ครีมลดรอยแผลเป็น ยี่ห้อไหนดี ไอเทมที่ช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นจากสิว แผลถลอก แผลจากความร้อน หรือแผลผ่าตัดให้ดูจางลงได้ มาดูกันว่าควรเลือกซื้อแบบไหน และมีข้อควรระวังในการใช้อย่างไรบ้าง เชื่อว่าทุกคนต้องเคยมีบาดแผล ไม่ว่าจะมาจากมีดบาด รอยข่วนของสัตว์เลี้ยง น้ำร้อนลวก แผลเป็นจากสิว หรือเกาจนเป็นแผล ทว่าเมื่อแผลหายดีแล้วก็มักจะทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้รู้สึกกังวลใจไม่น้อย จึงต้องมองหาครีมลดรอยแผลเป็น หรือ ยาทาแผลเป็น มาช่วยลดรอยดำ รอยแดง ให้ผิวกลับมาเนียนสวยใกล้เคียงเดิม ซึ่งผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มีหลากหลายสูตรและหลากหลายยี่ห้อจนเลือกไม่ถูกว่า ครีมลดรอยแผลเป็น ยี่ห้อไหนดี ถ้าอย่างนั้นวันนี้เรามาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับครีมทาแผลเป็นไว้เป็นแนวทางในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวและลักษณะแผลของแต่ละคนกันดีกว่า รอยแผลเป็น (Scar) คือผลลัพธ์จากกระบวนการซ่อมแซมตนเองตามธรรมชาติของร่างกาย ภายหลังที่ผิวหนังได้รับความบาดเจ็บหรือความเสียหายจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อุบัติเหตุ การผ่าตัด แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือการเกิดสิว เป็นต้น ในกระบวนการนี้ ร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาเพื่อประสานบาดแผลให้ปิดเข้าหากันและเติมเต็มช่องว่างที่เกิดขึ้น โดยเนื้อเยื่อส่วนนี้จะมีองค์ประกอบหลักคือคอลลาเจน อย่างไรก็ตาม หากกระบวนการซ่อมแซมมีความไม่สมดุล อาจส่งผลให้เกิดรอยแผลเป็นในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น มีสีเข้มหรือสีแดงผิดปกติ, แผลเป็นนูน หรือแผลคีลอยด์ (Keloid) ซึ่งทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวไม่เรียบเนียนเสมอกับผิวโดยรอบ ทั้งนี้ ลักษณะของรอยแผลเป็นจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ ความลึกของบาดแผล การดูแลรักษาหลังการเกิดแผล พันธุกรรม และตำแหน่งที่เกิดแผล โดยรอยแผลเป็นบางประเภทอาจค่อย ๆ จางหายไปได้เองตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา รอยแผลเป็นสามารถจำแนกออกได้หลายชนิด โดยแต่ละชนิดมีลักษณะและสาเหตุการเกิดที่แตกต่างกัน ดังนี้ แผลหดรั้ง : เป็นรอยแผลที่เกิดจากการประสานกันของคอลลาเจนอย่างผิดปกติ ทำให้เกิดการดึงรั้งผิวหนังอย่างรุนแรง มักพบในแผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวกอย่างรุนแรง และอาจส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากแผลเป็นลุกลามเข้าไปในบริเวณข้อต่อ กล้ามเนื้อ หรือเส้นประสาท แผลบุ๋ม : คือแผลที่มีลักษณะเป็นหลุม รอยบุ๋มโค้งมน หรือร่องตื้น ๆ บนผิวหนัง ส่วนใหญ่มักเกิดบนใบหน้า เช่น รอยแผลเป็นจากสิว เนื่องจากเกิดการสูญเสียเนื้อเยื่อคอลลาเจนและความยืดหยุ่นของผิวหนังในบริเวณนั้น แผลนูน : เกิดจากการผลิตคอลลาเจนมากเกินไป ทำให้เกิดความนูนแข็งขึ้นมาเหนือระดับผิวหนังเดิม แม้จะมีความนูน