มะเร็งมดลูก ภัยเงียบที่แฝงมากับอาการประจำเดือนผิดปกติ

มะเร็งมดลูก

          มะเร็งมดลูกพบได้ไม่บ่อยเท่ามะเร็งปากมดลูกก็จริง แต่สำหรับสาววัยหมดประจำเดือนไปแล้ว หรือแม้แต่สาววัย 30 ปลาย ๆ ต้องระวังโรคนี้ไว้ให้ดีไม่น้อยไปกว่าโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งปีกมดลูกเลยค่ะ

          มะเร็งมดลูกเป็นคนละที่กับมะเร็งปากมดลูกนะคะ เพราะโดยสถิติแล้วมะเร็งปากมดลูกเริ่มพบได้น้อยลง แต่กลับพบแนวโน้มโรคมะเร็งมดลูกมากขึ้นในหญิงวัย 30 ปลาย ๆ ซึ่งทางการแพทย์สันนิษฐานสถานการณ์นี้ไว้ว่า ผู้หญิงเข้าใจและเข้าถึงการป้องกันมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น รวมทั้งยังคงมีความเข้าใจผิดคิดว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกก็คือการตรวจคัดกรองมะเร็งมดลูกไปด้วย ทั้งที่จริงแล้วการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกไม่ใช่การตรวจมะเร็งในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ที่ครบถ้วน
   

          ดังนั้นสิ่งที่น่ากังวลก็คือ ผู้หญิงจะละเลยการตรวจมะเร็งมดลูก และยังเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งมดลูกกันอยู่ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงนำข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งมดลูกมาให้ได้เตรียมตัวระวัง พร้อมกับเรียนรู้วิธีลดความเสี่ยงโรคมะเร็งมดลูกกันค่ะ
มะเร็งมดลูก

มะเร็งมดลูกคืออะไร

          มะเร็งมดลูก ภาษาอังกฤษคือ Uterine Cancer เป็นอีกหนึ่งโรคมะเร็งนรีเวช หรือมะเร็งในระบบอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง โดยมะเร็งมดลูกเป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นในตัวมดลูก พบได้เป็นอันดับ 3 ของมะเร็งอวัยวะเพศสตรี รองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ โดยจากสถิติของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ พบว่ามีสตรีไทยเป็นมะเร็งมดลูกปีละประมาณ 920 คน เสียชีวิต 288 คน หรือร้อยละ 32 โดยส่วนใหญ่ของมะเร็งมดลูกร้อยละ 95-97 เป็นมะเร็งที่เยื่อบุโพรงมดลูก และอีกร้อยละ 3-5 เป็นมะเร็งของกล้ามเนื้อหรือผนังมดลูก

มะเร็งมดลูกสาเหตุเกิดจากอะไร

          มะเร็งมดลูกหรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงโรคมะเร็งมดลูกได้ โดยปัจจัยเสี่ยงที่ว่าก็มีดังนี้

          - อายุที่มากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะพบในสตรีสูงอายุหลังวัยหมดประจำเดือน ในช่วงอายุ 51-60 ปี

          - มีน้ำหนักตัวเกิน และอ้วน

          - ไม่เคยตั้งครรภ์ หรือมีบุตรน้อย เพียง 1-2 คน

          - มีประจำเดือนเร็วกว่าปกติ คือเป็นประจำเดือนตอนอายุน้อยกว่า 12 ปี

          - หมดประจำเดือนช้ากว่าคนทั่วไป คือหมดประจำเดือนตอนอายุเกิน 55 ปี

          - เป็นโรคเบาหวาน

          - เป็นโรคความดันโลหิตสูง

          - กินยาฮอร์โมนเพศหลังหมดประจำเดือนแล้ว

          - กินยาฮอร์โมนรักษาโรคมะเร็งเต้านมที่เรียกว่ายาทามอกซิเฟน (Tamoxifen)

          - เคยได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมน เอสโตรเจนเป็นเวลานาน หรือเคยได้รับการฉาย รังสีที่บริเวณเชิงกราน

          - กินอาหารไขมันสูงต่อเนื่องเป็นประจำ

          - เคยเป็นโรคมะเร็งเต้านม และ/หรือโรคมะเร็งรังไข่

          - มีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด โดยเฉพาะหากมีคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และ/หรือโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

          - เป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเกินปกติ ชนิดเจริญนอกแบบ (Complex atypical endometrial hyperplasia)

มะเร็งมดลูก

มะเร็งมดลูก อาการเป็นอย่างไร

          - มีเลือดออกทางช่องคลอด ในสตรีวัยหมดประจำเดือนแล้ว หรือมีเลือดออกผิดปกติในสตรีที่ยังคงมีประจำเดือนอยู่

          - ประจำเดือนมาไม่ปกติ เช่น มาบ้างไม่มาบ้าง หรือมาเกินกว่าปกติที่เคยมี

          - ตกขาวมีกลิ่นเหม็น

          - คลำพบก้อนที่บริเวณท้องน้อย

          - ปวดท้องน้อย ปวดหลัง เนื่องจากมดลูกโตไปกดแผงประสาท

          - รู้สึกเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธุ์

          - คลื่นไส้ รู้สึกเหนื่อย เบื่ออาหาร

          - ปวดหลัง ปวดขา หรืออุ้งเชิงกราน

          - ไอ หอบ ต่อมน้ำเหลือโต หรือปวดกระดูก มักพบในระยะที่มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ
   
