x close

อาการของโรคตับ สังเกตอย่างไรว่าเป็นโรคตับแข็ง




          โรคตับแข็ง โรคที่ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็น มาสังเกตกันว่าอาการของโรคตับนั้นดูได้จากความผิดปกติใดในร่างกาย

          ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานคล้ายตัวคัดกรองสำคัญในร่างกาย มีหน้าที่ทั้งช่วยสร้างสารอาหารและกำจัดของเสียที่มีอยู่ภายในตัวเรา ดังนั้นจะถือว่าตับเป็นเครื่องในที่มีความสำคัญต่อสุขภาพของเราก็ไม่ผิดนัก ซึ่งด้วยภาระหน้าที่นี้ของตับ ก็อาจทำให้เกิดความเสี่ยงกับตับมากมาย โดยอาการผิดปกติของโรคตับที่พบมากที่สุดในประเทศไทยก็จะมีโรคตัแข็ง

 โรคตับแข็ง

          ดังนั้นวันนี้เราจะมาสำรวจอาการของโรคตับแข็งในเบื้องต้นกันก่อน เพราะโรคตับแข็งจริง ๆ แล้วก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนที่ไม่ดื่มเหล้าเลยนะคะ ฉะนั้นมาเรียนรู้อาการของโรคตับไว้คร่าว ๆ จะได้เอาไว้สังเกตตัวเองและคนรอบข้าง

โรคตับแข็ง 

โรคตับแข็งเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์


          สุราและเครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิดกลายเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคตับแข็ง โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มสุราวิสกี้ 480 ซี.ซี. ต่อวัน หรือไวน์ 1,600 ซี.ซี. ต่อวัน หรือเบียร์ 4,000 ซี.ซี. ต่อวัน ติดต่อกันนาน 5-10 ปี บุคคลผู้นี้ย่อมเสี่ยงเป็นโรคตับแข็งมากกว่าใคร เนื่องจากแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มเหล่านี้จะทำให้การใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับผิดปกติไป ส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบได้ง่าย และเมื่อตับอักเสบนาน ๆ เข้าก็จะก่อให้เกิดภาวะตับแข็งตามมาในไม่ช้า

2. ไวรัสตับอักเสบ

          ไวรัสตับอักเสบมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ ไวรัสตับอักเสบเอ บี และไวรัสตับอักเสบซี  โดยไวรัสทั้ง 3 ชนิดนี้จัดเป็นสาเหตุที่ทำให้ตับเกิดอาการอักเสบเรื้อรังและพัฒนาเป็นโรคตับแข็งได้ในที่สุด

3. ยา สารพิษ และพยาธิบางชนิด

          สำหรับคนที่ใช้ยาติดต่อกันนาน ๆ โดยเฉพาะยาสมุนไพรบางชนิด เช่น ยาเม็ดใบขี้เหล็ก ก็อาจทำให้เกิดการตกค้างจนก่อภาวะตับอักเสบเรื้อรังได้ รวมทั้งสารพิษ เช่น สารหนู (Arsenic) ก็สามารถทำให้เกิดพังผืดในตับ และพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ที่แฝงตัวอยู่ในเส้นเลือดก็กระตุ้นให้เกิดภาวะตับแข็งได้เช่นกัน

4. ท่อน้ำดีอุดตัน

          ปกติแล้วน้ำดีจะถูกสร้างขึ้นที่ตับและไหลลงมาสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น แต่ถ้าเกิดภาวะท่อน้ำดีอุดตัน เช่น นิ่วอุดตันท่อน้ำดี หรือเนื้องอกอุดตันท่อน้ำดีจนทำให้ท่อน้ำดีตีบตันเป็นเวลานาน น้ำดีจะไหลย้อนกลับไปที่ตับและทำลายเนื้อเยื่อตับจนเกิดภาวะตับแข็งได้

5. ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง

          ผู้ที่มีภาวะหัวใจวายเรื้อรัง อาจทำให้มีเลือดคั่งที่ตับ รวมทั้งปริมาณเลือดที่ไหลเวียนในตับก็จะลดลงจนอาจทำให้เนื้อตับขาดออกซิเจนและตายลง

6. โรคทางพันธุกรรมบางชนิด

          โรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น โรควิลสัน ซึ่งมีการสะสมของทองแดงในตับมากเกินไป จนอาจทำให้ตับอักเสบเรื้อรังและแข็ง หรือโรคทางพันธุกรรมอื่น ๆ อย่างภาวะเหล็กเกิน (Hemochromatosis) ที่เกิดจากการสะสมของเหล็กมากเกินไปในตับ หรือโรคไกลโคเจนสะสม (Glycogen  Storage Disease) ที่อาจมีความบกพร่องทางการใช้คาร์โบไฮเดรตบางประเภท ก็อาจทำให้เกิดภาวะตับเรื้อรังและตับแข็งได้

7. ไขมันสะสมสูง

          ภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ที่ตับมาก อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรังและกลายเป็นตับแข็งในที่สุด โดยภาวะไขมันในตับมากนี้อาจพบร่วมกับโรคอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคขาดสารอาหาร และโรคอ้วน

8. โรคตับอักเสบจากภูมิต้านทานตนเอง (Autoimmune Hepatitis)

          เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่หันกลับมาทำลายตับตนเอง สาเหตุนี้พบมากในชาวยุโรป แต่ในไทยยังไม่ค่อยมีรายงานผู้ป่วยโรคนี้มากเท่าไรนัก

โรคตับแข็ง

อาการของโรคตับ เช็กให้ชัดเข้าข่ายโรคตับแข็งหรือยัง ?

           อาการของโรคตับแข็งในระยะเริ่มแรกจะไม่แสดงออกอย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ป่วยโรคตับแข็งจึงไม่ค่อยรู้ตัว โดยอาการของโรคตับแข็งที่พอจะสังเกตได้ มีดังนี้

          - ท้องอืด ท้องเฟ้อ คล้ายอาหารไม่ย่อย

          - รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด

          - รู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย หรืออาจคลำเจอก้อนที่ชายโครงขวา

          - ตัวเหลือง นัยน์ตาเหลือง เพราะตับไม่สามารถขับน้ำดีออกจากร่างกายได้

          - อาจมีอาการคันตามเนื้อตัว

          - อารมณ์ทางเพศลดลง

          - ในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนผิดปกติ เช่น ประจำเดือนมาขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอ มีหนวดขึ้น และในบางคนอาจมีแสงแหบแห้งคล้ายผู้ชาย

          - ผู้ป่วยชายอาจรู้สึกเจ็บนม อัณฑะฝ่อตัว บางคนอาจสังเกตเห็นฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือมีจุดแดงที่หน้าอกและหน้าท้อง


โรคตับแข็งระยะสุดท้าย อาการรุนแรงขนาดไหน ?

          เมื่อเป็นโรคตับแข็งอยู่หลายปีหรือยังคงดื่มเหล้าหนัก อาการของโรคตับแข็งระยะสุดท้ายจะสังเกตได้จาก

          - มีไข้เรื้อรัง ขาบวม ท้องบวม

          - สังเกตเห็นหลอดเลือดบริเวณหน้าท้องพองบวม

          - อาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากเกิดภาวะหลอดเลือดขอดที่หลอดอาหารแตก ซึ่งอาจทำให้เสียเลือดมากจนเสียชีวิตได้

          - ในระยะสุดท้ายที่ตับวายไปแล้ว ก็จะเกิดอาการทางสมอง เช่น ซึม เพ้อ ไม่รู้สึกตัว เป็นต้น

          ทั้งนี้ นอกจากโรคตับแข็ง ยังมีภาวะความผิดปกติของโรคตับที่พบได้มากในสุขภาพของคนไทย ซึ่งได้แก่

1. โรคตับอักเสบ

          ภาวะตับอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยสาเหตุหลัก ๆ เกิดจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอและเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งไวรัสตับอักเสบเออาจติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด ส่วนไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อได้ทางการสัมผัสกับเลือดของผู้เป็นพาหะ เช่น การถ่ายเลือด การใช้ของมีคมร่วมกัน หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์ร่วมกับผู้ที่เป็นพาหะ

          อย่างไรก็ตาม นายแพทย์นุสนธิ์ กลัดเจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้เตือนว่า การใช้แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ หรือมีดโกนร่วมกับผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบอยู่ อาจทำให้คุณติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีได้ หรือในกรณีเด็กที่คลอดจากมารดาผู้เป็นพาหะ อาจได้รับเชื้อจากมารดาได้ ซึ่งในกรณีเช่นนี้โรคตับอักเสบจะไม่แสดงอาการในวัยเด็ก แต่จะแฝงตัวอยู่ในร่างกายของเด็กจนเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ โดยในบางรายโรคตับอักเสบอาจหายเองได้ แต่บางรายอาจกลายเป็นพาหะโรคตับอักเสบเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว

2. มะเร็งตับ

          นายแพทย์นุสนธิ์ กลัดเจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคมะเร็งตับอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ มะเร็งที่เริ่มจากตัวตับเอง ซึ่งมักจะเป็นผลพวงของภาวะตับอักเสบเรื้อรังและโรคตับแข็ง และมะเร็งตับแพร่กระจายที่เริ่มจากอวัยวะอื่น ๆ อย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งตับอ่อน แล้วจึงค่อยลามมาเป็นมะเร็งตับในที่สุด

โรคตับแข็ง
 
การรักษาโรคตับ ทำได้ดังนี้

1. รักษาที่สาเหตุ

          ก่อนอื่นต้องรู้ว่าต้นเหตุของโรคตับแข็งเกิดจากอะไร และรักษาไปตามสาเหตุนั้น เช่น มีสาเหตุจากการดื่มสุรา ก็ให้งดสุรา ถ้าเกิดจากไวรัสตับอักเสบก็ให้ยารักษาที่ชื่อว่า อินเตอร์เฟอรอน

          ส่วนในกรณีที่เป็นโรคตับแข็งจากภูมิต้านทานตนเอง (Autoimmune Hepatitis) ให้ใช้ยาสเตียรอยด์รักษา แต่หากเป็นโรคตับแข็งจากการสะสมของสารทองแดงในตับ ต้องใช้ยาเฉพาะเพื่อขับสารทองแดงออกจากร่างกาย


2. รักษาตามลักษณะอาการที่เกิด

          อาการของโรคตับที่เกิดจากความผิดปกติของตับในกรณีต่าง ๆ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ขาบวม ท้องบวม อาเจียน แพทย์จะรักษาโรคไปตามลักษณะอาการในเบื้องต้น


3. การผ่าตัดเปลี่ยนตับ

          สำหรับผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้าย ที่พบว่าการทำงานของตับลดน้อยลง หรือไม่สามารถควบคุมโรคแทรกซ้อนได้ จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนตับร่วมกับการรักษาด้วยตัวยา ซึ่งการรักษาแบบนี้จะให้ผลดีถึงร้อยละ 80-90 และโดยเฉลี่ยแล้วผู้ป่วยโรคตับแข็งที่รักษาด้วยการผ่าตัดจะมีชีวิตยาวนานขึ้นอีก 5 ปี เลยทีเดียว


สมุนไพรรักษาโรคตับ

1. พัทธะปิตตะ

          ตำรับยาสมุนไพรซึ่งมีสมุนไพร 8 ชนิดเป็นหลัก เช่น หัวเต่ารั้ง หัวเต่าเกียด กำแพง 7 ชั้น หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ เป็นต้น แต่อาจเปลี่ยนสมุนไพรบางตัวให้เหมาะสมกับผู้ป่วยบางคน โดยต้มยา 1 ห่อ ต่อ 1 สัปดาห์ กินติดต่อกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ จะช่วยให้ท้องและขาที่บวมยุบลง และช่วยให้การทำงานของตับดีขึ้น และเมื่อกินติดต่อกันประมาณ 5 เดือน การทำงานของตับจะเข้าสู่ระดับปกติ ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องกินยาสมุนไพรต่อเนื่องจนครบ 8 เดือนจึงหยุดยาต้ม และยังคงให้รับประทานยาบำรุงตับจากแพทย์แผนปัจจุบันร่วมด้วย

2. เบญจอำมฤต

          เบญจอำมฤตเป็นเครื่องยาทิพย์ 5 อย่างในตำรับ คือ มหาหิงคุ์ ยาดำ รงทอง รากตองแตก และดีเกลือ เป็นตัวยาหลัก โดยเติมพริกไทย ขิง ดีปลี เพิ่มไปด้วยเพื่อช่วยในการปรับสมดุลและคุมการทำงานของธาตุลมที่อาจเปลี่ยนแปลง เช่น เกิดอาการท้องอืด หลังจากถ่าย เป็นต้น

          โดยเบญจอำมฤตเป็นยาที่มีฤทธิ์เป็นยาถ่ายชนิดรุนแรง หลักการในการรักษาโรคตับผิดปกติทุกชนิดคือต้องการให้มีการถ่าย เพื่อเอาของเสียออกก่อน แล้วจึงจ่ายยาอื่นตาม ดังนั้นจึงพบว่าอาการอึดอัด ท้องมาน ของผู้ป่วยมะเร็งตับดีขึ้นหลังจากกินยาเบญจอำมฤต เพราะเมื่อมีการถ่ายมาก แรงกดดันในช่องท้องและอาการท้องอืดบวม (Ascites) จะลดลง ทำให้อาการอึดอัดไม่สบาย รับประทานอาหารไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น

          ทั้งนี้การใช้ยาเบญจอำมฤตควรปรึกษาแพทย์แผนไทยผู้รู้ตำรับปรุงยาสูตรดั้งเดิม เพราะการใช้ยาตำรับนี้ต้องมีการใช้ยาตำรับอื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง อันจะส่งผลร้ายต่อผู้ป่วยได้

โรคตับแข็ง

การดูแลผู้ป่วยโรคตับแข็ง

          1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้มีสารอาหารเพียงพอต่อร่างกาย

          2. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพราะตับจะย่อยไขมันได้น้อยลง และควรหลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ ให้ใช้ไขมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ที่มีกรดไขมันจำเป็นไลโนเลอิกแทน

          3. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด อาหารที่ผ่านการแปรรูป เช่น ไส้กรอก หมูยอ เพราะมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาหารเหล่านี้จะทำให้อาการบวม อาการท้องมานแย่ลงได้ โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้รับประทานเกลือได้ไม่เกินวันละ 2 กรัม หรือเทียบเท่ากับเกลือป่นประมาณเศษหนึ่งส่วนสามช้อนชาต่อวันเท่านั้น

          4. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ชื้น เช่น ถั่วป่น พริกป่น ที่เป็นแหล่งของสารอะฟลาท็อกซิน ทำให้ตับต้องทำงานมากขึ้น และยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับมากขึ้น

          5. ควรรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสดใหม่ ไม่รับประทานอาหารที่เก็บค้างคืน อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ลวก หรือย่าง

          6. ควรรับประทานอาหารที่เป็นผัก ผลไม้ให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะท้องผูก

          7. ต้องไม่ดื่มน้ำมากเกินไป คือไม่เกิน 6 แก้วต่อวัน หรือหากมีอาการบวมมาก ควรลดปริมาณน้ำลงอีก และอาจต้องกินยาขับปัสสาวะตามที่แพทย์สั่งด้วย

          8. ต้องงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ตับส่วนที่ยังดีอยู่ถูกทำลายมากขึ้น

          9. ไม่ควรซื้อยามากินเองหรือกินยาเกินขนาด เพราะยาส่วนมากจะถูกทำลายที่ตับ จึงอาจทำให้ภาวะตับแย่ลงกว่าเดิม

          10. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ เช่น วิ่งมาราธอน กีฬาที่ต้องหักโหม ให้เดินหรือวิ่งเบา ๆ แทน และพยายามทำจิตใจให้เบิกบาน


การป้องกันโรคตับแข็ง

         1. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก และถ้าตรวจพบว่าเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ควรงดดื่มโดยเด็ดขาด

          2. ฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบจากไวรัสบี ซึ่งนิยมฉีดตั้งแต่แรกเกิด

          3. ระมัดระวังการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อตับ โดยควรใช้ยาภายใต้การควบคุมของแพทย์และเภสัชกรทุกครั้ง
  
          4. อย่ารับประทานยา ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโดยไม่ทราบที่มาหรือเพียงเพราะคำโฆษณา

          5. สวมถุงมือ สวมหน้ากากป้องกัน หากต้องสัมผัสหรือสูดดมสารเคมี

          6. ไม่สำส่อนทางเพศ

          7. ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ และเข็มฉีดยา

          8. ตรวจสุขภาพร่างกายทุกปี

          การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐนะคะ หากคุณกำลังสงสัยว่าตัวเองอาจป่วยเป็นโรคตับ หรือรู้สึกว่าช่วงนี้ร่างกายอ่อนแอลงไปมาก ควรต้องหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจังได้แล้ว และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยล่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

มูลนิธิตับแห่งประเทศไทย
ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์


เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
อาการของโรคตับ สังเกตอย่างไรว่าเป็นโรคตับแข็ง โพสต์เมื่อ 29 กรกฎาคม 2558 เวลา 15:23:50 485,027 อ่าน
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
TOP