แต่โดยทั่วไปมักไม่ขยายขอบเขตเกินจากบริเวณบาดแผลเดิม และมีแนวโน้มที่จะยุบตัวลงหรือมีขนาดเล็กลงได้เองเมื่อเวลาผ่านไป แผลคีลอยด์ : เป็นรอยแผลที่นูนและลอยตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนเหนือผิวหนังแตกต่างจากแผลนูน โดยแผลคีลอยด์จะมีการขยายตัวและแพร่กระจายออกไปนอกขอบเขตของบาดแผลที่ได้รับบาดเจ็บในตอนแรก ซึ่งอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวได้ แผลเป็นรอยแตกลาย : เกิดขึ้นเมื่อผิวหนังขยายตัวหรือหดตัวอย่างรวดเร็ว มักพบบริเวณหน้าท้อง ต้นขา และต้นแขน โดยเฉพาะในระหว่างการตั้งครรภ์ หรือหลังจากการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว การดูแลรอยแผลตั้งแต่ระยะแรกมีผลอย่างมากต่อความจางของแผลในระยะยาว โดยวิธีเหล่านี้ช่วยให้รอยแผลหายไวขึ้น ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) อย่างสม่ำเสมอ และปล่อยให้แผลหายตามกระบวนการธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ เกา หรือดึงสะเก็ดแผล แม้ว่าจะมีอาการคัน เพื่อป้องกันการอักเสบและการสร้างเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ ป้องกันไม่ให้รอยแผลสัมผัสกับแสงแดดจัดโดยตรง และควรทาครีมกันแดดที่มี SPF สูงบริเวณรอยแผลเป็นเสมอ เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) อาจกระตุ้นให้รอยแผลเป็นมีสีเข้มขึ้นและหายช้าลง ควรรับประทานอาหารที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิว เช่น โปรตีน : ไข่, นม, เนื้อปลา เพื่อเป็นวัตถุดิบในการสร้างคอลลาเจน วิตามินซี : ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม สับปะรด หรือตระกูลเบอร์รี กรดไขมันไม่อิ่มตัว : เช่น น้ำมันมะกอก ถั่วเปลือกแข็ง อะโวคาโด เพื่อช่วยลดการอักเสบ เติมความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยการดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน และทาครีมบำรุงเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวบริเวณรอบแผลอย่างสม่ำเสมอ ใช้ผลิตภัณฑ์ลดรอยแผลเป็น เช่น ครีมหรือเจลทาลดรอยแผล เพื่อช่วยบำรุงผิวบริเวณบาดแผลและส่งเสริมให้กระบวนการฟื้นฟูผิวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครีมลดรอยแผล หรือยาลบรอยแผลเป็น เป็นสามารถใช้เพื่อดูแลรอยแผลเป็นทั่วไปในระยะเริ่มต้นและระยะที่ไม่แข็งตัวมากนัก (ไม่เกิน 6 เดือน) เช่น แผลบาด แผลข่วน แผลถลอก รอยแผลจากการผ่าตัด แผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รวมถึงรอยดำ-รอยแดงหลังการอักเสบ รอยแผลเป็นที่สีผิวไม่สม่ำเสมอ รอยแผลใหม่ที่ปิดสนิทแล้ว โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิดที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวบริเวณรอยแผลเป็น เช่น ซิลิโคน (Silicone) / CPX (Cyclic and Polymeric Siloxanes) ช่วยเคลือบผิวบริเวณแผลเป็นให้เกิดฟิล์มบาง ๆ เพื่อลดการสูญเสียน้ำและควบคุมความชุ่มชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดและป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นนูน วิตามินอีและวิตามินซี มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสร และช่วยบำรุงผิวให้ดูเรียบเนียนขึ้น ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) คือ วิตามินบี 3 ชนิดหนึ่ง ที่มีบทบาทช่วยลดรอยแดงและรอยดำหลังการเกิดแผล รวมถึงช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว สารสกัดจากหัวหอม (Allium Cepa) เป็นส่วนผสมที่ได้รับความนิยมในการช่วยดูแลและลดเลือนรอยแผลเป็น สารสกัดจากใบบัวบกและว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณช่วยปลอบประโลมและบรรเทาอาการระคายเคืองของผิว เลือดมังกร (Dragon's Blood) เป็นยางไม้สีแดงที่มีคุณสมบัติช่วยสมานแผล ต้านการอักเสบ มิวโคโพลีแซ็กคาไรด์โพลีซัลเฟต (Mucopolysaccharide Polysulfate หรือ MPS) มีคุณสมบัติช่วยให้รอยแผลเป็นนุ่มลง ใช้ได้ทั้งแผลเป็นทั่วไปและแผลนูน AHA (Alpha Hydroxy Acids) เช่น Glycolic Acid หรือ Lactic Acid ใช้เพื่อผลัดเซลล์ผิวชั้นบนอย่างอ่อนโยน ช่วยลดความหยาบกร้านของรอยแผลเป็น ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น และช่วยให้รอยดำจางลง สารให้ความชุ่มชื้น เช่น ไฮยารูลอน (Hyaluronic Acid) จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อย่างล้ำลึก ส่วนผสมเหล่านี้จะทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวบริเวณแผลเป็น ทำให้ผิวที่แข็งตึงมีความนุ่มลง และช่วยสนับสนุนกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ ซึ่งส่งผลให้สีผิวบริเวณรอยแผลเป็นดูสม่ำเสมอและจางลง อย่างไรก็ตาม หากเป็นรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ แผลเป็นนูนมาก แผลคีลอยด์ หรือแผลที่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการดูแลรักษาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ลดรอยแผลเป็นที่มีประสิทธิภาพ ควรพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งลักษณะของรอยแผลเป็น ส่วนผสม เนื้อสัมผัส รวมถึงความปลอดภัยในการใช้งาน เลือกตามลักษณะของรอยแผลเป็น แผลที่มีรอยแดง : เช่น แผลบาด แผลข่วน มักเกิดในช่วงแรกหลังแผลปิดแล้ว ควรเลือกครีมสูตรที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบและบรรเทาการระคายเคือง เช่น สารสกัดจากใบบัวบก, ว่านหางจระเข้, สารสกัดหัวหอม, วิตามินอี หรือสูตรซิลิโคน ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและปรับสีผิวให้ดีขึ้น แผลที่มีรอยคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ : คือแผลเก่าที่เปลี่ยนสีแล้วจากการสัมผัสแดดหรือผิวสร้างเม็ดสีมากเกินไป จึงควรเลือกครีมที่มีส่วนผสมของวิตามินซี หรือไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) ซึ่งช่วยลดรอยดำ รอยแดง ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ แผลถลอกเล็ก ๆ : แผลประเภทนี้ปิดเร็ว ไม่จำเป็นต้องใช้สูตรเข้มข้นสูง สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเจลที่ซึมซาบไว มีส่วนผสมของวิตามินอี หรือว่านหางจระเข้ ก็เพียงพอ แผลที่เกิดจากความร้อน : ควรเลือกสูตรที่ปราศจากน้ำหอมเพื่อลดความเสี่ยงการแพ้ และมีส่วนประกอบที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นสูง เช่น ว่านหางจระเข้, ไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) เพื่อช่วยให้ผิวนุ่มและกักเก็บน้ำได้ดี หรือใช้ซิลิโคนเพื่อช่วยให้เนื้อแผลเรียบขึ้น แผลนูน แผลเป็นแข็ง แผลคีลอยด์ : ต้องเน้นผลิตภัณฑ์กลุ่มซิลิโคน (ทั้งแบบเจลและแผ่น) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดการสร้างคอลลาเจนส่วนเกิน รักษาสภาพแวดล้อมที่ชุ่มชื้นใต้แผ่นฟิล์ม และควรมีส่วนผสมที่ช่วยลดการอักเสบร่วมด้วย เลือกจากเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีหลายแบบ เช่น เนื้อเจล : บางเบา เกลี่ยง่าย ซึมไว ทาแล้วไม่เหนอะหนะ เหมาะสำหรับแผลขนาดเล็ก คนที่มีผิวมัน หรือใช้ในสภาพอากาศร้อน เนื้อเซรั่ม : มีความบางเบากว่าเนื้อเจล มีความเข้มข้นของสารบำรุงสูง เน้นการซึมซาบเร็ว และมักมีส่วนผสมที่ช่วยลดเลือนรอยดำรอยแดงได้ดี เนื้อครีม : ให้ความชุ่มชื้นสูงกว่าแบบเจล เหมาะกับผิวแห้ง หรือแผลใหญ่ที่ต้องการบำรุงลึก แต่อาจรู้สึกหนักผิวสำหรับคนผิวมัน ซิลิโคน : มีทั้งแบบเจลและแบบแผ่น มีคุณสมบัติในการคงอยู่บนผิวยาวนาน เหมาะสำหรับแผลนูน แผลคีลอยด์ และรอยแผลผ่าตัดยาว เพราะช่วยให้การฟื้นฟูผิวมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง ขี้ผึ้ง : เนื้อหนักและหนืด ทาแล้วอาจรู้สึกเหนียว เหนอะหนะ เหมาะกับการใช้ทาแผลสดมากกว่าแผลเป็นทั่วไป เนื่องจากให้ความชุ่มชื้นและปกป้องแผลได้ดีเยี่ยม เลือกขนาดของผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมต่อการใช้งาน เช่น หากแผลเล็กอาจเลือกหลอดขนาดเล็ก 5 กรัม แต่ถ้าเป็นรอยแผลขนาดกลางถึงใหญ่ ควรเลือกขนาด 10-20 กรัม เพราะต้องใช้ทาวันละหลายครั้งติดต่อกันหลายสัปดาห์ เลือกครีมลดรอยแผลเป็นที่ระบุว่าสามารถใช้กับบริเวณที่ต้องการทาได้อย่างชัดเจน เช่น หากต้องการใช้กับผิวหน้า ควรเลือกสูตรที่อ่อนโยนและระบุว่าใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ตรวจสอบส่วนผสมอย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงส่วนประกอบที่ทำให้เราแพ้ โดยเฉพาะคนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เลือกผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารระคายเคือง เช่น สีสังเคราะห์ แอลกอฮอล์ น้ำหอม พาราเบน หรือสเตียรอยด์ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบการระคายเคืองโดยแพทย์ผิวหนัง (Dermatologically Tested) เพื่อความมั่นใจในคุณภาพ สำหรับเด็กและสตรีมีครรภ์ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการระบุอย่างชัดเจนว่าสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ มีการแสดงเลขที่ใบรับแจ้ง/ใบอนุญาตเครื่องมือแพทย์ชัดเจน ระบุวัน-เดือน-ปีผลิต และควรซื้อจากร้านขายยา หรือร้านค้าทางการของแบรนด์ เพื่อป้องกันสินค้าเลียนแบบ คราวนี้มาดูกันว่าถ้าต้องการซื้อยาหรือครีมทาแผลเป็นสักหลอด จะมียี่ห้อไหนน่าสนใจบ้าง “เอลล่าสกาครีม (Ella Scar Cream)” ตัวนี้เป็นเนื้อครีมทาได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย ใช้ลดเลือนรอยแผลเป็นได้หลายแบบ ทั้งแผลนูน แผลที่สีผิวไม่สม่ำเสมอ แผลผ่าตัด แผลคีลอยด์ แผลเป็นหลุมจากสิว ด้วยสารสกัดจากเมือกหอยทากฝรั่งเศสที่ช่วยเติมเต็มเนื้อเยื่อผิวหนัง และยังมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติหลายชนิด เช่น รากหอมหัวใหญ่ ใบบัวบก ผักบุ้งทะเล ว่านหางจระเข้ ใบชุมเห็ดเทศ ที่ช่วยฟื้นฟูแผลตามธรรมชาติและดูแลสีผิวให้เรียบเนียนสม่ำเสมอ วิธีใช้ : ทาครีมบาง ๆ วันละ 2-3 ครั้ง และใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ราคาปกติ : ขนาด 20 กรัม 324 บาท “ฮีรูสการ์ อัลตรา สการ์ แคร์ เจล (Hiruscar Ultra Scar Care gel)” ครีมลดรอยแผลเป็นสูตรใหม่จาก Hiruscar ที่นอกจากจะมีส่วนผสมของสารสกัดจากหัวหอม และ Niacinamide วิตามินบี 3 ที่ช่วยให้รอยแผลเป็นดูจางลงและปรับสีผิวให้สม่ำเสมอแล้ว ยังเพิ่มส่วนผสมของ Centella Asiatica สารสกัดจากใบบัวบก มาช่วยซ่อมแซมผิว และ Delisens ที่ช่วยลดอาการคันระคายเคือง เนื้อเจลใส บางเบา แห้งไว ใช้ได้ทั้งผิวหน้าและผิวกายเลยล่ะ วิธีใช้ : ทาเจลบริเวณที่มีรอยแผลเป็น นวดเบา ๆ วันละ 2-3 ครั้ง และใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ราคาปกติ : ขนาด 20 กรัม 699 บาท ใครที่กำลังมองหาเจลลดรอยแผลที่ใช้สารสกัดเลือดมังกร มาดู "เพียวริก้าส์ พลัส แอดวานส์ ดราก้อน บลัด ซี แอนด์ อี สการ์ เจล" ที่มีจุดเด่นคือการใช้สารสกัด Dragon's Blood ออร์แกนิกเข้มข้นที่นำเข้าจากสเปน ผสานพลังกับอนุพันธ์วิตามิน C และ E ด้วยเทคโนโลยี Advance Synergistic Effect ตัวเจลสามารถทาได้ทันทีทั้งบนแผลสดที่ยังไม่ตกสะเก็ดและรอยแผลเป็นเก่า (ไม่เกิน 1 ปี) เหมาะสำหรับรอยแผลทั่วไป ทั้งจากอุบัติเหตุและการผ่าตัด ซึ่งจะช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นอย่างเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญคือเป็นสูตรอ่อนโยนสามารถใช้ทาได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย วิธีใช้ : ทาและนวดเบาๆ บริเวณแผลเป็น 3-4 ครั้งต่อวัน และใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ราคาปกติ : ขนาด 20 กรัม 749 บาท มีเดอร์มา พีเอ็ม อินเทนซีฟ โอเวอร์ไนท์ ครีม (Mederma PM Intensive Overnight Cream) เป็นครีมลดรอยแผลเป็นสูตรกลางคืนที่มีเนื้อสัมผัสเข้มข้นแต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในกระบวนการฟื้นบำรุงผิวตามธรรมชาติในขณะที่นอนหลับ อุดมไปด้วยสารสกัดธรรมชาติจากหัวหอม ผสานกับ Rovisome Technology ที่ช่วยให้ผิวซึมซับส่วนผสมของครีมเร็วขึ้น เน้นการดูแลปัญหารอยแผลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรอยสิว หลุมสิว รอยแผลจากการผ่าตัด บาดเจ็บ ผิวไหม้ หรือผิวหลังทำเลเซอร์ก็ใช้ได้ค่ะ วิธีใช้ : ทาหลังจากที่แผลแห้งและปิดสนิทแล้ว วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน ควรใช้ติดต่อกันอย่างน้อย 8 สัปดาห์ (สำหรับรอยแผลใหม่) หรือ 3-6 เดือน (สำหรับรอยแผลเก่า) ราคาปกติ : ขนาด 20 กรัม 900 บาท หากต้องการลดรอยแผลเป็นนูน คีลอยด์ หรือรอยแผลผ่าตัดโดยเฉพาะ "คลีน่า สการ์ ซี (Clena Scar C)" หลอดนี้น่าจะตรงกับความต้องการ เพราะมาพร้อมส่วนผสมหลักอย่าง Cyclopentasiloxane (CPX) 98% ซึ่งเป็นสารสกัดซิลิโคนที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดโอกาสการเกิดแผลเป็นนูน เสริมด้วยวิตามินซี 2% ที่ช่วยปรับให้รอยแผลเป็นแลดูจางลงและเรียบเนียนขึ้น ตัวเนื้อเจลมีความบางเบา เกลี่ยง่าย ซึมซาบไว ไม่ทิ้งความเหนอะหนะ ทำให้สามารถใช้ทาก่อนแต่งหน้าได้ทันที สูตรนี้เหมาะสำหรับแผลเป็นที่เพิ่งเกิดใหม่ไม่เกิน 6 เดือน และมีความอ่อนโยนจึงสามารถใช้ได้ทั้งผิวหน้า ผิวกาย และทุกสภาพผิว วิธีใช้ : ทาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เป็นประจำทุกวัน ราคาปกติ : ขนาด 15 กรัม 520 บาท “โปรวาเมด สการ์ ซิลิโคน (Provamed Scar Silicone)” เป็นครีมลดรอยแผลเป็นในรูปแบบเนื้อเจลซิลิโคนที่บางเบาและซึมซาบไวเช่นกัน เหมาะสำหรับดูแลรอยแผลเป็นหลากหลายชนิด ทั้งจากอุบัติเหตุ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รวมถึงแผลเป็นจากการศัลยกรรมและการผ่าตัดไปจนถึงคีลอยด์ เจลนี้มีส่วนผสมเด่นคือ Epitensive ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืชที่ช่วยให้ผิวค่อย ๆ เรียบเนียนและอ่อนนุ่มลง ผสานกับ CPX ที่ทำหน้าที่สร้างฟิล์มปกป้องรอยแผลเป็นให้แห้งเร็ว พร้อมทั้งบำรุงผิวด้วยวิตามิน C และวิตามิน E วิธีใช้ : ทาบาง ๆ เช้า-เย็น โดยไม่ต้องถูนวด ควรใช้เป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่อง ราคาปกติ : ขนาด 10 กรัม ราคา 390 บาท "สมูท อี สมูท สกา เซรั่ม แอดวานซ์ ฟอร์มูล่า" จากแบรนด์ Smooth E ที่หลายคนคุ้นชื่อกันดี หลอดนี้เป็นเซรั่มเนื้อสัมผัสบางเบา มีส่วนผสมของสารสกัดธรรมชาติหลายชนิด เช่น สารสกัดจากหัวหอม สารสกัดจากเมล็ดถั่วแระ ว่านหางจระเข้ วิตามินอี วิตามินบี 3 รวมถึงสารลดเม็ดสีที่ช่วยลดเลือนรอยแผลเป็น รอยดำ รอยแดง รอยคล้ำทั้งบนผิวหน้าและผิวกาย เหมาะสำหรับแผลเป็นระยะแรกเริ่มหรือเป็นมานานแล้ว วิธีใช้ : ทาบริเวณรอยแผลเป็น นวดเบา ๆ ให้เจลซึมลงสู่ผิว วันละ 3-4 ครั้ง และควรใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ราคาปกติ : ขนาด 10 กรัม 450 บาท อยากให้ครีมลดรอยแผลเป็นทำงานได้เต็มที่ และเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ลองทำตามวิธีง่าย ๆ เหล่านี้ได้เลยค่ะ รอให้แผลปิดสนิท : เริ่มทาครีมเมื่อแผลปิดสนิท ไม่มีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลซึมแล้ว ห้ามใช้กับแผลสดเด็ดขาด ทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง : ก่อนทาครีมทุกครั้ง ต้องทำความสะอาดบริเวณรอยแผลเป็นให้สะอาด แล้วเช็ดให้แห้งสนิทจริง ๆ ใช้ปริมาณพอดี ๆ : บีบครีมลดรอยแผลเป็นออกมาแค่ขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว หรือตามที่ผลิตภัณฑ์แนะนำ ทาแบบบาง ๆ แล้วนวดเบา ๆ เพื่อให้ครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวมากยิ่งขึ้น ทาครีมบำรุงอื่นร่วมด้วย : หลังจากทาครีมลดรอยแผลเป็นแล้ว