มะเร็งถุงน้ำดี คืออะไร
มะเร็งถุงน้ำดี หรือ มะเร็งในถุงน้ำดี ภาษาอังกฤษ คือ Gallbladder Cancer เป็นภาวะที่เซลล์ภายในถุงน้ำดีเกิดการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติและแบ่งตัวเร็วเกินไปจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย
ทั้งนี้ ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายลูกแพร์ อยู่ใต้ตับ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน โรคนี้พบไม่บ่อย และมักไม่แสดงสัญญาณเตือนที่ชัดเจนในระยะแรก กว่าจะตรวจพบก็เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว เนื่องจากตำแหน่งของถุงน้ำดีอยู่ลึกและมีขนาดเล็ก อีกทั้งไม่มีเส้นประสาทที่ทำให้รู้สึกปวด
มะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากอะไร
- ความผิดปกติของถุงน้ำดีและท่อน้ำดี
- ผู้ที่เคยมีนิ่วในถุงน้ำดี หรือมีภาวะถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง มีความเสี่ยงต่อมะเร็งถุงน้ำดีเพิ่มขึ้นหลายเท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยมีภาวะดังกล่าว เพราะโรคนี้มักเกิดจากการอักเสบสะสมมานานหลายปี
- ผนังถุงน้ำดีหนาตัวผิดปกติ เช่น มีการสะสมของแคลเซียมที่ผนังด้านในมากเกินไป
- การมีติ่งเนื้อในถุงน้ำดี โดยเฉพาะติ่งเนื้อที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร
- ผู้ป่วยโรคท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรังชนิดปฐมภูมิ (Primary Sclerosing Cholangitis: PSC)
- ความผิดปกติของท่อน้ำดีตั้งแต่กำเนิด
- พันธุกรรม : ผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งในระบบทางเดินน้ำดี มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งถุงน้ำดีมากกว่าคนทั่วไปประมาณ 5 เท่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมะเร็งถุงน้ำดีเป็นโรคที่พบได้น้อย ความเสี่ยงโดยรวมจึงยังถือว่าไม่สูงมากนัก
- เพศ : จากสถิติพบว่า ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งถุงน้ำดีมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า
- เชื้อชาติ : โรคนี้พบได้บ่อยในกลุ่มคนเอเชียและชาวละตินอเมริกา มากกว่าชาวยุโรป
- อายุ : ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
- ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน : น้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งถุงน้ำดี
- โรคเบาหวาน : ผู้ป่วยเบาหวานจะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งถุงน้ำดีและมะเร็งท่อน้ำดีมากขึ้น
- การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ : การสูบบุหรี่จัดหรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งถุงน้ำดี เมื่อเทียบกับผู้ที่สูบน้อย ดื่มน้อย หรือไม่สูบไม่ดื่ม
- พฤติกรรมการกินอาหาร : โดยเฉพาะคนที่ชอบกินอาหารประเภทหมักดอง รสจัด รวมทั้งอาหารจากการทอดที่มีไขมันสูงเป็นประจำ
ทั้งนี้ มะเร็งถุงน้ำดีมักมีภาวะการอักเสบเรื้อรังของถุงน้ำดีมาก่อน ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลจากความผิดปกติที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน
มะเร็งถุงน้ำดีมีกี่ระยะ
มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 1
มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 2
มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 3
มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 4
มะเร็งถุงน้ำดี อาการเป็นอย่างไร
มะเร็งถุงน้ำดีจัดเป็นภัยเงียบ เนื่องจากในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย จนอาจถูกมองข้ามได้ อย่างไรก็ตาม อาจพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้
- ปวดท้อง แน่นท้อง หรือจุกเสียดบริเวณชายโครงด้านขวาบน
- คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อเรื้อรัง รับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น
- ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งเป็นอาการของภาวะดีซ่าน จากการที่ก้อนเนื้อไปอุดตันทางเดินน้ำดี
- ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
- คันตามผิวหนัง โดยมักเป็นมากในเวลากลางคืน จากภาวะน้ำดีคั่ง
- เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
ในระยะที่โรคลุกลาม อาจพบอาการเพิ่มเติม เช่น
- คลำพบก้อนบริเวณท้องด้านขวาบน
- ถุงน้ำดีโตหรือมีการบวมของช่องท้อง
ทั้งนี้ อาการดังกล่าวอาจเกิดจากโรคอื่นที่พบได้บ่อยกว่ามะเร็งถุงน้ำดีก็ได้ ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติเกิดต่อเนื่อง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสมค่ะ
มะเร็งถุงน้ำดี ตรวจวินิจฉัยอย่างไร
ตรวจเลือด
ตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง
ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI / MRCP)
ตรวจชิ้นเนื้อ
มะเร็งถุงน้ำดี รักษายังไง
- การผ่าตัด : เป็นวิธีหลักในระยะเริ่มต้น โดยอาจผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก ร่วมกับการตัดเนื้อตับ ต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะข้างเคียงบางส่วน เพื่อให้สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้มากที่สุด
- เคมีบำบัด : มักใช้ร่วมกับการผ่าตัด เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่ หรือใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เพื่อควบคุมโรคและบรรเทาอาการ
- การฉายรังสี : ใช้เพื่อควบคุมการลุกลามของโรคหรือบรรเทาอาการในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ แต่ไม่ใช่วิธีหลักของการรักษา
- ยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด : ใช้ในผู้ป่วยบางรายที่มีลักษณะของเซลล์มะเร็งหรือผลตรวจทางพันธุกรรมที่เหมาะสม โดยแพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป
วิธีรักษามะเร็งถุงน้ำดี ในระยะต่าง ๆ
มะเร็งถุงน้ำดี ระยะแรก หรือระยะที่ 1
มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 2
มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 3
มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 4
วิธีป้องกันมะเร็งในถุงน้ำดี
แม้จะไม่สามารถป้องกันมะเร็งถุงน้ำดีได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ ด้วยการดูแลสุขภาพและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ดังนี้ค่ะ
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ : โดยเฉพาะคนที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยมีนิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติ เช่น นิ่ว ติ่งเนื้อ หรือก้อนเนื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม : เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และควรลดการรับประทานอาหารไขมันสูง ของทอด หรืออาหารมันจัด เพื่อลดภาระการทำงานของถุงน้ำดี
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง : เช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช และอาหารที่มีกากใยสูง
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ : เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและเสริมสร้างสุขภาพโดยรวม
- หมั่นสังเกตความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร : หากมีอาการปวดท้องด้านขวา ท้องอืดบ่อย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดผิดปกติ หรือมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
- รักษานิ่วในถุงน้ำดีอย่างเหมาะสม : กรณีตรวจพบนิ่วและมีอาการอักเสบหรือปวดซ้ำ ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง





