ไข้นกแก้ว โรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่อาจมากับลมหายใจ แม้ไม่ได้จับนกก็มีสิทธิ์ติดเชื้อ !

          ไข้นกแก้ว โรคติดต่อ จากสัตว์ปีกที่คนรักนกต้องรู้เท่าทัน แม้แต่คนที่ไม่ได้เลี้ยงก็ต้องระวังเพราะอาจเป็นภัยเงียบที่ทำให้ป่วยหนักได้โดยไม่รู้ตัว
ไข้นกแก้ว

          ในขณะที่หลายคนเพลิดเพลินกับการเลี้ยงนก สวยงาม หรือชอบนั่งเล่นในสวนสาธารณะที่มีนกพิราบชุกชุม ทราบหรือไม่ว่าอาจมีเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่แฝงมากับสัตว์ปีกเหล่านี้ แม้อาการเริ่มต้นจะดูเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่หากรักษาไม่ถูกจุดอาจรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบได้เลย อย่าง "ไข้นกแก้ว" โรค ที่เราไม่ค่อยคุ้นชื่อ แต่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด ชวนมาศึกษากันว่า ไข้นกแก้ว เกิดจากอะไร รักษาได้ไหม

ไข้นกแก้ว คืออะไร

ไข้นกแก้ว เกิดจากอะไร

          ไข้นกแก้ว ภาษาอังกฤษ คือ Psittacosis (ซิตตาโคซิส) หรือบางครั้งเรียกว่า "โรคพาร์รอทฟีเวอร์" คือโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในสัตว์ปีก เช่น นกแก้ว นกพิราบ นกกระจอก นกคีรีบูน เป็ด ห่าน ไก่บ้าน หรือไก่งวง แต่เนื่องจากพบครั้งแรกในนกแก้ว จึงถูกเรียกชื่อว่า “ไข่นกแก้ว” โรคนี้สามารถแพร่กระจายมาสู่มนุษย์ได้ จัดเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่พบได้ทั่วโลก

ไข้นกแก้ว เกิดจากอะไร

          สาเหตุของโรคไข้นกแก้ว เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydophila psittaci ซึ่งแฝงอยู่ในตัวนกและสัตว์ปีกหลายชนิด รวมถึงอาจพบเชื้อในสัตว์ที่ใกล้ชิดกับนกหรือสัตว์ปีกได้เช่นกัน เช่น สุนัข แมว หมู โดยนกที่ติดเชื้ออาจมีอาการป่วยให้เห็น หรืออาจดูแข็งแรงดีแต่เป็นพาหะแพร่เชื้อก็ได้

ไข้นกแก้ว ติดต่อกันได้อย่างไร

ไข้นกแก้ว ติดต่อยังไง

          มนุษย์สามารถรับเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายได้ 3 ช่องทางหลัก คือ

การสูดดม

          เชื้อจากมูลแห้ง ขน หรือสารคัดหลั่งของนกสามารถฟุ้งกระจายในอากาศ ทำให้มนุษย์หายใจเอาละอองฝุ่นที่ปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง

การสัมผัสโดยตรง

          เช่น การสัมผัสปากนก ถูกนกจิก-กัด รวมทั้งสัมผัสสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจนก มักพบในกลุ่มผู้เลี้ยงนก ผู้ให้อาหารนก รวมทั้งสัตวแพทย์

การทำความสะอาด

          การล้างกรงนกโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย ทำให้ฝุ่นที่มีเชื้อฟุ้งกระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ดังนั้น จุดเสี่ยงที่มีโอกาสพบเชื้อก็คือ ตลาดที่ค้าสัตว์ปีก, ฟาร์มเพาะพันธ์, ร้านจำหน่ายสัตว์ปีก และคลินิกสัตวแพทย์

ไข้นกแก้ว อาการเป็นอย่างไร

ไข้นกแก้ว อาการเป็นยังไง

          หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 5-14 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ

  • มีไข้สูง หนาวสั่น

  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง

  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและตามข้อ

  • ไอแห้ง ๆ เจ็บหน้าอก

  • ในรายที่รุนแรง อาจมีอาการปอดบวม ตับอักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

ไข้นกแก้ว รักษาอย่างไร

          การรักษาไข้นกแก้วจะให้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มมาโครไลด์ (Macrolides) หรือเตตราไซคลิน (Tetracycline) โดยทั่วไปจะใช้เวลารักษาประมาณ 10-14 วัน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

          อย่างไรก็ตาม แม้โรคไข้นกแก้วจะสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ความน่ากลัวอยู่ที่การวินิจฉัยที่ล่าช้าเนื่องจากอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายอย่างปอดอักเสบรุนแรงหรือภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 20 แต่กรณีนี้มักพบในกลุ่มเสี่ยงสูงอย่างผู้สูงวัย ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งร่างกายจะมีกลไกการต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียได้น้อยกว่าปกติ 

          ดังนั้น ถ้ามีอาการต้องสงสัยและมีประวัติใกล้ชิดสัตว์ปีกภายใน 1-2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสสัตว์ให้แพทย์ทันที เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็วและรักษาได้อย่างตรงจุด

ไข้นกแก้ว ป้องกันได้ไหม

ไข้นกแก้ว ป้องกันได้ไหม

          ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไข้นกแก้ว ดังนั้น เพื่อให้ปลอดภัยจากเชื้อ เราสามารถปฏิบัติตามข้อแนะนำแบ่งตามกลุ่มบุคคลได้ดังนี้

สำหรับบุคคลทั่วไป

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง : พยายามไม่เข้าใกล้ สัมผัสสัตว์ปีก หรือมูลนกโดยไม่จำเป็น หากต้องเข้าใกล้พื้นที่เสี่ยงควรสวมหน้ากากอนามัย N95 เสมอ

  • เว้นระยะห่างจากนก : ไม่ควรให้อาหารนกพิราบในระยะประชิด หรือคลุกคลีกับนกที่ดูป่วย รวมถึงนกที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

  • รักษาสุขอนามัย : สวมหน้ากากอนามัย N95 เมื่ออยู่ในแหล่งที่มีนกชุกชุม และล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์ปีกหรือสิ่งของในบริเวณนั้น

สำหรับผู้เลี้ยงนก

  • จัดการสภาพแวดล้อม : ตั้งกรงนกในบริเวณที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก หลีกเลี่ยงการเลี้ยงนกในพื้นที่ปิดหรือภายในห้องนอน

  • ลดพฤติกรรมเสี่ยง : งดการป้อนอาหารนกด้วยปาก หรือการใกล้ชิดในลักษณะที่อาจสัมผัสสารคัดหลั่งจากนกโดยตรง

  • ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี : 

    • หมั่นทำความสะอาดกรงนกเป็นประจำ โดยสวมหน้ากากอนามัย N95 และถุงมือทุกครั้ง

    • ห้ามกวาดมูลนกขณะแห้งสนิทเพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อ ควรฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำสบู่ให้มูลชื้นก่อนเช็ดทำความสะอาด โดยแนะนำให้ใช้น้ำยาฟอกขาวเจือจางในอัตราส่วน 1 : 32 หรือผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ

  • สังเกตอาการผิดปกติของนก : หากนกมีอาการซึม เบื่ออาหาร จาม หรือถ่ายเหลวเป็นสีเขียว/เหลือง ให้รีบคัดแยกนกออกจากกลุ่มและปรึกษาสัตวแพทย์ทันที

  • เฝ้าระวังสุขภาพตัวเอง : หากผู้เลี้ยงมีอาการไข้สูง หนาวสั่น หรือไอแห้ง ให้รีบพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเลี้ยงนกหรือการสัมผัสสัตว์ปีกอย่างละเอียดเพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็ว

          เมื่อมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไข้นกแก้วมากขึ้นแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกหรือกังวลจนเกินไป เนื่องจากที่ผ่านมาแม้จะพบผู้ติดเชื้ออยู่บ้าง แต่ก็ปรากฏเป็นระยะ ไม่ได้มีการระบาดในวงกว้าง และที่สำคัญยังไม่พบหลักฐานการติดต่อจากคนสู่คนอย่างชัดเจน เพียงแค่เราดูแลรักษาความสะอาดให้เหมาะสม สวมหน้ากากขณะทำความสะอาดกรง และหมั่นสังเกตอาการของน้องนกที่เลี้ยงไว้เป็นประจำ ก็สามารถใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์ปีกแสนรักได้อย่างปลอดภัย

บทความที่เกี่ยวข้องกับนก

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ไข้นกแก้ว โรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่อาจมากับลมหายใจ แม้ไม่ได้จับนกก็มีสิทธิ์ติดเชื้อ ! อัปเดตล่าสุด 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17:26:56
TOP
x close