มะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากอะไร เช็กอาการระยะต่าง ๆ ปวดท้องแบบไหนคือสัญญาณเตือน !

          มะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากอะไร มีกี่ระยะ ? หลายคนชะล่าใจคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วอาจมีภัยเงียบซ่อนอยู่ใต้ชายโครงขวาที่เรามองข้ามไป
มะเร็งถุงน้ำดี

          อาการปวดท้อง แน่นท้อง หรืออาหารไม่ย่อย เป็นเรื่องที่หลายคนเจอเป็นประจำ และมักคิดว่าไม่น่ากังวล แต่ในบางกรณีอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งในถุงน้ำดี โรคที่แม้จะพบได้ไม่บ่อยเท่ามะเร็งตับ แต่มีความรุนแรงสูง และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน ดังนั้น จึงควรสังเกตสัญญาณผิดปกติ พร้อมเช็กสาเหตุว่ามะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากอะไร เพื่อดูแลและป้องกันตัวเองได้ทันเวลาค่ะ

มะเร็งถุงน้ำดี คืออะไร 

          มะเร็งถุงน้ำดี หรือ มะเร็งในถุงน้ำดี ภาษาอังกฤษ คือ Gallbladder Cancer เป็นภาวะที่เซลล์ภายในถุงน้ำดีเกิดการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติและแบ่งตัวเร็วเกินไปจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้าย 

          ทั้งนี้ ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายลูกแพร์ อยู่ใต้ตับ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน โรคนี้พบไม่บ่อย และมักไม่แสดงสัญญาณเตือนที่ชัดเจนในระยะแรก กว่าจะตรวจพบก็เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว เนื่องจากตำแหน่งของถุงน้ำดีอยู่ลึกและมีขนาดเล็ก อีกทั้งไม่มีเส้นประสาทที่ทำให้รู้สึกปวด

มะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากอะไร

มะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากอะไร

          ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคมะเร็งถุงน้ำดี แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ ดังนี้
  • ความผิดปกติของถุงน้ำดีและท่อน้ำดี
    • ผู้ที่เคยมีนิ่วในถุงน้ำดี หรือมีภาวะถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง มีความเสี่ยงต่อมะเร็งถุงน้ำดีเพิ่มขึ้นหลายเท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยมีภาวะดังกล่าว เพราะโรคนี้มักเกิดจากการอักเสบสะสมมานานหลายปี
    • ผนังถุงน้ำดีหนาตัวผิดปกติ เช่น มีการสะสมของแคลเซียมที่ผนังด้านในมากเกินไป
    • การมีติ่งเนื้อในถุงน้ำดี โดยเฉพาะติ่งเนื้อที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร
    • ผู้ป่วยโรคท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรังชนิดปฐมภูมิ (Primary Sclerosing Cholangitis: PSC)
    • ความผิดปกติของท่อน้ำดีตั้งแต่กำเนิด
  • พันธุกรรม : ผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งในระบบทางเดินน้ำดี มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งถุงน้ำดีมากกว่าคนทั่วไปประมาณ 5 เท่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมะเร็งถุงน้ำดีเป็นโรคที่พบได้น้อย ความเสี่ยงโดยรวมจึงยังถือว่าไม่สูงมากนัก
  • เพศ : จากสถิติพบว่า ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งถุงน้ำดีมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-3 เท่า
  • เชื้อชาติ : โรคนี้พบได้บ่อยในกลุ่มคนเอเชียและชาวละตินอเมริกา มากกว่าชาวยุโรป
  • อายุ : ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน : น้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งถุงน้ำดี
  • โรคเบาหวาน : ผู้ป่วยเบาหวานจะมีความเสี่ยงต่อมะเร็งถุงน้ำดีและมะเร็งท่อน้ำดีมากขึ้น
  • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ : การสูบบุหรี่จัดหรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งถุงน้ำดี เมื่อเทียบกับผู้ที่สูบน้อย ดื่มน้อย หรือไม่สูบไม่ดื่ม
  • พฤติกรรมการกินอาหาร : โดยเฉพาะคนที่ชอบกินอาหารประเภทหมักดอง รสจัด รวมทั้งอาหารจากการทอดที่มีไขมันสูงเป็นประจำ 

          ทั้งนี้ มะเร็งถุงน้ำดีมักมีภาวะการอักเสบเรื้อรังของถุงน้ำดีมาก่อน ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลจากความผิดปกติที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน

มะเร็งถุงน้ำดีมีกี่ระยะ

มะเร็งถุงน้ำดี มีกี่ระยะ

          โดยทั่วไป มะเร็งถุงน้ำดีแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ

มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 1

          มะเร็งยังจำกัดอยู่เฉพาะในผนังถุงน้ำดีชั้นใน ยังไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด

มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 2

          มะเร็งลุกลามลึกเข้าไปในผนังถุงน้ำดีชั้นนอก หรือทะลุออกนอกผนังถุงน้ำดี แต่ยังไม่แพร่กระจายไปยังตับ ต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะอื่น

มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 3

          มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังอวัยวะใกล้เคียง เช่น ตับ หรือ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง

มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 4

          มะเร็งลุกลามและแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลจากถุงน้ำดี เช่น เยื่อบุช่องท้อง ปอด หรืออวัยวะอื่น ๆ ทั่วร่างกาย

มะเร็งถุงน้ำดี อาการเป็นอย่างไร

มะเร็งถุงน้ำดี อาการ

          มะเร็งถุงน้ำดีจัดเป็นภัยเงียบ เนื่องจากในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย จนอาจถูกมองข้ามได้ อย่างไรก็ตาม อาจพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้

  • ปวดท้อง แน่นท้อง หรือจุกเสียดบริเวณชายโครงด้านขวาบน
  • คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อเรื้อรัง รับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งเป็นอาการของภาวะดีซ่าน จากการที่ก้อนเนื้อไปอุดตันทางเดินน้ำดี
  • ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
  • คันตามผิวหนัง โดยมักเป็นมากในเวลากลางคืน จากภาวะน้ำดีคั่ง
  • เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

ในระยะที่โรคลุกลาม อาจพบอาการเพิ่มเติม เช่น

  • คลำพบก้อนบริเวณท้องด้านขวาบน
  • ถุงน้ำดีโตหรือมีการบวมของช่องท้อง

          ทั้งนี้ อาการดังกล่าวอาจเกิดจากโรคอื่นที่พบได้บ่อยกว่ามะเร็งถุงน้ำดีก็ได้ ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติเกิดต่อเนื่อง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสมค่ะ

มะเร็งถุงน้ำดี ตรวจวินิจฉัยอย่างไร

          เนื่องจากมะเร็งถุงน้ำดีมีอาการคล้ายกับโรคทางเดินอาหารและโรคถุงน้ำดีอื่น ๆ การวินิจฉัยจึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมหลายวิธี เพื่อยืนยันโรคและประเมินระยะของมะเร็ง ได้แก่

ตรวจเลือด

          เพื่อตรวจดูค่าการทำงานของตับ ระดับบิลิรูบินเพื่อประเมินภาวะดีซ่าน รวมถึงตัวบ่งชี้มะเร็ง เช่น CEA และ CA 19-9 ซึ่งช่วยประกอบการวินิจฉัยและติดตามการรักษา แต่ไม่สามารถยืนยันโรคได้เพียงอย่างเดียว

ตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง

         ใช้ประเมินลักษณะและขนาดของถุงน้ำดี ตรวจดูความหนาของผนัง การมีนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือก้อนผิดปกติ

ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)

          หากพบความผิดปกติจากอัลตราซาวด์ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจ CT Scan เพื่อประเมินตำแหน่ง ขนาดของก้อน และการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะใกล้เคียง

ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI / MRCP)

          ใช้ตรวจดูระบบท่อน้ำดีและการลุกลามของมะเร็งอย่างละเอียด ว่ามีการแพร่กระจายไปยังบริเวณใดหรือไม่

ตรวจชิ้นเนื้อ

          เป็นการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันการวินิจฉัยมะเร็ง ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมในแต่ละราย

มะเร็งถุงน้ำดี รักษายังไง

มะเร็งถุงน้ำดี รักษายังไง

          การรักษามะเร็งถุงน้ำดีขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อนมะเร็ง ขนาด การแพร่กระจาย ระยะของโรค รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยเอง โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล ซึ่งอาจประกอบด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้
  • การผ่าตัด : เป็นวิธีหลักในระยะเริ่มต้น โดยอาจผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก ร่วมกับการตัดเนื้อตับ ต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะข้างเคียงบางส่วน เพื่อให้สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้มากที่สุด
  • เคมีบำบัด : มักใช้ร่วมกับการผ่าตัด เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่ หรือใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เพื่อควบคุมโรคและบรรเทาอาการ
  • การฉายรังสี : ใช้เพื่อควบคุมการลุกลามของโรคหรือบรรเทาอาการในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ แต่ไม่ใช่วิธีหลักของการรักษา
  • ยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด : ใช้ในผู้ป่วยบางรายที่มีลักษณะของเซลล์มะเร็งหรือผลตรวจทางพันธุกรรมที่เหมาะสม โดยแพทย์จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

วิธีรักษามะเร็งถุงน้ำดี ในระยะต่าง ๆ

มะเร็งถุงน้ำดี ระยะแรก หรือระยะที่ 1

          มักตรวจพบโดยบังเอิญระหว่างการรักษานิ่วหรือถุงน้ำดีอักเสบ ส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก และมีโอกาสหายขาดสูง

มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 2

          การรักษาหลักคือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกอย่างกว้าง อาจร่วมกับการตัดเนื้อตับบางส่วน และพิจารณาให้เคมีบำบัดเสริมหลังผ่าตัด

มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 3

          อาจใช้การผ่าตัดร่วมกับเคมีบำบัด หรือการรักษาด้วยยาอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับระดับการลุกลามของโรค

มะเร็งถุงน้ำดี ระยะที่ 4

          เป็นระยะที่ไม่สามารถผ่าตัดเพื่อรักษาให้หายขาดได้ การรักษามุ่งเน้นไปที่การควบคุมโรคและบรรเทาอาการ โดยอาจใช้เคมีบำบัด การฉายรังสี หรือยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัดในบางราย

วิธีป้องกันมะเร็งในถุงน้ำดี

มะเร็งถุงน้ำดี ป้องกันได้ไหม

      แม้จะไม่สามารถป้องกันมะเร็งถุงน้ำดีได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ ด้วยการดูแลสุขภาพและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ดังนี้ค่ะ

  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ : โดยเฉพาะคนที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยมีนิ่วในถุงน้ำดีหรือถุงน้ำดีอักเสบ การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติ เช่น นิ่ว ติ่งเนื้อ หรือก้อนเนื้อได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
     
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม : เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และควรลดการรับประทานอาหารไขมันสูง ของทอด หรืออาหารมันจัด เพื่อลดภาระการทำงานของถุงน้ำดี
     
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง : เช่น การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
     
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช และอาหารที่มีกากใยสูง
     
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ : เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและเสริมสร้างสุขภาพโดยรวม
     
  • หมั่นสังเกตความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร : หากมีอาการปวดท้องด้านขวา ท้องอืดบ่อย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดผิดปกติ หรือมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
     
  • รักษานิ่วในถุงน้ำดีอย่างเหมาะสม : กรณีตรวจพบนิ่วและมีอาการอักเสบหรือปวดซ้ำ ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง
     
       มะเร็งถุงน้ำดีอาจฟังดูน่ากลัว เพราะมักตรวจพบได้ยากในระยะเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายควบคู่กับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สามารถพบโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างทันท่วงทีค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้องกับถุงน้ำดี

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
มะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากอะไร เช็กอาการระยะต่าง ๆ ปวดท้องแบบไหนคือสัญญาณเตือน ! อัปเดตล่าสุด 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13:18:25
TOP
x close