มะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากอะไร มีกี่ระยะ ? หลายคนชะล่าใจคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วอาจมีภัยเงียบซ่อนอยู่ใต้ชายโครงขวาที่เรามองข้ามไป อาการปวดท้อง แน่นท้อง หรืออาหารไม่ย่อย เป็นเรื่องที่หลายคนเจอเป็นประจำ และมักคิดว่าไม่น่ากังวล แต่ในบางกรณีอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งในถุงน้ำดี โรคที่แม้จะพบได้ไม่บ่อยเท่ามะเร็งตับ แต่มีความรุนแรงสูง และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน ดังนั้น จึงควรสังเกตสัญญาณผิดปกติ พร้อมเช็กสาเหตุว่ามะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากอะไร เพื่อดูแลและป้องกันตัวเองได้ทันเวลาค่ะ มะเร็งถุงน้ำดี หรือ มะเร็งในถุงน้ำดี ภาษาอังกฤษ คือ Gallbladder Cancer เป็นภาวะที่เซลล์ภายในถุงน้ำดีเกิดการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติและแบ่งตัวเร็วเกินไปจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย ทั้งนี้ ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายลูกแพร์ อยู่ใต้ตับ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน โรคนี้พบไม่บ่อย และมักไม่แสดงสัญญาณเตือนที่ชัดเจนในระยะแรก กว่าจะตรวจพบก็เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว เนื่องจากตำแหน่งของถุงน้ำดีอยู่ลึกและมีขนาดเล็ก อีกทั้งไม่มีเส้นประสาทที่ทำให้รู้สึกปวด ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคมะเร็งถุงน้ำดี แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ ดังนี้ ความผิดปกติของถุงน้ำดีและท่อน้ำดี ผู้ที่เคยมีนิ่วในถุงน้ำดี หรือมีภาวะถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง มีความเสี่ยงต่อมะเร็งถุงน้ำดีเพิ่มขึ้นหลายเท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยมีภาวะดังกล่าว เพราะโรคนี้มักเกิดจากการอักเสบสะสมมานานหลายปี ผนังถุงน้ำดีหนาตัวผิดปกติ เช่น มีการสะสมของแคลเซียมที่ผนังด้านในมากเกินไป การมีติ่งเนื้อในถุงน้ำดี โดยเฉพาะติ่งเนื้อที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร ผู้ป่วยโรคท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรังชนิดปฐมภูมิ (Primary Sclerosing Cholangitis: PSC) ความผิดปกติของท่อน้ำดีตั้งแต่กำเนิด พันธุกรรม : ผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งในระบบทางเดินน้ำดี มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งถุงน้ำดีมากกว่าคนทั่วไปประมาณ 5 เท่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมะเร็งถุงน้ำดีเป็นโรคที่พบได้น้อย ความเสี่ยงโดยรวมจึงยังถือว่าไม่สูงมากนัก เพศ : จากสถิติพบว่า ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งถุงน้ำดีมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า เชื้อชาติ : โรคนี้พบได้บ่อยในกลุ่มคนเอเชียและชาวละตินอเมริกา มากกว่าชาวยุโรป อายุ : ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน : น้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งถุงน้ำดี โรคเบาหวาน : ผู้ป่วยเบาหวานจะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งถุงน้ำดีและมะเร็งท่อน้ำดีมากขึ้น การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ : การสูบบุหรี่จัดหรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งถุงน้ำดี เมื่อเทียบกับผู้ที่สูบน้อย ดื่มน้อย หรือไม่สูบไม่ดื่ม พฤติกรรมการกินอาหาร : โดยเฉพาะคนที่ชอบกินอาหารประเภทหมักดอง รสจัด รวมทั้งอาหารจากการทอดที่มีไขมันสูงเป็นประจำ ทั้งนี้ มะเร็งถุงน้ำดีมักมีภาวะการอักเสบเรื้อรังของถุงน้ำดีมาก่อน ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลจากความผิดปกติที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน โดยทั่วไป มะเร็งถุงน้ำดีแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ มะเร็งยังจำกัดอยู่เฉพาะในผนังถุงน้ำดีชั้นใน ยังไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด มะเร็งลุกลามลึกเข้าไปในผนังถุงน้ำดีชั้นนอก หรือทะลุออกนอกผนังถุงน้ำดี แต่ยังไม่แพร่กระจายไปยังตับ ต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะอื่น มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ตับ หรือ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง มะเร็งลุกลามและแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลจากถุงน้ำดี เช่น เยื่อบุช่องท้อง ปอด หรืออวัยวะอื่น ๆ ทั่วร่างกาย มะเร็งถุงน้ำดีจัดเป็นภัยเงียบ เนื่องจากในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย จนอาจถูกมองข้ามได้ อย่างไรก็ตาม อาจพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ ปวดท้อง แน่นท้อง หรือจุกเสียดบริเวณชายโครงด้านขวาบน คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อเรื้อรัง รับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งเป็นอาการของภาวะดีซ่าน จากการที่ก้อนเนื้อไปอุดตันทางเดินน้ำดี ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด คันตามผิวหนัง โดยมักเป็นมากในเวลากลางคืน จากภาวะน้ำดีคั่ง เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ในระยะที่โรคลุกลาม อาจพบอาการเพิ่มเติม เช่น คลำพบก้อนบริเวณท้องด้านขวาบน ถุงน้ำดีโตหรือมีการบวมของช่องท้อง ทั้งนี้ อาการดังกล่าวอาจเกิดจากโรคอื่นที่พบได้บ่อยกว่ามะเร็งถุงน้ำดีก็ได้ ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติเกิดต่อเนื่อง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสมค่ะ เนื่องจากมะเร็งถุงน้ำดีมีอาการคล้ายกับโรคทางเดินอาหารและโรคถุงน้ำดีอื่น ๆ การวินิจฉัยจึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมหลายวิธี เพื่อยืนยันโรคและประเมินระยะของมะเร็ง ได้แก่ เพื่อตรวจดูค่าการทำงานของตับ ระดับบิลิรูบินเพื่อประเมินภาวะดีซ่าน รวมถึงตัวบ่งชี้มะเร็ง เช่น CEA และ CA 19-9 ซึ่งช่วยประกอบการวินิจฉัยและติดตามการรักษา แต่ไม่สามารถยืนยันโรคได้เพียงอย่างเดียว ใช้ประเมินลักษณะและขนาดของถุงน้ำดี ตรวจดูความหนาของผนัง การมีนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือก้อนผิดปกติ หากพบความผิดปกติจากอัลตราซาวด์ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจ CT Scan เพื่อประเมินตำแหน่ง ขนาดของก้อน และการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะใกล้เคียง ใช้ตรวจดูระบบท่อน้ำดีและการลุกลามของมะเร็งอย่างละเอียด ว่ามีการแพร่กระจายไปยังบริเวณใดหรือไม่ เป็นการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันการวินิจฉัยมะเร็ง ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละราย การรักษามะเร็งถุงน้ำดีขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อนมะเร็ง ขนาด การแพร่กระจาย ระยะของโรค รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยเอง โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล ซึ่งอาจประกอบด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้ การผ่าตัด : เป็นวิธีหลักในระยะเริ่มต้น โดยอาจผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก ร่วมกับการตัดเนื้อตับ ต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะข้างเคียงบางส่วน เพื่อให้สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้มากที่สุด เคมีบำบัด : มักใช้ร่วมกับการผ่าตัด เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่ หรือใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เพื่อควบคุมโรคและบรรเทาอาการ การฉายรังสี : ใช้เพื่อควบคุมการลุกลามของโรคหรือบรรเทาอาการในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ แต่ไม่ใช่วิธีหลักของการรักษา ยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด : ใช้ในผู้ป่วยบางรายที่มีลักษณะของเซลล์มะเร็งหรือผลตรวจทางพันธุกรรมที่เหมาะสม โดยแพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป มักตรวจพบโดยบังเอิญระหว่างการรักษานิ่วหรือถุงน้ำดีอักเสบ ส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก และมีโอกาสหายขาดสูง การรักษาหลักคือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกอย่างกว้าง อาจร่วมกับการตัดเนื้อตับบางส่วน และพิจารณาให้เคมีบำบัดเสริมหลังผ่าตัด อาจใช้การผ่าตัดร่วมกับเคมีบำบัด หรือการรักษาด้วยยาอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับระดับการลุกลามของโรค เป็นระยะที่ไม่สามารถผ่าตัดเพื่อรักษาให้หายขาดได้ การรักษามุ่งเน้นไปที่การควบคุมโรคและบรรเทาอาการ โดยอาจใช้เคมีบำบัด การฉายรังสี หรือยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัดในบางราย แม้จะไม่สามารถป้องกันมะเร็งถุงน้ำดีได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ ด้วยการดูแลสุขภาพและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ดังนี้ค่ะ ตรวจสุขภาพเป็นประจำ : โดยเฉพาะคนที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยมีนิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติ เช่น นิ่ว ติ่งเนื้อ หรือก้อนเนื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม : เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และควรลดการรับประทานอาหารไขมันสูง ของทอด หรืออาหารมันจัด เพื่อลดภาระการทำงานของถุงน้ำดี หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง : เช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช และอาหารที่มีกากใยสูง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ : เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและเสริมสร้างสุขภาพโดยรวม หมั่นสังเกตความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร : หากมีอาการปวดท้องด้านขวา ท้องอืดบ่อย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดผิดปกติ หรือมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย รักษานิ่วในถุงน้ำดีอย่างเหมาะสม : กรณีตรวจพบนิ่วและมีอาการอักเสบหรือปวดซ้ำ ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง มะเร็งถุงน้ำดีอาจฟังดูน่ากลัว เพราะมักตรวจพบได้ยากในระยะเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายควบคู่กับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถพบโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างทันท่วงทีค่ะ หมอเผยเคส จา พนม ชี้มะเร็งในถุงน้ำดี มักเจอช้า เปิดสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ถุงน้ำดี อยู่ตรงไหน มีหน้าที่อะไรบ้าง ดูแลอย่างไรให้ห่างไกลโรค 5 พฤติกรรมเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี ปวดท้องข้างขวาแบบนี้ต้องเช็กอาการ มะเร็งท่อน้ำดี รู้ก่อน ป้องกันได้ ขอบคุณข้อมูลจาก : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, โรงพยาบาลเพชรเวช, cancerresearchuk.org