตู ลูกบิดประตู ปุ่มลิฟต์ ตลอดจนการสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อไวรัสดังกล่าว โดยเชื่อว่าค้างคาวผลไม้ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ชาวแอฟริกานิยมจับทำอาหาร เป็นพาหะในการแพร่เชื้อ

          อย่างไรก็ดี เมื่อมีข่าวการระบาดของโรคอีโบลา ก็ยังมีการเฝ้าระวังผู้โดยสารที่เดินทางด้วยเครื่องบินลำเดียวกับผู้มีเชื้อด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังถือได้ว่ามีโอกาสติดเชื้อต่ำ เนื่องจากเชื้ออีโบลาไม่ติดต่อกันทางอากาศที่หายใจร่วมกัน

อีโบลา

 เชื้ออีโบลา อาการเป็นอย่างไร

          โรคอีโบลามีระยะฟักตัว 2-21 วัน โดยอาการสามารถแสดงได้ตั้งแต่วันแรกเริ่มจากมีไข้สูงเฉียบพลัน เริ่มจากมีไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั้งตัว เจ็บคอ ตามมาด้วยอาการท้องเสีย อาเจียน มีผื่นนูน มีเลือดออกตามเยื่อบุของร่างกาย เช่น เยื่อบุตา ภายในช่องปาก รวมทั้งเลือดออกที่อวัยวะภายใน มีอาการผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง การทำงานของตับและไตล้มเหลว ช็อก ผู้ติดเชื้อมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 50-90%

          ทั้งนี้ อาการในระยะแรกเริ่มของโรคมีลักษณะคล้ายคลึงกับอาการป่วยด้วยโรคชนิดอื่น ๆ เช่น ไข้มาลาเรีย ท้องร่วง ไข้หวัด ไข้เลือดออกจากไวรัสอื่น ๆ ทำให้ระบุโรคได้ล่าช้า

เชื้ออีโบล่า
ภาพประกอบจาก ทวิตเตอร์ @‏MorningNewsTV3

เชื้ออีโบล่า
ภาพประกอบจาก ทวิตเตอร์ @‏MorningNewsTV3

เชื้ออีโบล่า
ภาพประกอบจาก ทวิตเตอร์ @‏MorningNewsTV3


เชื้ออีโบลา การรักษาต้องทำอย่างไร

          ในปัจจุบันยังคงไม่มีทั้งวัคซีนป้องกันและยารักษาเชื้ออีโบลาโดยเฉพาะ ทำได้เพียงรักษาไปตามอาการด้วยการให้น้ำและเกลือแร่ทดแทน รวมทั้งให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดในช่วงแรก เพื่อป้องกันเลือดจับเป็นลิ่มในหลอดเลือด จากนั้นจึงให้ยาช่วยการแข็งตัวของเลือดในระยะที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการเลือดออก

อีโบลา

เชื้ออีโบลา ในประเทศไทย

         ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศกำหนดให้โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่ออันตรายที่จะต้องเฝ้าระวังและดำเนินการอย่างเข้มข้น ซึ่งกรมควบคุมโรคได้ติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีรายงานผู้ป่วยในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2561 และได้เตรียมพร้อมทั้งการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ในประเทศไทย ไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาแต่อย่างใด

อีโบลา

มาตรการเฝ้าระวังเชื้ออีโบลาในประเทศไทย

          แม้ประเทศไทยจะมีความเสี่ยงในการพบเชื้อต่ำ แต่กระทรวงสาธารณสุข ได้เฝ้าระวังและป้องกันโรค ด้วยมาตรการหลัก ซึ่งดำเนินการมาอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ดังนี้

          1. ติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าจากองค์การอนามัยโลก เฝ้าระวังผู้ป่วยโดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือคนไทยที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ทั้งในด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ในโรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน และในชุมชน คัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคทั้งที่ด่านควบคุมโรคที่สนามบิน ด่านทางน้ำและด่านพรมแดนทางบก

          2. เตรียมความพร้อมในการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งไทยได้รับความร่วมมือจากสหรัฐฯ ในการตรวจวิเคราะห์เชื้อไวรัสชนิดนี้ 

          3. มาตรการดูแลรักษา หากมีผู้ป่วยที่มีอาการในข่ายสงสัย โดยใช้มาตรฐานเดียวกับการดูแลผู้ป่วยโรคติดต่อที่มีอันตราย เช่น ไข้หวัดนก โรคซาร์ส ซึ่งโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศมีความพร้อมอยู่แล้ว

         นอกจากนี้การเฝ้าระวังโรคติดต่ออันตรายในระดับพื้นที่ ทางกรมควบคุมโรค จะมีการให้ข้อมูลข่าวสารกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ตลอดจนสื่อสารไปยังอาสาสมัครสาธารณสุข กรณีพบความผิดปกติ เช่น พบเห็นผู้ที่มาจากประเทศที่มีการระบาดของโรค แล้วมีอาการไม่สบาย เป็นไข้ให้รีบแจ้งมาที่กรมควบคุมโรค หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

          สำหรับประชาชนทั่วไป หากจะเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

         1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า ทั้งที่ป่วยหรือไม่ป่วย

         2. หลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์ป่าที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะสัตว์จำพวกลิง หรือค้างคาว หรืออาหารเมนูพิสดารที่ใช้สัตว์ป่าหรือสัตว์แปลกๆ มาประกอบอาหาร

         3. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง เช่น เลือดจากผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยที่อาจปนเปื้อนกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือศพ

         4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย หากมีความจำเป็นให้สวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกายและล้างมือบ่อย ๆ

         5. หากมีอาการเริ่มป่วย เช่น มีไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย ภายหลังกลับจากประเทศที่มีการระบาด ให้รีบพบแพทย์ทันที


***หมายเหตุ : อัปเดตข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลจาก


 
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
อีโบลา เจาะลึกไวรัสมรณะที่โลกหวาดกลัว โพสต์เมื่อ 30 กรกฎาคม 2557 เวลา 17:07:23 9,221 อ่าน
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
TOP