ควรรอให้แห้งสนิท จากนั้นค่อยทาครีมกันแดด หรือครีมบำรุงผิวอื่น ๆ ทับได้เลย ซึ่งจะช่วยบำรุงผิวรอบ ๆ ให้สีเสมอกัน และป้องกันแสงแดดตัวร้ายที่อาจทำให้รอยแผลคล้ำขึ้นได้ ต้องใช้อย่างต่อเนื่อง : การจะเห็นผลชัดเจนต้องใจเย็น ๆ และมีวินัย ใช้ครีมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เป็นเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน หรือตามคำแนะนำของผู้ผลิต เพื่อให้เห็นผลการลดเลือนรอยแผลเป็นที่ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยในการใช้ครีมลดรอยแผลเป็น ควรปฏิบัติตามข้อควรระวังเหล่านี้อย่างเคร่งครัด อ่านคำเตือนและวิธีใช้ที่ระบุในฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์โดยละเอียดก่อนการใช้งาน ผลิตภัณฑ์ครีมลดรอยแผลเป็นใช้สำหรับภายนอกเท่านั้น ห้ามรับประทาน ควรใช้กับแผลเป็นที่เกิดขึ้นใหม่ไม่เกิน 6 เดือน และใช้กับผิวหนังที่แห้งและสะอาดเท่านั้น ห้ามใช้บริเวณที่มีแผลเปิด แผลสด หรือแผลที่ยังปิดไม่สนิท หลีกเลี่ยงการทาบริเวณผิวที่บอบบาง เช่น รอบดวงตา สำหรับครีมในกลุ่มซิลิโคน (Silicone Scar Gel) ห้ามใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทาในบริเวณเดียวกัน เพราะซิลิโคนเจลทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน จึงส่งผลต่อการดูดซึมของยาปฏิชีวนะที่ทาตามลงไป คนที่มีประวัติแพ้ยา หรือแพ้สารใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ กรณีเป็นแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือมีแผลเป็นขนาดใหญ่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนซื้้อยามาใช้เอง หากใช้ยาแล้วมีผื่นแดง คัน หรืออาการอื่น ๆ ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์ทันที การเลือกครีมลดรอยแผลเป็นที่เหมาะสมที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยแผลเป็นและสภาพผิวของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ ควรเน้นการทาครีมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตามคำแนะนำในฉลาก ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาความสะอาดของแผล หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลโดยไม่จำเป็น และดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยเสริมให้ผิวกลับมาเรียบเนียน และลดเลือนร่องรอยต่าง ๆ ให้จางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ ครีมลดรอยดําจากสิว 9 ตัวเด็ด ช่วยกู้หน้าให้กลับมาเนียนใสได้แบบทันใจ 10 อาหารช่วยสมานแผล หาง่าย หายเร็ว ไม่ต้องง้อยา เป็นแผลกินไข่ได้ไหม กินอาหารอะไรดีให้แผลหายเร็ว แผลพุพองจากความร้อนทำไงดี แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ใช้อะไรทาบรรเทาอาการ วิธีรักษาแผลโดนเตารีดนาบ บรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : watson.co.th, Hiruscar, Puricas, Mederma official store, Clena, provamed.co.th, Smooth E Official Store, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, my.clevelandclinic.org