          ทั้งนี้อาการสำคัญของโรคมะเร็งมดลูกคือมีประจำเดือนผิดปกติ มีเลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งหากพบภาวะนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่ควรละเลยเด็ดขาดนะคะ และควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุโดยเร็วที่สุด

มะเร็งมดลูก


มะเร็งมดลูก มีกี่ระยะ

          มะเร็งมดลุกสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

          มะเร็งมดลูกระยะที่ 1 เซลล์มะเร็งอยู่ภายในมดลูก

          มะเร็งมดลูกระยะที่ 2 เซลล์มะเร็งลุกลามไปที่ปากมดลูก

          มะเร็งมดลูกระยะที่ 3 เซลล์มะเร็งลุกลามไปนอกมดลูก และเข้าไปบริเวณเนื้อเยื่อใกล้เคียง ซึ่งอยู่ภายในอุ้งเชิงกรานหรือต่อมน้ำเหลือง

          มะเร็งมดลูกระยะที่ 4 เซลล์มะเร็งลุกลามไปเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณท้องหรืออวัยวะอื่น เช่น กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ ตับ หรือปอด รวมทั้งอาจแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบ ต่อมน้ำเหลืองเหนือไหปลาร้า หรือเซลลมะเร็งแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ลามไปจนถึงกระดูก

มะเร็งมดลูก ตรวจหาอย่างไรได้บ้าง

          แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งมดลูก แต่ในทางการแพทย์ก็มีวิธีตรวจหาความผิดปกติของมดลูกได้ ซึ่งแนวทางวินิจฉัยก็ตามนี้เลยค่ะ

          1. ซักประวัติของผู้ป่วย
          2. ตรวจภายใน เพื่อเช็กว่ามีเลือดออกจากโพรงมดลูก มีก้อนเนื้อในมดลูกที่คลำได้ หรือมีภาวะมดลูกโตหรือไม่
          3. การขูดมดลูก เพื่อนำชิ้นเนื้อมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์

มะเร็งมดลูก

มะเร็งมดลูก รักษาอย่างไร

          การรักษาโรคมะเร็งมดลูกสามารถทำได้ 4 แนวทางดังนี้

          1. ผ่าตัด

          หากตรวจพบมะเร็งมดลูกในระยะเริ่มแรก จะสามารถเลือกวิธีผ่าตัดเอามดลูก พร้อมทั้งรังไข่และท่อนำรังไข่ทั้งสองข้างอกทางหน้าท้อง หรือใช้วิธีผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องทำการผ่าตัดใหญ่ ทั้งนี้การผ่าตัดรักษามะเร็งมดลูกในระยะแรกจะให้ประสิทธิภาพในการรักษาได้ดีที่สุด และผู้ป่วยมีโอกาสหายได้ถึง 90%

          2. ฉายรังสี
   
          ในรายที่มะเร็งแพร่กระจายไปที่อุ้งเชิงกรานซ้ำอีก แพทย์จะทำการฉายรังสีเพื่อลดการลุกลามของเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้แพทย์จะพิจารณาใช้วิธีฉายรังสีในกรณีที่ไม่สามารถรักษาด้วยผู้ป่วยด้วยการผ่าตัดได้

          3. เคมีบำบัด
   
          ในรายที่มะเร็งกระจายไกลออกไปจากช่องเชิงกรานแล้ว แพทย์จะใช้วิธีรักษาด้วยเคมีบำบัดตามชนิดของมะเร็งที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนนั้น ๆ

          4. ฮอร์โมนบำบัด
   
          วิธีรักษามะเร็งมดลูกด้วยฮอร์โมนบำบัดมักจะใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งมดลูกระยะสุดท้าย โดยแพทย์จะจ่ายฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสังเคราะห์ชนิดเม็ด เพื่อลดการลุกลามของเซลล์มะเร็ง

มะเร็งมดลูก

มะเร็งมดลูก ป้องกันได้ไหม

         เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุของมะเร็งมดลูกที่แน่ชัด จึงยังไม่มีวิธีป้องกันที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ทำได้คือ หยุดความเสี่ยงอันเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดโรคนี้ได้ค่ะ อย่างเช่น 

          1. หากมีประจำเดือนผิดปกติ มีเลือดออกจากช่องคลอดผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะสตรีวัยหมดประจำเดือน

          2. ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้อ้วน

          3. ดูแลสุขภาพไม่ให้เสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง

          4. หลีกเลี่ยงการรับฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) โดยไม่เหมาะสม

          5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไขมันสูง

          6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

          จริง ๆ แล้วโรคมะเร็งมดลูกหรือมะเร็งเยื่อุโพรงมดลูกสามารถป้องกันและรักษาให้หายได้หากพบในระยะแรกเริ่ม ฉะนั้นหากรู้ตัวว่าตัวเองมีประจำเดือนไม่ปกติ ก็อย่านิ่งเฉยนะคะ เป็นอะไรให้รีบปรึกษาแพทย์จะดีกว่า


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ 
โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ 
คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
สถาบันมะเร็งนรีเวชไทย
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 


มะเร็งมดลูก ภัยเงียบที่แฝงมากับอาการประจำเดือนผิดปกติ โพสต์เมื่อ 1 กันยายน 2560 เวลา 15:40:47 29,436 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP

คิดอย่างไรกับเรื่อง: มะเร็งมดลูก ภัยเงียบที่แฝงมากับอาการประจำเดือนผิดปกติ ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !