ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้ แชร์ประสบการณ์จริงของผู้ชายวิ่งไล่ตามฝัน



ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

          วิตามินบี ใครว่าไม่สำคัญกับสุขภาพ ถ้าได้อ่านแชร์ประสบการณ์ขาดวิตามินบีของหนุ่มคนนี้แล้วจะรีบหาวิตามินมาบำรุงร่างกาย !

          ประโยคที่ว่าอย่าทำงานเก็บเงินไปใช้ในห้องไอซียู น่าจะเข้ากับชีวิตของคุณสมาชิกหมายเลข 3261482 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม คนนี้ไม่น้อย เพราะเขาเพิ่งก้าวผ่านอาการขาดวิตามินบีจนเกือบเอาตัวไม่รอดมาหยก ๆ เนื่องจากโหมงานหนักเกินไปจนสุขภาพไม่ไหวจะเคลียร์ !
ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้

         ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้ .. แชร์ประสบการณ์จริงของผู้ชายที่วิ่งไล่ตามฝัน โดยคุณสมาชิกหมายเลข 3261482 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

          ผมเป็นผู้ชายบ้านนอกธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ตัดสินใจลงมาหางานทำที่กรุงเทพฯ โดยให้สัญญากับพ่อแม่ที่บ้านไว้ว่าจะทำงานเก็บเงินซื้อบ้านหลังใหญ่ ๆ ที่กรุงเทพฯ ให้พ่อกับแม่อยู่กันแบบสบายให้ได้ เพราะบ้านที่สุรินทร์ของผมเป็นแค่บ้านไม้ยกสูงธรรมดา ๆ ไม่ใหญ่มากนักเพราะอยู่กัน 3 คน พ่อแม่ลูก
   
          แม่บอกว่าบ้านเล็ก ๆ ก็ทำความสะอาดง่ายดี ไม่ต้องซื้อบ้านใหญ่โตให้พ่อกับแม่หรอก ผมรู้ว่าแม่ไม่อยากให้ผมกดดันตัวเองมากเกินไป แต่ด้วยความที่ผมเห็นพ่อกับแม่ทำงานหนัก ๆ จนเหนื่อยมาตั้งแต่ผมจำความได้ พอผมสามารถทำงานได้แล้วผมเลยอยากให้พ่อแม่สบายขึ้นให้ได้ ลำพังถ้าหางานทำที่สุรินทร์คงอีกนานแน่ ๆ กว่าจะตั้งตัวได้เพราะบริษัทและตำแหน่งงานมีให้เลือกน้อย จึงต้องจากพ่อแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ

          พอมาถึงกรุงเทพฯ ก็เลยสมัครงานทุกอย่างที่วุฒิของผมพอจะทำได้ จนได้งานประจำที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งแถวพรานนก แรก ๆ ก็ทำงานประจำอย่างเดียว ผมเก็บเงินด้วยการฝากธนาคารแยกไว้นิ่ง ๆ เลยครับ ตอนแรกผมได้เงินเดือน 18,000 บาท หักประกันสังคมก็ตีซะเหลือ 17,000 บาท เดือนนึงผมเก็บเงินใส่อีกธนาคารนึงไว้ 5,000 บาท เหลือ 12,000 บาท หักค่าห้องรวมน้ำ-ไฟ ไม่เกิน 4,000 บาท ส่งให้พ่อแม่ที่สุรินทร์ 5,000 บาท เหลือไว้ใช้ส่วนตัว 3,000 บาท
   

          โชคดีที่ผมได้ห้องเช่าใกล้ที่ทำงานในระยะที่เดินไป-กลับได้ เลยไม่ต้องเสียค่ารถครับ ผมใช้เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างประหยัดที่สุด กินข้าววันละ 2 มื้อเน้นถูกและอิ่มเข้าไว้ เสื้อผ้าก็ซื้อแค่ไม่กี่ตัวใช้วนไปวนมา นาน ๆ จะซื้อใหม่สักตัวแต่ก็แบบถูกที่สุดไม่เน้นสวยงาม เอาแค่ใส่ไปทำงานได้ไม่น่าเกลียดเพราะงานผมไม่ต้องไปพบเจอลูกค้าหรือผู้คนเท่าไหร่ โทรศัพท์ก็ใช้แบบปุ่มกดธรรมดา ๆ

          ผมอดทนใช้ชีวิตแบบนี้ไปได้ประมาณปีกว่า ๆ ก็มีเงินเก็บเกือบ 90,000 บาท เริ่มมีกำลังใจ และอยากเก็บเงินให้ได้เร็วกว่าเดิม เลยเริ่มหารายได้พิเศษ ผมทำงานหนักขึ้น เก็บเงินได้มากขึ้น แต่เริ่มสนใจตัวเองและสังคมรอบข้างน้อยลง เอาเวลาที่ควรพักผ่อนมาเร่งหาเงิน ไม่ออกไปเที่ยวไหน นาน ๆ จะกลับบ้านไปหาพ่อแม่สักที แต่ยังส่งเงินให้ตามปกติและโทร. หาอย่างเดียว
   
          จนผ่านไปประมาณ 4 ปีกว่า ก็มีเงินเก็บเกือบ 500,000 บาท เลยตัดสินใจเอาไปดาวน์บ้านมือสองย่านจรัญสนิทวงศ์หลังหนึ่ง เป็นบ้านหลุดจำนองธนาคารครับ ไม่เน้นหรูหราใหญ่โตมาก แค่พอให้พ่อแม่ได้อยู่สบาย ๆ กว่าบ้านที่สุรินทร์ก็พอใจแล้ว พอได้บ้านมาแล้วก็ปรับปรุงตกแต่งอีกนิดหน่อยแล้วก็ไปรับพ่อกับแม่มาอยู่ด้วยกันทันทีครับ ส่วนบ้านที่สุรินทร์ก็ยังเก็บไว้โดยให้ญาติมาอยู่และช่วยดูแลบ้านให้ เพราะแม่เขาไม่อยากขายทิ้ง

          จากที่เคยคิดว่ามีบ้านแล้วน่าจะสบายขึ้น กลายเป็นว่ามีภาระเพิ่มขึ้นเพราะต้องผ่อนบ้านต่อครับ แต่ยังดีที่ไม่มีภาระลูกเมีย มีแต่พ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดู พอมีภาระมากขึ้นก็เลยมีแรงฮึดที่จะต้องทำงานหนักมากขึ้น ประหยัดมากขึ้น เพื่อจะได้ดูแลพ่อแม่ได้เท่าเดิม โดยที่ภาระผ่อนบ้านและค่าน้ำค่าไฟไม่ต้องมาเบียดเบียนค่ากินอยู่ของพ่อแม่ แถมยังเหลือเป้าหมายอีกอย่างที่ฝันไว้คือ “ซื้อรถ” ครับ

          อาจจะด้วยความที่ผมไม่เคยมีไม่เคยได้อะไรเหมือนคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก ที่คอยผลักดันให้ผมต้องขยัน ทุ่มเท และหักโหมทำงานหนักมากขึ้นเพื่อจะได้สิ่งที่ต้องการ ผมตัดสินใจเปลี่ยนงานเพราะช่วงนั้นมีเพื่อนที่รู้จักกันชักชวนเข้าไปทำงานที่บริษัทในตำแหน่งที่สูงขึ้นและที่สำคัญคือเงินเดือนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ผมเลยไม่รอช้าครับ เปลี่ยนงานทันที ถึงเงินเดือนจะเยอะขึ้นแต่การใช้ชีวิตของผมยังอยู่ในลูปเดิม มีเปลี่ยนแปลงอย่างเดียวคือ เปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ครับ นอกนั้นยังประหยัดเหมือนเดิม
   
          พอเปลี่ยนงานก็มีเงินเก็บเพิ่มมากขึ้น หลังจากนั้น 1 ปีเศษ ๆ ผมก็เก็บเงินก้อนใหม่ได้อีกประมาณ 200,000 บาท ไม่รวมเงินเก่า ก็เลยไปดาวน์มิตซูบิชิมือสองมาคันนึงจนได้ครับ คราวนี้ความฝันของผมก็สำเร็จทุกอย่างที่ตั้งใจไว้แล้ว

          นี่ไงครับความฝันของผม วันนี้มันกลายเป็นจริงแล้วด้วยน้ำพักน้ำแรงของผมเอง เป็นความภูมิใจของเด็กบ้านนอกอย่างผม ที่สามารถซื้อบ้านซื้อรถในกรุงเทพฯ ให้พ่อกับแม่อยู่ได้ เหมือนมันคือชีวิตใหม่ของผมเลย

ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้

          แต่แล้วก็เหมือนเดิม คือ ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อจะได้มีเงินหมุนเวียนมาเป็นค่างวดบ้านและรถที่ไปดาวน์มา ความฝันสำเร็จแล้วแต่มันกลับกลายเป็นภาระก้อนใหม่ ทำให้ผมต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
   
          พ่อแม่ก็เห็นว่าทำงานหนักมาก นอนวันนึงไม่เคยเกิน 5 ชั่วโมง เขาก็เคยเตือนหลายครั้งให้ดูแลตัวเองด้วยเพราะสุขภาพก็สำคัญ เขาไม่ต้องการเงินมากมาย แค่อยากให้ผมอยู่กับเขาไปนาน ๆ แต่ผมไม่ได้ใส่ใจมากเพราะคิดว่าทำเพื่อพ่อแม่ทั้งนั้น
   
          เพื่อนร่วมงานก็ชอบบ่น ว่าชวนไปผ่อนคลาย ไปเที่ยว ไปไหนมาไหนไม่เคยไปด้วยเลย ทำงานขนาดนี้ระวังเป็นบ้านะ ผมก็ได้แต่ขำ จนช่วงหลังร่างกายผมเริ่มไม่สู้เหมือนใจ เกือบทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาแล้วลุกแทบไม่ไหว นอนแล้วก็เหมือนไม่ได้นอน เหมือนร่างกายมันเพลียตลอดเวลา เริ่มไม่กระฉับกระเฉงเหมือนเดิม ยิ่งถ้าช่วงไหนงานหนัก ๆ เครียด ๆ ผมจะตื้อตันไปหมดเหมือนสมองมันไม่พร้อมจะคิดไม่พร้อมจะทำงานเอาซะเลย
   

          จากที่คิดว่าความขยัน ความอดทน นอนน้อย ๆ จะได้ไม่เสียเวลาทำงาน ตอนนี้กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้กลายเป็นอุปสรรคในการทำงานของผมไปซะแล้ว คือ ผมเริ่มมีสมาธิลดลง คิดงานคิดอะไรไม่ค่อยออก ทำให้ทำงานได้ช้าลงกว่าเดิมเยอะมาก คุณภาพงานก็ลดลง จนเริ่มส่งผลกระทบกับงาน ทำให้ผมยิ่งหักโหมมากขึ้นไปอีก จนพักหลังเริ่มรู้สึกว่าช่วงขาแถว ๆ น่องเริ่มบวม ๆ มือเท้าเริ่มชาบ่อย ๆ จนเริ่มรำคาญตัวเอง และหนำซ้ำยังอารมณ์หงุดหงิดชอบไปพาลกับคนรอบข้างอีก มันกระทบกันไปหมด

          จนวันหนึ่งรู้สึกเหนื่อยถึงขั้นหอบจนต้องเข้าโรงพยาบาล ยังดีที่มีประกันสังคมเลยไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเอง หมอบอกว่าไอ้อาการที่ผมเป็นเนี่ยเขาเรียกว่า โรคขาดวิตามินบี จากที่หมอถามผมถึงการใช้ชีวิตและอาหารการกินของผม ที่ว่านอนน้อย ทำงานหนัก แถมยังไม่ค่อยได้กินอาหารที่มีประโยชน์เท่าไหร่ ผมเพิ่งรู้ว่าไอ้การที่เราขาดวิตามินบีแค่ตัวเดียวก็ทำให้ร่างกายย่ำแย่ได้ขนาดนี้
   
          หมอยังบอกว่าที่ผมเป็นเนี่ยมันยังเป็นแค่อาการเริ่มต้น ถ้าผมยังไม่ดูแลตัวเองแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะร้ายแรงถึงขั้นที่ไม่มีโอกาสกลับไปทำงานต่อได้เลย และก็เคยเป็นข่าวกันมาเยอะแล้วที่ว่าทำงานหนักจนเสียชีวิตเพราะร่างกายขาดวิตามินบีขั้นรุนแรง คราวนี้ผมก็เริ่มกลัวล่ะสิ...
   

          หมอบอกว่าร่างกายเราใช้วิตามินบีในการย่อยแป้งให้เป็นพลังงาน หมายถึงว่า ถ้าเรากินพวกข้าวขาว แป้ง ขนมปัง เข้าไปเยอะเท่าไหร่เราก็จะยิ่งเสียวิตามินบีในการย่อยมากขึ้นเท่านั้น และถ้าเราไม่กินวิตามินบีเพิ่มเข้าไปให้ร่างกายเลย ก็จะทำให้เรากลายเป็นโรคขาดวิตามินบีได้ พอฟังแบบนี้แล้วอึ้งมาก ไม่คิดว่าแค่วิตามินบีตัวเดียวจะสำคัญขนาดนี้

          คราวนี้เลยเริ่มคิดถึงที่แม่เตือนบ่อย ๆ ว่าการที่เราทำงานหนักขนาดนี้เพื่ออยากหาเงินให้ได้เยอะ ๆ มันก็เป็นเรื่องดี แต่การที่ทำงานหนักจนลืมคิดถึงร่างกายตัวเอง ทำจนเกินกำลังมันก็ไม่ถูกต้อง เพราะถ้าเราต้องทำงานหนักทั้งชีวิตเพื่อมาจ่ายค่ารักษาตัวเองตอนป่วยมันก็ไม่คุ้ม เพราะเราอาจจะต้องเอาเงินที่หามาได้ทั้งหมดมาจ่ายเป็นค่ารักษาสุขภาพที่เสียไปและอาจจะกลับมาหาเงินไม่ได้อีกเลย 
   
          กว่าผมจะรู้ซึ้งก็วันที่เกือบจะไม่ได้กลับไปหาแม่แล้วนี่แหละ ผมเลยเริ่มกลัวว่าจากที่เคยทำงานหนักให้พ่อแม่ได้มีกินมีใช้สบาย ๆ อาจจะกลายเป็นภาระของพ่อแม่ไปซะเองก็ได้

          หลังจากออกจากโรงพยาบาลจึงเริ่มหันมาใช้ชีวิตแบบทางสายกลาง คือผมยังทำงานหนักเหมือนเดิมแต่ก็ดูแลสุขภาพอย่างหนักด้วยเช่นกัน ผมหาเวลาว่างไปออกกำลังกายให้มากที่สุด มีเวลานอนก็นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อาหารและยาอะไรที่มีประโยชน์ก็เริ่มหามากินมากขึ้น แต่ช่วงแรกผมกินแค่วิตามินบีรวม (VIT B Complex) ที่หมอสั่งมาให้ มันก็โอเคอยู่นะ

ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้

          แต่พอหมดสักพักก็เริ่มรู้สึกเพลียนิด ๆ ส่วนความเครียดก็ยังมีอยู่บ้าง เพราะผมเลิกคิดเลิกทำงานหนักไม่ได้ สงสัยจะเป็นพวก workaholic ไปแล้วมั้ง

          เคยลองหายาคลายกล้ามเนื้อมากินเห็นเพื่อนบอกว่าช่วยคลายความเครียดได้ แต่ผมกินแล้วง่วงซึมมาก ทำอะไรไม่ไหว ผมไม่โอเคก็เลยเลิกกินไป

          ผมเริ่มสนใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้น เปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รีแทน กินผัก กินพวกธัญพืชมากขึ้น บางวันมีโอกาสก็กินปลาทูน่า ปลาแซลมอนบ้าง แต่ผมยังติดโรคประหยัดอยู่เลยไม่ได้กินบ่อย ๆ ที่กินประจำก็เป็นพวก ตับ ไข่ เนื้อหมู ถั่วนี่กินทุกวันเลยครับ อัลมอนด์บ้าง เมล็ดทานตะวันบ้าง แล้วแต่ว่าเซเว่นฯ ไหนมีอะไรให้กินก็จะกินสลับกันไป แต่จะเน้นประมาณนี้แหละครับ ผมไม่มีรูปถ่ายเมนูของวันอื่นเก็บไว้นะ ปกติไม่ค่อยได้ถ่ายรูปอัพเดทชีวิตให้ใครดูเท่าไหร่  เอามาให้ดูแค่เมนูของวันนี้แล้วกันครับ ปกติก็จะไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก


ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้

ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้

ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้

          ตอนแรกคิดว่ากินแค่นี้ก็น่าจะพอแล้วมั้ง แต่ด้วยความที่เคยเกือบตายเพราะขาดวิตามินบีมาแล้วเลยหลอนครับ ไปนั่งหาดูว่าวัน ๆ นึงควรได้วิตามินบีเท่าไหร่ เลยไปเจอโพสต์นี้...

ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้

ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้

ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้

          เลยคิดว่าไอ้ที่เรากินทุกวันนี้ไม่น่าจะพอหรือเปล่า ถ้าเทียบกับการที่เราใช้ร่างกายและสมองทำงานหนักขนาดนี้ เลยเริ่มมองหาวิตามินบีมาเสริมให้ร่างกายอีกทางหนึ่ง วันต่อมาก็ไปร้านขายยาเลย ไปถามเภสัชกรเพราะเราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ไปถึงก็บอกเขาเลยว่า อยากซื้อวิตามินบีครับ เอายี่ห้อที่ให้วิตามินบีหลาย ๆ ตัวสูง ๆ แล้วก็ราคาไม่แพง เลยได้ NAT B มากระปุกนึง เขาบอกว่าอันนี้แหละวิตามินบีเยอะที่สุดแล้ว ได้เยอะกว่าตัวที่แพง ๆ อีก เขาเอามาให้ผมอ่านส่วนผสมเทียบกันดูก็เออ เยอะกว่าจริง ๆ

          หลังจากเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างหนักทั้งอาหารหลักและอาหารเสริมที่เข้ามาช่วยได้เยอะ ร่างกายผมก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายดูสดชื่นขึ้น พอสุขภาพดีหน้าตามันก็ดูสดใสขึ้น ถึงจะทำงานหนักเท่าเดิม ใช้สมองเยอะเหมือนเดิม แต่ร่างกายก็ไม่งอแง สมองทำงานเป็นปกติ ไม่มีฟีลแบบตื่นเช้าแล้วนอนจมที่นอนลุกไม่ขึ้นเหมือนก่อนหน้านี้ รู้สึกว่ากินนอนได้ปกติขึ้นหรืออาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้าที่จะป่วยจนเข้าโรงพยาบาลนั้นผมรู้สึกเบื่ออาหารลงนิด ๆ แต่ตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว ออกจะเจริญอาหารซะอีก แต่ดีที่น้ำหนักไม่ขึ้นตาม ไม่งั้นต้องมาเครียดกับโรคอ้วนที่ตามมาแน่ ๆ 

          ที่เคยพูดกันว่าไม่มีใครขยันทำงานจนเหนื่อยตายนั้น ผมเถียงขาดใจเลย เพราะผมเกือบตายมาแล้ว และผมรู้สึกว่าทุกอย่างมันเชื่อมโยงส่งผลถึงกันแบบ Butterfly Effect  คือถ้าเราดูแลร่างกายให้แข็งแรงก็จะทำงานได้ดีกว่า มีแรง มีพลังที่จะสู้จะอยู่กับงานได้มากกว่า ทั้งงานประจำและงานพิเศษ ผมรู้สึกว่าการที่เราจัดสรรเวลาชีวิตดีขึ้น มันทำให้อะไร ๆ ดีขึ้นตามไปหมด แล้วก็จะทำให้ได้อยู่หาเงินผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และดูแลพ่อแม่ไปได้อีกนาน ๆ อย่างที่ฝันที่ตั้งใจไว้

          ทุกวันนี้ผมรู้แล้วว่าควรจะใช้ชีวิตยังไงให้พอดีและสมดุลกัน เพื่อที่จะสามารถทำตามความฝันได้โดยที่ไม่ต้องทำร้ายชีวิตจริง แค่รู้จัก work life balance ทั้งงาน ครอบครัว โดยไม่ละเลยสุขภาพร่างกายและสมอง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ ในการเดินตามความฝันของพวกเราทุกคนจริงไหมครับ...

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
คุณสมาชิกหมายเลข 3261482 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม



ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้ แชร์ประสบการณ์จริงของผู้ชายวิ่งไล่ตามฝัน โพสต์เมื่อ 2 กันยายน 2559 เวลา 17:13:20 19,027 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP

คิดอย่างไรกับเรื่อง: ขาดวิตามินบีก็มีโอกาสตายได้ แชร์ประสบการณ์จริงของผู้ชายวิ่งไล่ตามฝัน ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !