ภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลัน ไม่ใช่แค่เรื่องเพลียจากการออกกำลังกาย แต่อาจพรากชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว หากไม่รู้เท่าทันสัญญาณเตือน หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ "กรดแล็กติก" เฉพาะตอนปวดเมื่อยหลังออกกำลังกาย แต่รู้หรือไม่ว่า หากกรดชนิดนี้สะสมในกระแสเลือดเร็วเกินไปจนเข้าสู่ภาวะ "ภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลัน" นี่คือสัญญาณวิกฤตที่บอกว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจนหรือระบบเผาผลาญกำลังล้มเหลว และอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้หากรักษาไม่ทันท่วงที มาศึกษากันว่า แล็กติกสูงเฉียบพลันเกิดจากอะไร คนป่วยโรค ไหนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และอาการแบบไหนที่ต้องรีบส่งโรงพยาบาล อธิบายกันก่อนว่า โดยปกติแล้วร่างกายจะผลิตกรดแล็กติก (Lactic Acid) ขึ้นมาในระหว่างกระบวนการเผาผลาญพลังงาน โดยเฉพาะในสภาวะที่ออกซิเจนไม่เพียงพอ เช่น ขณะออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งเมื่อเกิดแล็กติกส่วนเกิน ตับและไตจะทำหน้าที่กำจัดออกจากร่างกาย อย่างไรก็ตาม หากร่างกายสร้างกรดแล็กติกมากเกินไป หรืออวัยวะที่ทำหน้าที่กำจัดกรดแล็กติก เช่น ตับและไตทำงานผิดปกติ ก็อาจทำให้กรดแล็กติกสะสมอยู่ในกระแสเลือดและกำจัดออกไม่ทัน จนเกิดภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลัน (Lactic Acidosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ระดับแล็กเตตในเลือดสูงผิดปกติ โดยมักพบค่ามากกว่า 4 mmol/L และมีค่า pH ในเลือดต่ำกว่า 7.35 ภาวะที่เลือดเป็นกรดดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ควรได้รับการรักษาโดยเร็ว เพราะหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต ภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลันสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยมักเกี่ยวข้องกับภาวะที่ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน หรือความผิดปกติของระบบเผาผลาญพลังงานของเซลล์ ซึ่งโดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ ภาวะกรดแล็กติกในเลือดสูงชนิด A เกิดจากภาวะที่เนื้อเยื่อของร่างกายขาดออกซิเจน ทำให้เซลล์ต้องสร้างพลังงานในรูปแบบที่ทำให้เกิดกรดแล็กติกมากขึ้น เช่น ความผิดปกติของปอดที่ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง ภาวะช็อก เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง หรือการเสียเลือดมาก ภาวะหัวใจล้มเหลว ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เพียงพอ ภาวะหายใจล้มเหลว ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่พอ ภาวะกรดแล็กติกในเลือดสูงชนิด B เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีภาวะขาดออกซิเจนในเลือดโดยตรง แต่มักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกาย หรือผลจากยาและสารบางชนิด ตัวอย่างสาเหตุที่พบได้ เช่น การออกกำลังกายอย่างหนักหรือรุนแรง ร่างกายต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ทำให้เซลล์ผลิตกรดแล็กติกเพิ่มขึ้น หากผลิตมากกว่าที่ร่างกายกำจัดได้ทัน ก็อาจทำให้ระดับแล็กเตตในเลือดสูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และจะค่อย ๆ กลับสู่ระดับปกติเมื่อร่างกายได้พัก ป่วยโรคตับหรือโรคไต ทำให้อวัยวะที่มีหน้าที่กำจัดกรดแล็กติกทำงานได้ไม่เต็มที่ การขาดวิตามินบี 1 (Thiamine) ทำให้กระบวนการเผาผลาญผิดปกติและเกิดการสะสมของกรดแล็กติก ป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยา Metformin ร่วมกับภาวะไตทำงานบกพร่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแล็กติกสูงได้ แม้จะพบได้ไม่บ่อยก็ตาม ป่วยโรคเอชไอวี หรือโรคเอดส์ ที่ต้องรับประทานยาต้านไวรัสบางชนิด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีผลต่อไมโทคอนเดรีย อาจทำให้เกิดภาวะแล็กติกสูงเป็นภาวะแทรกซ้อนได้ การได้รับสารพิษ เช่น ไซยาไนด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งรบกวนกระบวนการสร้างพลังงานของเซลล์ ส่งผลให้ร่างกายสร้างกรดแล็กติกเพิ่มขึ้น การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก หรือเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง อาจรบกวนการทำงานของตับและการเผาผลาญพลังงาน ทำให้ระดับกรดแล็กติกในเลือดสูงขึ้น อาการของภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความรุนแรงแตกต่างกันไป โดยอาการที่พบได้ เช่น หอบเหนื่อย หายใจเร็วและลึก เนื่องจากร่างกายพยายามขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกเพื่อลดความเป็นกรดในเลือด เหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลียผิดปกติอย่างมาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย เวียนศีรษะ มึนงง หัวใจเต้นเร็ว และในบางกรณีอาจมีจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ ปัสสาวะออกน้อย ในกรณีที่รุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการสับสน ซึมลง หมดสติ หรือเกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวได้ จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว ภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลันถือเป็นภาวะที่มีความรุนแรง เนื่องจากระดับกรดที่สูงในเลือดสามารถส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง และไต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ภาวะช็อก หรืออวัยวะล้มเหลวหลายระบบ ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติที่น่าสงสัย โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือกำลังติดเชื้อรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที แพทย์จะวินิจฉัยภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลันจากการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับแล็กเตต (Lactate) รวมทั้งตรวจค่าความเป็นกรด-ด่างของเลือด (pH) และการตรวจอื่น ๆ เพื่อประเมินสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้ โดยการรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขสาเหตุของภาวะแล็กติกสูง ควบคู่กับการดูแลอาการของผู้ป่วย เช่น หากพบว่าร่างกายมีภาวะขาดออกซิเจน แพทย์จะให้ออกซิเจนและรักษาจากสาเหตุ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหายใจล้มเหลว การติดเชื้อรุนแรง หรือภาวะช็อก หากเกิดจากภาวะเบาหวาน เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงรุนแรง อาจให้อินซูลินร่วมกับสารน้ำทางหลอดเลือด หากเกิดจากการติดเชื้อ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะและสารน้ำ เพื่อควบคุมการติดเชื้อและพยุงการไหลเวียนของเลือด หากผู้ป่วยมีภาวะช็อก อาจต้องให้สารน้ำ ยากระตุ้นความดันโลหิต และออกซิเจน ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะไตวายร่วมด้วย อาจจำเป็นต้องฟอกไต เพื่อช่วยกำจัดกรดและสารพิษออกจากเลือด การได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วมีความสำคัญอย่างมาก เพราะสามารถช่วยลดความรุนแรงของภาวะกรดในเลือดและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ แม้ว่าภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลันจะไม่ใช่ภาวะที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคตับ และโรคไต โดยรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ จำกัดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักเกินกำลัง ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อติดตามความผิดปกติของร่างกายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากมีอาการติดเชื้อรุนแรง หรือมีอาการหายใจลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที การสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงของภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลันได้ ดังนั้น หากรู้สึกหอบเหนื่อย หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็ว 10 สาเหตุโรควูบ อาการหน้ามืดเป็นลมที่อาจถึงตาย ! โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน... เวียนศีรษะ บ้านหมุน 1 ใน 3 อาการที่สังเกตได้ เช็กให้ทัน ! สัญญาณเตือนสโตรก ทำไมต้องรักษาภายใน 270 นาที หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการเป็นอย่างไร รู้ก่อนสาย สาเหตุการตายเฉียบพลัน ! กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อีกหนึ่งภัยเงียบในกลุ่มโรคหัวใจที่อาจตายได้กะทันหัน เช็กเลยใครเสี่ยงบ้าง ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลวิมุต, my.clevelandclinic.org, medicalnewstoday.com