สาวแชร์ประสบการณ์รอดชีวิตจากโรคคลั่งผอม อะนอเร็กเซีย วันนี้ชีวิตแฮปปี้ขึ้นเยอะ

Anorexia

         โรคอะนอเร็กเซีย (Anorexia) หรือโรคคลั่งผอม เป็นอาการป่วยที่อยู่ไม่ไกลตัวสาวยุคใหม่ที่กลัวอ้วนมากจนเกินไป ลองอ่านประสบการณ์การต่อสู้กับโรคนี้ของคนที่ผ่านจุดนั้นมาได้

          ผู้หญิงหลายคนมีทัศนคติว่า "หุ่นดี" ต้องผอม ต้องมีไซส์ sss บางคนถึงพยายามลดน้ำหนักอย่างเอาเป็นเอาตาย และแทบไม่ค่อยทานอาหารเพราะกลัวน้ำหนักเพิ่ม แต่ส่องกระจกกี่ครั้งก็ยังไม่พอใจในรูปร่างตัวเองสักที แม้จะผอมมาก ๆ แล้วก็ยังยิ่งลด ยิ่งอด ยิ่งกลัว ยิ่งเครียด อาการแบบนี้เข้าขั้นความผิดปกติทางจิตใจชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อะนอเร็กเซีย เนอร์โวซา (Anorexia Nervosa) หรือโรคคลั่งผอม หลายคนไม่รู้ตัวเองว่าป่วยเป็นโรคนี้ แต่ก็มีอีกหลายคนที่รู้สึกตัวทัน และคิดว่าเราต้องรักษาอาการนี้ก่อนจะสายเกินไป

          ดังเช่นเรื่องราวของ คุณ chmaysa สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม  สาวน้อย ม.ปลาย ที่รอดชีวิตจากโรคคลั่งผอมมาได้สำเร็จ จุดเริ่มต้นจากความคลั่งออกกำลังกายอย่างหนัก นำไปสู่การคุมอาหาร กว่าจะรู้ตัวเธอก็ผอมมากจนกระดูกปูดและมีปัญหาสุขภาพอีกอย่างหลาย ตามมาด้วยความเครียดอย่างหนัก แต่ในที่สุดเมื่อได้เข้ารับการรักษา เจ้าของกระทู้ก็กลับมาเป็นสาว ม.ปลายที่สดใสสมวัยเหมือนเดิม ลองมาอ่านเรื่องราวการต่อสู้กับโรคคลั่งผอมของเธอคนนี้กันค่ะ

โรคอะนอเร็กเซีย

          [รีวิวรึเปล่า] การต่อสู้กับโรคคลั่งผอม -เมษา, the former anorexic เจ้าเก่า โดย คุณ chmaysa สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม 

          สวัสดีค่ะ แนะนำตัวก่อนนะ เมษา อายุ 18 ค่ะ ขอเรียกตัวเองอย่างยิ่งใหญ่ว่า ผู้รอดชีวิตจากโรค anorexia ค่ะ ปัจจุบันหายขาดแล้วค่ะ น้ำหนัก ร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทุกอย่างกลับมาปกติแล้วค่ะ กลับมาเป็นเมษาคนบ้าบอเหมือนเดิม

          สามารถติดตามชีวิตหรือปรึกษาเรื่องการรักษากับเราได้ที่ IG : chmaysa_ หรือ FB : Panita Ch นะคะ ยินดีให้คำปรึกษาจริง ๆ ช่วงที่ผ่านมาก็มีคนมาปรึกษาเราแล้วหลายคนอยู่

          จริง ๆ แล้ว ในกระทู้นี้เราตั้งใจจะรีวิวอาการของเราหลังจากหายจากโรค anorexia nervosa หรือที่เรียกกันในภาษาไทยคือ โรคคลั่งผอม อธิบายสั้น ๆ คือ ยิ่งผอมยิ่งกลัวอ้วนนั่นเองค่ะ แต่ก็กลัวจะไม่มีที่มาที่ไปเกิน เลยจะดึงมาจากกระทู้ที่เราเคยเขียนเมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับประสบการณ์ในเรื่องนี้ของเรา (pantip.com/topic/34250637)

          โดยเราจะเรียบเรียงใหม่ให้ในนี้เลย ง่าย ๆ ก็คือ rewrite แหละ (ถึงแม้ว่าจะต้องพิมพ์ซ้ำอีกรอบเนื่องจากการกลั่นแกล้งของนิ้วชี้ตัวเอง เมื่อชั่วโมงก่อนหน้า -_-)

          ขอเริ่มต้นอธิบายความหมายและลักษณะอาการของโรคนี้ก่อนนะคะ

          เราจะให้ anorexia nervosa เป็น subset ของ eating disorder (โรคความผิดปกติทางการกิน) ซึ่งสมาชิกของไอ้เซต eating disorder (ตัวย่อ ED) ได้แก่

          1. anorexia คือ การที่เลือกกิน และกินน้อยกว่าที่ร่างกายใช้ ในขณะที่บ้าโหมออกกำลังอย่างหนัก

          2. bulimia คือ การกินแบบยัด (ภาษาฝรั่งคือ binge) แบบ no more tomorrow (โนวโนวโนวโน้วหม่อร์ ถึมอร์โร๊ว, มันเป็นเพลงค่ะ -_-)

          3. orthorexia คือ การเลือกกินแต่อาหารคลีน คลีนจัด กินแบบที่ (คิดว่า) healthy af


          สามสิ่งข้างต้นนี้ เมื่อเกิดการ restrict มากไป ทำให้ร่างกายผอม (เกิน) ระบบการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายผิดปกติ อารมณ์ แปรปรวน (มาก)

          ก่อนอื่นต้องบอกว่า เรา "ไม่เคยอ้วน" ค่ะ เป็นคนหุ่นสมส่วนมาตั้งแต่เด็ก ค่า BMI ปกติตลอด เคยน้ำหนักตัวมากสุดที่ 51 โล (ม.4, ปี 57) ตอนนั้นสูงประมาณ 162-163 แต่ตามพันธุกรรมเราเป็นคนโครงร่างใหญ่ค่ะ กระดูกใหญ่มาก ช่วงเอวกับขาเราลงไปจะค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับช่วงบน แล้วหลังจากเริ่มออกกำลังกายและคุมอาหาร น้ำหนักก็ลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือต่ำสุดที่ 37 โล (ม.5, ปี 58) รอบเอวจาก 26-27 ลงมาเหลือ 21 กับส่วนสูงคงที่ 163 เซนค่ะ (ปกติส่วนสูงเราจะเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 1 เซน แต่สองปีนั้นหยุดไปเลยค่ะ)

          อันนี้เป็นรูปตอนที่ผอมแบบวิกฤตสุด ๆ ค่ะ เอวบาง ๆ ขาเล็ก ๆ งี้ อาจเป็น body goal ของสาว ๆ วัยรุ่นในยุคนี้หลายคน

โรคอะนอเร็กเซีย

          เดี๋ยวนี้เขาฮิตกันใช่ปะ ไอ้น้ำหนักเลขสามเนี่ย บ้าบอ

โรคอะนอเร็กเซีย
         
          ดักไว้ก่อนว่า ตั้งแต่แรกที่เราเริ่มลดหุ่นเนี่ย ไม่ใช่ว่าเราอยากผอมบาง หรือว่าอยากมีหุ่นแบบนางแบบวิคตอเรียนะ เราแค่อยากมีกล้ามหน้าท้องค่ะ

          ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอม ม.4 ก่อนขึ้น ม.5 เราเริ่มจากออกกำลังหน้าท้องทุกคืนก่อนนอน และยังกินทุกอย่างปกติค่ะ เราทำอย่างงี้ไปประมาณเดือนกว่าได้ค่ะ สังเกตว่าหน้าท้องยุบ แถมลายหน้าท้องก็เริ่มโผล่ ดีใจมาก ก็เล่นต่อไปจนเกือบจะได้สี่ก้อน (บาง ๆ แต่เห็นชัดค่ะ) ตอนนั้นเราก็ไปหาข้อมูลจากเน็ตมาเพิ่มก็ได้รู้ว่า ถ้าอยากให้ลายกล้ามเนื้อชัดขึ้น ก็ต้อง shred fat โดยการ cardio เราเลยเริ่ม t25 ทุกคืน ย้ำว่าทุกคืนค่ะ (ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ t25 ยังไม่เข้ามาเกลื่อนในไทย)

          หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเปิดเทอม ม.5 พอดี ตอนนี้แหละค่ะ ที่เริ่มคุมอาหาร ซึ่งก็กินทุกมื้อแล้วก็ไม่ได้คุมแคลอรีเลยนะคะ แต่จะเลี่ยงคาร์บ เลี่ยงแฟต กินอะไรก็จะเน้นแต่โปรตีน ข้าวที่โรงเรียนก็ไม่กิน ห่อข้าวจากบ้านไปกินเองค่ะ น้ำหวานก็ไม่กินเลย ขนมก็ลดจนแทบเรียกได้ว่าไม่กิน กลับบ้านมาหลังกินข้าวเย็นเสร็จก็ขึ้นห้องไปเล่น t25 ทุกคืน แล้วก็ตั้งนาฬิกาปลุกประมาณตี 4 เพื่อจะตื่นขึ้นมาเล่นหน้าท้องก่อนอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนค่ะ

          ใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ผอมลงเรื่อย ๆ ไม่ได้สังเกตว่าตัวเองผอมลงเยอะไปเปล่า เพราะทุกเช้าตอนแต่งตัวจะดูแค่หน้าท้องตัวเองค่ะ ว่ามีลายมั้ย พุงโผล่มั้ย

          อีกอย่างที่เปลี่ยนไปเยอะ คือความสัมพันธ์กับเพื่อนที่โรงเรียนค่ะ พอไม่ไปกินข้าวที่โรงอาหารกับเพื่อน ก็เลยไปไหนมาไหนด้วยกันน้อยลง บวกกับตั้งแต่ช่วงนั้นเริ่มจะจริงจังกับการเรียนมากขึ้น วัน ๆ ก็อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ไม่คุยกับใคร แล้วก็ชอบทำหน้าตาย หน้าบึ้ง เลยยิ่งไม่มีใครกล้าคุยด้วย (ปกติเป็นคนพูดจากวนโอ๊ยอยู่แล้วด้วย ยิ่งเวลาพูดแล้วทำหน้าตายนี่คนยิ่งเข้าใจว่าเราอารมณ์ไม่ดี) 

          ขนาดเพื่อนสนิทที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ ม.2 แถมยังนั่งข้าง ๆ กันทุกวัน บางวันยังไม่ได้คุยกันซักคำเลยค่ะ ตอนหลังเพื่อนบอกว่าเห็นเราเงียบ ก็ไม่กล้าคุยด้วย กลัวโดนเหวี่ยง ทุกคนบอกว่าตอนนั้นเราน่ากลัวมาก เลยไม่มีใครกล้ายุ่ง 5555

==

          ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับครอบครัว ทะเลาะกับแม่เรื่องการกินบ่อยมากค่ะ มีครั้งนึงที่ร้องไห้ให้กับเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ตอนนั้นก็บอกกับพ่อว่าอยากจะกลับไปกินได้เหมือนเดิม เหมือนเมื่อก่อน ก็คิดว่าจะพยายามที่สุดนะคะ สุดท้ายเราก็ทำไม่ได้ อย่างมากก็กินขนมบ้าง กินมากขึ้น (นิดนึง) แต่ที่มากตาม (ไม่นิด) คือ การออกกำลังค่ะ

          พอดีกับตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมเล็ก (ของ ม.5 เทอม 1) ค่ะ เลยมีเวลาอยู่บ้านมากขึ้น สำหรับชีวิตของเราในช่วงปิดเทอมเล็กนี้ คือ ตอนเช้าออกไปเรียนพิเศษ
         
          กลับบ้านมาตอนสาย ๆ เกือบเที่ยงก็ขึ้นห้องไปออกกำลัง (จากที่เมื่อก่อนเคยแค่เล่นหน้าท้องกับ t25 ก็เปลี่ยนมาเล่นอย่างอื่นบ้าง ชีวิตผ่านมาเกือบหมดแล้วค่ะ ทั้ง weight training, hiit, liss, yoga, pilates, barre, tabata, kick boxing cardio)

          ออกกำลังเสร็จประมาณเที่ยง ลงมากินอะไรนิดหน่อย ไม่ค่อยกินเป็นมื้อ

          เสร็จแล้วก็ออกไปเรียนต่ออีกที่นึง ออกไปเรียนบ่าย ๆ นี่ก็ไม่ค่อยกินอะไรด้วยนะ อย่างมากก็นมจืด ซึ่งต้องกินทุกวันอยู่แล้ว บางทีก็พวก jerky เพราะเน้นโปรตีน นาน ๆ ทีถึงจะพกขนมพวก carbs กับ fat ไปเรียนเสร็จ กลับบ้านมา หลังข้าวเย็นก็ขึ้นไป t25 ต่อค่ะ

          บ้าเนอะ5555555

          **นี่ t25 ทุกคืนจริง ๆ นะไม่โม้ •×• (พอเล่าให้ใครฟังว่า t25 ครบ 25 นาทีทุกคืนมีแต่คนทำตาโตแล้วบอกว่า ทำไปได้ไง 5555 คือเวลาทำก็เหนื่อยนะคะ ปวดเข่าด้วย แต่พอทำเสร็จแล้วเรารู้สึกเฟรชมาก อะดรีนาลินมันหลั่ง 5555 พอดีเราเป็นคนที่เหงื่อออกยากมากกก (ก.ไก่ 58 ล้านตัว) ช่วงสัปดาห์แรก ๆ ที่เล่น t25 นี่คือเล่นเสร็จแล้วตัวยังแห้งอะ ชื้นหน่อยแต่ไม่เห็นเหงื่อเลยซักเม็ด -_- จำได้ว่าครั้งแรกที่เห็นเหงื่อเยอะแยะนี่ตื่นเต้นมาก -_-)

          เข้าเรื่องต่อ เราออกกำลังแบบนี้ทุกวันค่ะ ทุกวันจริง ๆ ไม่เคยพักเลย ก็รู้นะคะว่าออกกำลังต้องพัก แต่วันไหนตั้งใจจะพัก พอถึงเวลาจริงก็อดไม่ได้ คือมันเสพติดการออกกำลังไปแล้วอะ เหมือนกลัวว่าพักไปวันนึงไขมันจะพุ่งขึ้นงั้นอะ 5555

          เป็นแบบนี้ไปจนเปิดเทอม 2 (ม.5) ค่ะ ยิ่งมีโลกส่วนตัวสูงมากขึ้นกว่าเดิมอีก คือตอนปิดเทอมที่ผ่านไปนี่เราไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนคนไหนเลยค่ะ แม้แต่เพื่อนสนิทในกลุ่ม เท่ากับว่าเรากีดกันทุกคนออกจากตัวเอง อยู่แต่กับความเครียดทั้งเรื่องเรียน เรื่องกิน และเรื่องออกกำลัง เวลาอยู่บ้านหรือนั่งรถไปไหน ถ้าไม่อ่านหนังสือเรียนก็ดูพวกคลิปออกกำลัง ประมาณว่าคืนนี้เล่นคลิปไหนดี -_-

          ในตอนนั้นเองค่ะ ที่ได้อ่านเจอบทความเกี่ยวกับโรคอะนอเร็กเซีย อ่านครั้งแรกแล้วเรารู้ตัวเลยนะคะ ว่าเราเป็นโรคนี้แน่ ๆ ก็คุยกับแม่ แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจรักษาอย่างจริงจังหรอกค่ะ บอกแม่ไปว่าจะรักษาตัวเอง แต่กว่าเราจะเริ่มจริง ๆ ก็ปาเข้าไปเดือนสองเดือน ซึ่งน้ำหนักก็ลดลงเรื่อย ๆ ไม่หยุด มีครั้งนึงทะเลาะกับแม่จนแม่สั่งห้ามไม่ให้เราออกกำลังกาย เราเลยลองหันมาคุมแคลอรีบ้าง เพราะกลัวไขมันพุ่ง วันนึงประมาณ 1,800-1,900ค่ะ นับแบบประมาณเองด้วยนะ นับเกินไว้ก่อน กลางวันจะไม่ห่อข้าวไปแล้วค่ะ แต่จะพกขนมหรือของกินประเภท snack 1 ห่อกับนมอีก 1 กล่องไปจากบ้าน พักเที่ยงทั้งชั่วโมงกินแค่นั้นจริง ๆ ค่ะ

          ช่วงนั้นก็ทะเลาะกับพ่อแม่บ่อยมากขึ้น แทบไม่เว้นวันเลยค่ะ

          มีครั้งนึงแม่ลากเราไปยืนหน้ากระจกแล้วบอกให้ดูสารรูปตัวเอง ผอมกระดูกปูดเหมือนเอเลี่ยน 5555

โรคอะนอเร็กเซีย

          และในส่วนของร่างกายน้านนน ร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ค่ะ

          - เริ่มจากประจำเดือนไม่มาติดต่อกันหลายเดือนค่ะ (รวมทั้งสิ้นก็นับได้เป็นปีนึง) เพราะไขมันเราหายไปเยอะมาก ทำให้ไม่มีไขมันไปสร้างฮอร์โมน (เข้าใจใช่มั้ยคะ คือ ฮอร์โมน estrogen กับ progesterone ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการตกไข่และการเตรียมความพร้อมของมดลูกผู้หญิงเนี่ย มันเป็น steroid hormone ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าต้องอาศัยไขมันในการสังเคราะห์ ถ้าไม่มีไขมันมันจะเกิดไหมล่ะ เออ)

          - ผมร่วง ผมร่วงเยอะมากค่ะ จากที่เมื่อก่อนเป็นคนผมหนาแล้วก็ดูสุขภาพดีมาก ๆ กลายมาเป็นผมแห้งบาง แถมยังหยิกงออีก นั่งเฉย ๆ ผมมันก็ร่วงเป็นกระจุก

          - เลือดจาง เมื่อก่อนเป็นคนที่แก้มแดงง่ายค่ะ ร้อนหน่อยก็แดง มีแต่คนอิจฉา 55555 แต่พอเลือดจางแบบนี้ ตัวนี่ซีดเหลืองเป็นผีตากฮาตาริ 18 นิ้วเลยค่ะ แก้มฝาดเลือดหายไปเลย

          - หนาวง่าย เพราะไขมันในร่างกายน้อย ยิ่งช่วงนั้นเป็นหน้าหนาวด้วย ขนาดช่วงปลายเดือนมกรา-กุมภา ที่เริ่มหายหนาวแล้ว เพื่อน ๆ ก็เลิกใส่เสื้อกันหนาวมาโรงเรียนแล้ว เรายังนั่งสั่นงึก ๆ อยู่ทุกวันเลยค่ะ (ห้องเรียนเป็นห้องพัดลม)

          - ผิวแห้งมาก เป็นคนผิวแห้งอยู่แล้วด้วย หน้าหนาวนี่ผิวลอกเป็นแผ่น ๆ เลยค่ะ

          - เครียดจัด เครียดมาก ร้องไห้คนเดียวแทบทุกวัน ไม่คุยกับเพื่อนเลย วันไหนเราหันไปพูดกับเพื่อนก่อนนี่เพื่อนจะทำหน้าตาตื่นเต้นมาก แล้วถ้าได้ยินใครก็ตามพูดเรื่องไดเอตหรือการออกกำลังเราจะเครียดมาก เหมือนกลัวว่าเขาจะออกกำลังเยอะกว่าเรา จะกินน้อยกว่าเรา ผอมกว่าเรา

          - ร่างกายขาดวิตามินและแคลเซียม กระดูกพรุนสิคะหล่อน

          - ร่างกายหยุดโต อย่างที่บอกไปข้างต้น ส่วนสูงเราไม่เพิ่มขึ้นเลยค่ะ ทั้ง ๆ ที่ในอายุเท่านี้ น่าจะเพิ่มขึ้นซักเซนสองเซนในปีนึง แต่เพราะขาดสารอาหาร ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอที่จะไปพัฒนาตัวเอง

          - ผอมจนกระดูกโผล่ กระดูกทิ่มเนื้อ เป็นแผลกดทับง่าย นั่งเก้าอี้ที่โรงเรียนไม่ได้ ต้องเอาเบาะมารองก้น เวลาเดินนี่มีแต่คนบอกกลัวเอวหัก เล่นฮูลาฮูปหน่อยเป็นแผลหนองที่หลังเลยค่ะ ทุกวันนี้แผลเป็นยังอยู่เลย

          - ตัวเย็น หัวใจเต้นช้าลง ความดันต่ำ (มากกกก)

โรคอะนอเร็กเซีย

          - การขาดสารอาหาร แน่นอนว่าต้องมีผลกระทบกับสมองค่ะ

          - ถ้ารู้ตัวช้ากว่านี้ อาจจะต้องไปนอนโรงพยาบาลเพราะปอดทะลุหรือถุงลมโป่งพองก็ได้ค่ะ (การออกกำลังที่ต้องใช้แรงมาก ๆ เช่น weight training จะทำให้เกิดแรงดันสูงในช่องอก พอผอมมาก ๆ ซี่โครงก็ทิ่มปอดได้)

          - เลวร้ายกว่าปอดทะลุและถุงลมโป่งพองคือ "ตาย"ค่ะ หลับไปเลย ไม่ตื่นอีกเลย กึดบ๊ายมายเหลิฟเวอะเลย

          ตอนนั้นหมอที่รู้จักข้างบ้านได้แนะนำให้ไปสแกน MRI เพื่อหาสาเหตุที่เมนส์ไม่มาซักทีค่ะ ระหว่างนั้นหมอก็ให้ยาคุม (ยาคุมจริง ๆ นั่นแหละ) มากินอยู่สามเดือนค่ะ กินสามเดือนเมนส์ก็มาแค่สามเดือน

โรคอะนอเร็กเซีย

          ผลของการตรวจ MRI ออกมาปรากฏว่า พบ "เนื้องอก" ชิ้นเล็ก ๆ อยู่ใน hypothalamus (ต่อมใต้ธาลามัส) ของเราค่ะ ! (แต่ตอนนั้นหมอให้แม่บอกเราแค่ว่าเราเป็นโรคขาดสารอาหารค่ะ คงเพราะไม่อยากให้เราเครียด)

          หลังจากนั้นก็ได้ตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ (เราเป็นคนบอกกับแม่เองค่ะ ก่อนหน้านั้นแม่เคยพูดแล้วว่าให้ไปหาจิตแพทย์แต่เราคิดว่าเราโอเค ก็ไม่ยอมไป จนวันนึงมันไม่ไหวจริง ๆ เราร้องไห้ทุกวัน ทั้งครูและเพื่อนก็เป็นห่วง มีครูท่านนึงบอกให้เลือกว่าจะไปพบจิตแพทย์ หรือไปนั่งฟังธรรม แน่นอนว่าเราเลือกอย่างแรก 5555555)

          แล้วการเริ่มต้นการรักษาของเราก็เริ่มค่ะ

          เราไปพบจิตแพทย์ทุก ๆ สองสัปดาห์ (อยากรู้รายละเอียด, สถานที่ ถามได้นะคะ) แล้วก็ยังพบกับแพทย์ด้านโภชนาการ เจาะเลือดหลายรอบมาก ตั้งแต่ไปหาหมอมาจนวันนี้นี่ก็ประมาณปีนึงได้แล้ว รวม ๆ ได้ไม่ต่ำกว่าสิบเข็มค่ะ ดีไม่ดีจะเกินยี่สิบ 5555

โรคอะนอเร็กเซีย

โรคอะนอเร็กเซีย

          (สวัสดี นั่นนายใช่มั้ย เส้นเลือด)

          ตอนนั้นเราต้องกิน ensure (ผลิตภัณฑ์ทดแทนอาหารสำหรับผู้ป่วยที่ทานอาหารไม่ได้ หรือเบื่ออาหาร) กินทุกวันวันละ 16 ช้อน (ตอนหลังหมอก็ให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็น30กว่าช้อนค่ะ) 

 
โรคอะนอเร็กเซีย

โรคอะนอเร็กเซีย

          (สังเกตข้อมือนะคะ เห็นเส้นเลือดใช่มั้ย 555)

          อันนี้เป็นรูปช่วงที่รักษาอยู่ค่ะ น้ำหนักขึ้นมานิดนึงแล้ว

โรคอะนอเร็กเซีย

          กางเกงที่เคยใส่ ต้องเอาไปแก้เอวหมดเลยค่ะ ไม่งั้นต้องใช้คลิปหนีบกระดาษอันใหญ่ ๆ กับเข็มกลัดมาหนีบ

          รักษากับหมอที่โรงพยาบาลไปได้ซักพัก ก็มีคนรู้จักแนะนำให้ไปพบแพทย์แผนจีนที่พัทยาค่ะ เราไปฝังเข็มอยู่ทุก ๆ สองอาทิตย์ หมอก็ให้ยาน้ำที่ต้มเองจากสมุนไพรจีนมาให้ผสมน้ำดื่มทุกวัน เรื่องรสชาตินี่สุด ๆ ค่ะ กินยาพวกนี้อยู่หลายเดือน พอไปกินกาแฟนี่รู้สึกความขมของกาแฟมันกระจอกมาก 55555555 เราฝังเข็มมาตั้งแต่หัวยันนิ้วเท้าแล้วค่ะ สำหรับเรามันไม่เจ็บเลยนะ จะมีแต่จั๊กจี้บ้าง แล้วก็ปวดบ้างเวลาหมอเขาหมุนเข็มค่ะ

โรคอะนอเร็กเซีย

          เรารักษาอยู่แบบนี้หลายเดือนติดต่อกันตลอดรวมแล้วก็ปีกว่า จนสิ้นสุดนัดกับหมอที่โรงพยาบาลครั้งสุดท้ายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา (ประมาณมกรา 59)

          ทั้งน้ำหนัก การกิน สภาพจิตใจดีขึ้นเรื่อย ๆ จะมีบางช่วงที่ขึ้น ๆ ลง ๆ คือเกิด depression บ้าง แต่ก็ผ่านมาได้เพราะกำลังใจจากครอบครัว เพื่อน ๆ แล้วก็ตัวเราเองค่ะ

          ส่วนครั้งที่สองที่ไปทำ MRI ก็พบว่าเนื้องอกหายไปแล้วค่ะ เย่

โรคอะนอเร็กเซีย

          ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดค่ะ

โรคอะนอเร็กเซีย

โรคอะนอเร็กเซีย

โรคอะนอเร็กเซีย

          รูปนี้เพิ่งถ่ายเมื่อเช้า (27 เมษา) เนื้อหนังและไขมันกลับมาแล้วค่ะ กระดูกไม่ปูดทิ่มออกมาแล้วววว

โรคอะนอเร็กเซีย

          งานแขน (เหลืองเพราะไฟ) ที่ได้มาด้วยการกินและออกกำลังสม่ำเสมอค่ะ (ต้องพักผ่อนด้วยนะ)

โรคอะนอเร็กเซีย

          ความมือสั่น ถ่ายรูปทีไร จะมือถือหรือกล้อง มือก็สั่นตลอดค่ะ เหนื่อย ถ่ายรูปทีนี่ต้องกลั้นหายใจ เกร็งยันหัวเข่า

โรคอะนอเร็กเซีย

          งานขาก็มา อันนี้ประมาณ 1-2 เดือนที่แล้วได้ค่ะ ปัจจุบันก็ไม่เปลี่ยนแปลงมาก กล้ามเนื้อแข็งขึ้นหน่อย

โรคอะนอเร็กเซีย

          ต้นขาชิดไม่ได้แปลว่าอ้วน ไขมันเผละเสมอไปนะคะ

โรคอะนอเร็กเซีย

          ความหน้าบานแต่ชีวิตแฮปปี้ ดีกว่าเยอะเบยยย

          (รูปนี้เพื่อนถ่ายมาให้เมื่อวันที่มี รพ.มารับบริจาคเลือดที่โรงเรียน ตอนนั้นความดันยังต่ำอยู่ค่ะ เพราะนอนน้อย อดให้เลือดเลย 
5555555)

โรคอะนอเร็กเซีย

          ตอนหมอเห็นความดันต่ำ หมอบอก ออกกำลังบ้างนะ คือนี่ขำเลย นี่เคยออกจนผอมแห้งเป็นผีมาแล้วค่ะหมอ

          *คนที่ออกกำลังเป็นประจำจะมีความดันปกติค่อนข้างต่ำค่ะ แต่ไม่ใช่ต่ำแบบคนใกล้ตายนะ

          ข้อมือปัจจุบันค่ะ ถ้าตอนที่ผอมมาก ๆ จะเห็นกระดูกปูดขึ้นมากลม ๆ ชัดเจนมากค่ะ

          ดูแบบนี้เหมือนเราผอมมากนะ แต่ปกติค่ะ เราข้อมือและข้อเท้าค่อนข้างเล็ก เทียบกับแขนและขา คือตรงข้อมือข้อเท้าเนี่ย จับไปจะเป็นกระดูกเต็ม ๆ เลยค่ะ มีเนื้ออยู่บ้างแต่ไขมันจะไม่สะสม นิ้วเราจะเรียวและค่อนข้างยาว ตอนผอมที่ยิ่งไม่มีเนื้อ นิ้วยิ่งเป็นกระดูกเลยค่ะ

โรคอะนอเร็กเซีย

          อันนี้เป็นรูปตอนที่ยังผอมมาก ๆ ค่ะ เป็นช่วงกำลังรักษาตัว สังเกตดี ๆ จะเห็นผิวลอกออกมาเป็นขุย ๆ แผ่น ๆ นะคะ แล้วก็กระดูกไหปลาร้าที่แหลมออกมา ปัจจุบันหายไปหมดแล้วค่ะ เนื้อกลับมาเต็ม ไม่มีร่องไหปลาร้าแล้ว

โรคอะนอเร็กเซีย

          *ขอพูดนิดนึงเกี่ยวกับเรื่องร่องไหปลาร้าหรือที่เรียกว่าอะไรก็ตาม ไอ้ที่มันเป็นหลุมๆ ที่ชะนีฮิตถ่ายรูปวางของไว้ในนั้นแล้วอัพโชว์น่ะค่ะ บางคนคิดว่าคนผอมต้องมีร่องไหปลาร้า ใครไม่มีร่องไหปลาร้าคืออ้วน เถียงค่ะ เถียงให้ถีบเลย

          ปกติแล้วเราไม่มีร่องไหปลาร้า ไม่มีมาตั้งแต่แรกแล้ว ตอนที่ผอมมากก็เพิ่งจะมีเนี่ยแหละ มีไม่เยอะด้วยเห็นมั้ย ตอนนี้มันก็หายไปแล้ว พอดีไม่ได้ถ่ายรูปปัจจุบันไว้ ยังไงก็นึกเอานะคะ ว่าไม่มีร่อง ๆ หลุม ๆ แต่ถ้าจับไปก็โดนกระดูกอยู่ดีค่ะ อันนี้เราไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับทรงกระดูกของเราเปล่า


          ยังไงถ้าใครตอบได้รบกวนบอกด้วยนะคะ อยากรู้เหมือนกัน 5555

==

          พูดถึงเรื่องการกินและการออกกำลังทุกวันนี้นะคะ

          เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอม จบมัธยมแล้วด้วย รอแอดอย่างเดียว (ความเจ็บช้ำของมนุษย์เด็กแอด !) ทำให้มีเวลาทำตัวไร้สาระอยู่บ้านค่อนข้างเยอะ (ตอนแรกก็ไปสมัครทำงานพิเศษนะคะ แต่ช่วงก่อนจะไปผ่าฟันคุด กลัวหน้าบวมใส่หน้ากากอนามัยไปทำร้านอาหารมันไม่เหมาะสม เลยไม่ไปทำล่ะ ทุกวันนี้ก็อยู่บ้านว่าง ๆ ไร้สาระสุด เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีมากนะคะ 5555555)

          ก็อย่างที่บอกนะคะ พอว่าง ไม่ต้องบ้าอ่านหนังสือเหมือนช่วงสอบก็เลยมีเวลาออกกำลังและ (มั่ว) ทำอาหารเอง ซึ่งต้องบอกก่อนว่า การกินของเราตอนนี้ ไม่ใช่ว่ากินไม่เลือก เรากินแบบค่อนข้างไปทางเพื่อสุขภาพ แต่ไม่คลีนนะคะ !

          เราไม่ชอบกินอาหารมัน ๆ เยิ้ม ๆ เลยไม่ค่อยกินพวกข้าวราดตามร้าน (แต่ถ้าเป็นข้าวคลุก, ข้าวผัดกินได้นะคะ มันไม่ค่อยต่างกันแต่เราก็ไม่รู้ทำไม 5555)

          ถึงเราจะไม่กินอาหารมัน ๆ แต่เราก็มั่นใจว่าเราได้ไขมันจากอาหารอื่นที่เรากินเข้าไป คือเราจะกินนมแบบ full fat (whole milk) กินกรีกโยเกิร์ต (เราชอบกินเปรี้ยว ๆ ค่ะ แถมกรีกโยเกิร์ตก็มีโปรตีนมากกว่า เข้าทางเลย) กินชีส กินถั่ว กินไอติม กินช็อกโกแลต คาร์บเราก็กินทั้งคาร์บดี คาร์บเลวค่ะ เราจะชอบกินข้าวกล้องมากกว่าข้าวขาว ขนมปังก็ชอบกินพวกผสมโฮลวีทหรือธัญพืช พวกน้ำตาลเยอะ ๆ ก็กิน

          ผักผลไม้ไม่ขาดค่ะ ผักนี่กินหนักมาก ชอบมาก จากเมื่อก่อนไม่กินผัก เดี๋ยวนี้คือกินผักเป็นขนมได้ (ในกรณีที่ขนมหมด 55555)

          เอาชัด ๆ คือ เรากินแบบ iifym ค่ะ บางคนอาจรู้จัก มันย่อมาจาก if it fits your macros ค่ะ
          แปลตรง ๆ คือ ก็ถ้ามันพอดีกับสารอาหารที่คุณต้องการอะนะ macros ไม่ใช่ห้างนะคะ
          macros ในที่นี้คือ macronutrients ได้แก่ คาร์บ โปรตีน และไขมัน
          ก็คือว่า สมมติอายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และการใช้ชีวิตประจำวันของคุณเนี่ย มันต้องการสารอาหารเท่านี้นะ
          อย่างของเรา เราใช้เกณฑ์
          protein ~ 90-100g ต่อวัน
          fat ~ 40-50g ต่อวัน
          carbs ไม่นับค่ะ อาศัยโปรตีนและแฟตถึง ที่เหลือมันก็คือคาร์บ

          **การนับตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นแคลอรีหรือสารอาหาร ไม่ควรเคร่งเครียดกับมันเกินไปนะคะ ถ้าคิดว่าตัวเองทำแล้วยิ่งเครียด ให้ "หยุด" ทันทีค่ะ !!**

          *จริง ๆ เรา ไม่ได้จะสนับสนุน ให้ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเลขแบบนี้ไปตลอดนะคะ แล้วแต่แนวทางคนค่ะ ใครสบายใจจะทำยังไง ถ้าไม่เดือดร้อนตัวเองและชาวบ้านก็แล้วแต่ ส่วนตัวที่เราใช้วิธีนับ macros เพราะว่ามันชัวร์ค่ะ ชัวร์กว่านับแคลเยอะด้วย เพราะบางคนที่นับแคลก็จะเอาแต่เก็บแคลไว้กินขนม ทำให้ขาดโปรตีนโดยไม่รู้ตัวได้*

          เนื่องจากเราออกกำลังค่อนข้างหนัก ทำให้พอคำนวณออกมาจริง ๆ อาจต้องกินเยอะกว่านี้ แต่ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วง cutting phase ค่ะ

          อะไรอีกวะ cutting phase 55555555

          ก็คือเรากำลังลด body fat percentage ค่ะ เนื่องจากการเพิ่มความอ้วนที่ผ่านมา มันทำให้ปริมาณแฟตในร่างกายเพิ่มมาค่อนข้างเยอะอยู่ ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เราต้องการลดอีกหน่อยค่ะ ให้ลีนกว่านี้นิดนึง

          ซึ่งการจะลดไขมันเนี่ย ก็คือต้องออกกำลังกายควบคู่กับการกินที่อาจต้องน้อยลงหน่อย (แล้วแต่ว่าเราอยากเห็นผลลัพธ์เร็วแค่ไหน)

          ถ้าพูดถึงการนับแคลอรี การลดไขมันก็ควรกินแบบ calorie deficit ค่ะ

          อาจจะ -5%, -10%, -15%, -20% หรือ -25% (25% นี่ค่อนข้างมาก (aggressive) เกินนะคะ อันนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ)

          คิดยังไง ง่าย ๆ คือสมมติชะนี  A ต้องการพลังงานในการดำรงชีวิตประจำวันประมาณ 1,500 kcal/day ถ้านางจะลดแคลอรีลง 15% นางก็ต้องใช้วิชาคณิตเข้าช่วยคือเอา 1,500 - [(15/100) x 1,500] = 1,275 kcal/day แค่เนี้ย

          รายละเอียดตรงนี้หนูแค่ยกตัวอย่างคร่าว ๆ นะคะ เป็นการอ้างอิง

          * ย้ำอีกทีว่าไม่ได้สนับสนุนให้นับแคลอรีหรือแมคโครนะคะ ! แค่อธิบายตามแนวทางที่ตัวเองใช้อยู่ตอนนี้*

          โอเค เข้าเรื่องต่อ คือตอนนี้นเราตั้งใจจะลดไขมันใช่มั้ยคะ เออ จากที่ปกติเราไม่ค่อยชอบการ cardio เท่าไร ก็ต้องเพิ่มมันเข้ามาในชีวิตประจำวันซักหน่อย

          ยกตัวอย่างตารางการออกกำลังของเราในอาทิตย์นึงนะคะ บางอาทิตย์ออกมากออกน้อย แล้วแต่ว่าว่างไม่ว่าง

          MON -  upper
          TUE  -  off
          WED -  HIIT
          THU  -  lower
          FRI   -  tabata + upper
          SAT   -  HIIT
          SUN  -   lower


          ประมาณนี้ค่ะ อาจะเปลี่ยนแปลงบ้างเพราะเราเปลี่ยนตารางใหม่ทุกอาทิตย์ ถ้าอาทิตย์ไหนรู้สึกว่าแผนไม่เวิร์ก เหนื่อยไป เพลียเกิน เราก็จะเปลี่ยน pattern

          *เรา weight train อาทิตย์ละ 4 วันค่ะ วันละชั่วโมงกว่า ไม่เกิน 1.40 hrs/session แบ่งวันไม่ให้ติดกันเกิน

          *เราจะไม่ cardio เกินอาทิตย์ละ 3 ชั่วโมง (ทุกวันนี้ประมาณอาทิตย์ละ 1.30-2 ชั่วโมง) และไม่เกินครั้งละ 30 นาที จะเน้นเป็น hiit ไปเลย เร็วดี เจ็บหนักแต่ไม่ยืดเยื้อ

          *เราจะไม่เล่น hiit และ leg ในวันเดียวกันค่ะ เนื่องจากทั้งคู่ต้องใช้แรงช่วงล่างมาก ถ้าเล่นติดกันวันเดียวอาจบาดเจ็บได้ ต้องให้ร่างกายพักบ้างค่ะ

          *ในส่วนของ hiit และ tabata เราจะเล่นตอนเช้าค่ะ กินมื้อเช้าเบา ๆ ก่อน เล่นเสร็จรีบอาบน้ำลงมากินอีกรอบสองค่ะ

          *บางวันก็อาจเปลี่ยน tabata เป็น barre workout ค่ะ

          *ถึงจะวางแผนไว้ แต่ถ้าวันไหนรู้สึกไม่ไหวจริง ๆ แบบตื่นเช้ามาหลัง leg day แล้วยังปวดมาก เราก็จะตัด hiit เช้านั้นออกไปค่ะ หรือบางอาทิตย์ก็เพิ่มวัน off

          *เราศึกษาเอง ทดลองเอง จัดระเบียบเองทุกอย่าง ไม่เคยมี PT ไม่เคยมีใครช่วยแนะนำเป็นส่วนตัว ขนาด gym เรายังไปใช้ของสโมสรในหมู่บ้านเลยค่ะ เพราะไม่สะดวกออกไปตามข้างนอก ซึ่งอุปกรณ์ของสโมสรในหมู่บ้านนี่ก็ทั้งเก่าแล้วก็ไม่ครบด้วย น้อยมาก แต่เราอาศัยดัดแปลงการใช้เอาค่ะ

          *เรายืนยันได้ว่าเรากินถึงกินครบจริง ๆ และทุก ๆ 2 อาทิตย์ เราจะ refeed ร่างกายโดยการกลับมากินที่ระดับ maintenance คือกินพอกับที่ร่างกายต้องการจริง ๆ ซึ่งจะเยอะกว่าระดับ cutting ของเราประมาณ 500 kcal/day ได้ ทั้งนี้การ refeed ก็เพื่อไม่ให้ metabolism ของเรามันทำงานช้าลงค่ะ เป็นการกระตุ้นมันว่า เฮ้ยหล่อน ฉันยังอยู่ดี ไม่ได้จะขาดสารอาหารนะ อย่าเพิ่งดับ อะไรเงี้ยค่ะ

          *ถามว่ามั่นใจได้ไงว่าที่ทำอยู่มันได้ผล ไม่เป็นอันตราย สำหรับเรา เราเห็นผลจากการที่ชั้นไขมันบางลง ถึงจะไม่ได้วัดจริงจัง แต่เรารู้สึกได้เพราะร่างกายเราเฟิร์มขึ้น และกล้ามเนื้อแน่นขึ้น น้ำหนักไม่ได้ลดลงฮวบฮาบ เพราะงั้นมั่นใจได้ระดับนึงว่าไม่ได้ aggressive เกินไป อีกอย่างที่เห็นชัดคือ เรายกดัมเบลได้หนักมากขึ้น ยกตัวอย่าง ตอนนี้เรายกได้หนักสุดที่ 30lbs x 8 / set ค่ะ เป็นท่า dumbbell row, on bench

          สำหรับเรา จุดสำคัญสุดของการออกกำลังเพื่อรูปร่างที่ต้องการ คือการรู้ลิมิตของตัวเองนะคะ
          สมมติ มนุษย์ A และมนุษย์ B น้ำหนัก ส่วนสูง อายุ เท่ากันหมด แต่ต่างกันตรงที่
          มนุษย์ A ออกกำลังประเภท weight training + cardio สม่ำเสมอมาแล้วประมาณสองปี พักผ่อนเพียงพอ
          มนุษย์ B เพิ่งเริ่มออกกำลัง cardio ได้สองเดือน พักผ่อนเพียงพอ

          ถ้าให้ทั้งสองคนมา weight train ที่ระดับความเข้มข้นเดียวกัน เปอร์เซนต์ที่ความอึดของมนุษย์ B จะน้อยกว่า A ก็ค่อนข้างมากใช่มั้ยคะ

          เราไม่จำเป็นต้องทำตามคนอื่นเขาทุกอย่างทั้งการกินและออกกำลัง
          บางคนไม่ได้ออกเพื่อผอม แต่ออกเพื่อสุขภาพ
          บางคนออกเพื่อลดความอ้วน
          บางคนออกเพื่อรักษาโรค หรือกายภาพบำบัด
          บางคนออกเพื่อไปแข่ง หรือซัพพอร์ตหน้าที่การงาน
          แค่อยู่ในลิมิตที่จิตใจและร่างกายตัวเองรับได้ ผลออกมายังไงก็ดีค่ะ


          นึกไม่ออกแล้ว 5555555555555

          ยังไงก็ฝากไว้ด้วยนะคะทั้งเรื่องโรค eating disorder รวมถึงการกินและออกกำลังเพื่อเป้าหมายของเราเอง มีอะไรถาม ปรึกษาได้นะคะ เราเต็มใจ แต่ย้ำไว้ก่อนว่าเรื่องการออกกำลังและการกินเนี่ย เราศึกษาและทดลองเองทั้งหมด เพราะงั้นถ้ามีจุดไหนผิดพลาด ไม่ make sense แนะนำเราได้นะคะ จะขอบคุณมาก หรือถ้าใครอยากขอคำแนะนำเราก็พอให้ได้ในระดับนึงค่ะ เราไม่กล้ายืน ยันว่าเรารู้ดีสุด แต่เราอาศัยประสบการณ์การเรียนรู้ทดลองของเราเป็นหลัก เราแค่เด็ก ม.ปลายที่สนใจในการออกกำลัง ไม่ได้มีเครดิตหรือดีกรีอะไรเลย แต่เราก็อยากแบ่งปันในสิ่งที่เราได้ทำผิดพลาดและทำสำเร็จมาแล้ว

          ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ ฮี่ ขอให้ทุกคนสุขภาพจิตและกายดี ภูมิต้านทานแข็งแรง กินและออกกำลังอย่างมีความสุขนะคะ yeah



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
คุณ chmaysa สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม


สาวแชร์ประสบการณ์รอดชีวิตจากโรคคลั่งผอม อะนอเร็กเซีย วันนี้ชีวิตแฮปปี้ขึ้นเยอะ โพสต์เมื่อ 29 เมษายน 2559 เวลา 16:17:22 29,048 อ่าน แสดงความคิดเห็น

คิดอย่างไรกับเรื่อง: สาวแชร์ประสบการณ์รอดชีวิตจากโรคคลั่งผอม อะนอเร็กเซีย วันนี้ชีวิตแฮปปี้ขึ้นเยอะ ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
TOP