ภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลัน คืออะไร
อธิบายกันก่อนว่า โดยปกติแล้วร่างกายจะผลิตกรดแล็กติก (Lactic Acid) ขึ้นมาในระหว่างกระบวนการเผาผลาญพลังงาน โดยเฉพาะในสภาวะที่ออกซิเจนไม่เพียงพอ เช่น ขณะออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งเมื่อเกิดแล็กติกส่วนเกิน ตับและไตจะทำหน้าที่กำจัดออกจากร่างกาย
อย่างไรก็ตาม หากร่างกายสร้างกรดแล็กติกมากเกินไป หรืออวัยวะที่ทำหน้าที่กำจัดกรดแล็กติก เช่น ตับและไตทำงานผิดปกติ ก็อาจทำให้กรดแล็กติกสะสมอยู่ในกระแสเลือดและกำจัดออกไม่ทัน จนเกิดภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลัน (Lactic Acidosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ระดับแล็กเตตในเลือดสูงผิดปกติ โดยมักพบค่ามากกว่า 4 mmol/L และมีค่า pH ในเลือดต่ำกว่า 7.35
ภาวะที่เลือดเป็นกรดดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ควรได้รับการรักษาโดยเร็ว เพราะหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต
แล็กติกสูงเฉียบพลัน
เกิดจากอะไร
Type A
ภาวะกรดแล็กติกในเลือดสูงชนิด A เกิดจากภาวะที่เนื้อเยื่อของร่างกายขาดออกซิเจน ทำให้เซลล์ต้องสร้างพลังงานในรูปแบบที่ทำให้เกิดกรดแล็กติกมากขึ้น เช่น
-
ความผิดปกติของปอดที่ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
-
ความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง
-
ภาวะช็อก เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรง หรือการเสียเลือดมาก
-
ภาวะหัวใจล้มเหลว ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เพียงพอ
-
ภาวะหายใจล้มเหลว ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่พอ
Type B
ภาวะกรดแล็กติกในเลือดสูงชนิด B เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีภาวะขาดออกซิเจนในเลือดโดยตรง แต่มักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกาย หรือผลจากยาและสารบางชนิด ตัวอย่างสาเหตุที่พบได้ เช่น
-
การออกกำลังกายอย่างหนักหรือรุนแรง ร่างกายต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ทำให้เซลล์ผลิตกรดแล็กติกเพิ่มขึ้น หากผลิตมากกว่าที่ร่างกายกำจัดได้ทัน ก็อาจทำให้ระดับแล็กเตตในเลือดสูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และจะค่อย ๆ กลับสู่ระดับปกติเมื่อร่างกายได้พัก
-
ป่วยโรคตับหรือโรคไต ทำให้อวัยวะที่มีหน้าที่กำจัดกรดแล็กติกทำงานได้ไม่เต็มที่
-
การขาดวิตามินบี 1 (Thiamine) ทำให้กระบวนการเผาผลาญผิดปกติและเกิดการสะสมของกรดแล็กติก
-
ป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยา Metformin ร่วมกับภาวะไตทำงานบกพร่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแล็กติกสูงได้ แม้จะพบได้ไม่บ่อยก็ตาม
-
ป่วยโรคเอชไอวี หรือโรคเอดส์ ที่ต้องรับประทานยาต้านไวรัสบางชนิด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีผลต่อไมโทคอนเดรีย อาจทำให้เกิดภาวะแล็กติกสูงเป็นภาวะแทรกซ้อนได้
-
การได้รับสารพิษ เช่น ไซยาไนด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งรบกวนกระบวนการสร้างพลังงานของเซลล์ ส่งผลให้ร่างกายสร้างกรดแล็กติกเพิ่มขึ้น
-
การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก หรือเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง อาจรบกวนการทำงานของตับและการเผาผลาญพลังงาน ทำให้ระดับกรดแล็กติกในเลือดสูงขึ้น
แล็กติกสูงเฉียบพลัน
อาการเป็นอย่างไร
อาการของภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความรุนแรงแตกต่างกันไป โดยอาการที่พบได้ เช่น
-
หอบเหนื่อย หายใจเร็วและลึก เนื่องจากร่างกายพยายามขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกเพื่อลดความเป็นกรดในเลือด
-
เหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลียผิดปกติอย่างมาก
-
คลื่นไส้ อาเจียน
-
ปวดท้อง
-
ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย
-
เวียนศีรษะ มึนงง
-
หัวใจเต้นเร็ว และในบางกรณีอาจมีจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ
-
ความดันโลหิตต่ำ
-
ปัสสาวะออกน้อย
ในกรณีที่รุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการสับสน ซึมลง หมดสติ หรือเกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวได้ จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
ภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลัน
อันตรายแค่ไหน
ภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลันถือเป็นภาวะที่มีความรุนแรง เนื่องจากระดับกรดที่สูงในเลือดสามารถส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง และไต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ภาวะช็อก หรืออวัยวะล้มเหลวหลายระบบ
ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติที่น่าสงสัย โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือกำลังติดเชื้อรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที
ภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลัน
รักษาอย่างไร
แพทย์จะวินิจฉัยภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลันจากการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับแล็กเตต (Lactate) รวมทั้งตรวจค่าความเป็นกรด-ด่างของเลือด (pH) และการตรวจอื่น ๆ เพื่อประเมินสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้ โดยการรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขสาเหตุของภาวะแล็กติกสูง ควบคู่กับการดูแลอาการของผู้ป่วย เช่น
-
หากพบว่าร่างกายมีภาวะขาดออกซิเจน แพทย์จะให้ออกซิเจนและรักษาจากสาเหตุ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหายใจล้มเหลว การติดเชื้อรุนแรง หรือภาวะช็อก
-
หากเกิดจากภาวะเบาหวาน เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงรุนแรง อาจให้อินซูลินร่วมกับสารน้ำทางหลอดเลือด
-
หากเกิดจากการติดเชื้อ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะและสารน้ำ เพื่อควบคุมการติดเชื้อและพยุงการไหลเวียนของเลือด
-
หากผู้ป่วยมีภาวะช็อก อาจต้องให้สารน้ำ ยากระตุ้นความดันโลหิต และออกซิเจน
-
ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะไตวายร่วมด้วย อาจจำเป็นต้องฟอกไต เพื่อช่วยกำจัดกรดและสารพิษออกจากเลือด
การได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วมีความสำคัญอย่างมาก เพราะสามารถช่วยลดความรุนแรงของภาวะกรดในเลือดและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้
ภาวะแล็กติกสูง ป้องกันได้ไหม
แม้ว่าภาวะแล็กติกสูงเฉียบพลันจะไม่ใช่ภาวะที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น
-
ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคตับ และโรคไต โดยรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
-
จำกัดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
-
ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักเกินกำลัง
-
ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อติดตามความผิดปกติของร่างกายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
-
หากมีอาการติดเชื้อรุนแรง หรือมีอาการหายใจลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
บทความที่เกี่ยวข้องกับอาการป่วย
- 10 สาเหตุโรควูบ อาการหน้ามืดเป็นลมที่อาจถึงตาย !
- โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน... เวียนศีรษะ บ้านหมุน 1 ใน 3 อาการที่สังเกตได้
- เช็กให้ทัน ! สัญญาณเตือนสโตรก ทำไมต้องรักษาภายใน 270 นาที
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการเป็นอย่างไร รู้ก่อนสาย สาเหตุการตายเฉียบพลัน !
- กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อีกหนึ่งภัยเงียบในกลุ่มโรคหัวใจที่อาจตายได้กะทันหัน เช็กเลยใครเสี่ยงบ้าง





