เบาหวานกินไอติมได้ไหม ? ซอร์เบต-เจลาโต้ แบบไหนรอด พร้อม 8 ทริกกินไอศกรีมไม่ให้น้ำตาลพุ่งเร็ว

          เบาหวานกินไอติมได้ไหม ? ถ้าเลือกไอศกรีมผลไม้ เจลาโต้ ซอร์เบต จะปลอดภัยกับคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าหรือเปล่า เรื่องนี้ต้องเคลียร์
เบาหวานกินไอติมได้มั้ย

          อากาศร้อน ๆ แบบนี้ หลายคนคงอยากกินไอศกรีมเย็น ๆ เพื่อคลายร้อน แต่ผู้ป่วยเบาหวานก็อาจเกิดคำถามว่า เบาหวานกินไอติมได้ไหม กินเจลาโต้ ซอร์เบต ซอฟต์เสิร์ฟ หรือกินไอติมกะทิได้หรือเปล่า จะทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งหรือไม่ มาไขข้อสงสัยให้ชัวร์ พร้อมอ่านเทคนิคกินไอศกรีมแบบคนรักสุขภาพ ไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งปรี๊ด 

เบาหวานกินไอติมได้ไหม ? 
รู้จักแต่ละประเภทก่อนเลือกกิน

          จริงๆ แล้ว คนที่มีน้ำตาลในเลือดสูงหรือเป็นเบาหวานก็ยังกินไอศกรีมได้อยู่ เพียงแต่ต้องกินในปริมาณที่พอดี ไม่ควรกินเป็นของว่างบ่อย ๆ เพราะไอศกรีมส่วนใหญ่มีทั้งคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล พอย่อยแล้วจะเปลี่ยนเป็นกลูโคส ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้

          ดังนั้น ถ้าใจมันเรียกร้องอยากกินจริง ๆ แนะนำให้กินเป็นครั้งคราวพอหายอยาก ดีกว่ากินทุกวัน และที่สำคัญคือต้องเลือกรู้วิธีเลือกรับประทานด้วยนะ

เบาหวานกินเจลาโต้ (Gelato) ดีกว่าไอศกรีมทั่วไปไหม ?

เจลาโต้

          ถึงเจลาโต้จะมีไขมันต่ำกว่าไอศกรีมทั่วไป เพราะใช้ครีมน้อยกว่าและเติมอากาศน้อยกว่า ทำให้เนื้อแน่น รสชาติเข้มข้นสะใจ แต่สำหรับคนเป็นเบาหวาน ไขมันที่น้อยกว่าไม่ได้แปลว่าจะช่วยให้ระดับน้ำตาลขึ้นน้อยลงเสมอไป 

          สาเหตุเป็นเพราะเจลาโต้ก็ยังมีน้ำตาลและคาร์บเป็นส่วนประกอบหลักเหมือนกัน บางสูตรอาจมีน้ำตาลเท่า ๆ กัน หรือแอบมากกว่าไอศกรีมทั่วไปด้วยซ้ำ ฉะนั้น ถ้าใครยังลังเลระหว่างเจลาโต้กับไอศกรีมทั่วไป ลองพลิกดูฉลากโภชนาการเช็กปริมาณคาร์บ น้ำตาล และขนาดต่อหน่วยบริโภคเป็นหลักไว้ก่อนดีที่สุด

เบาหวานกินซอร์เบต (Sorbet) ดีกว่าไอศกรีมไหม ?

          หลายคนมองว่าซอร์เบตน่าจะปลอดภัยกว่า เพราะไม่มีนมหรือครีม ทำให้ไขมันต่ำ แต่จริง ๆ แล้วซอร์เบตส่วนใหญ่มักใช้น้ำตาลเป็นตัวหลักในการผลิตเลยล่ะ ปริมาณคาร์บก็เลยอาจพอ ๆ กัน หรือมากกว่าไอศกรีมบางชนิดซะอีก เพราะฉะนั้น การไม่มีไขมันไม่ได้แปลว่าจะเหมาะกับคนเป็นเบาหวานเสมอไป ทางที่ดีควรอ่านฉลากและคุมปริมาณการกินเหมือนขนมหวานอื่น ๆ  

เบาหวานกินไอศกรีมผลไม้ได้ไหม ?

ไอศกรีมผลไม้

          ไอศกรีมรสผลไม้ แม้จะมีเนื้อผลไม้ผสมอยู่บ้าง แต่ก็น้อยมาก ส่วนใหญ่เน้นใส่น้ำตาลหรือน้ำเชื่อมเยอะหน่อยเพื่อปรับรสชาติให้หวานอร่อย คนเป็นเบาหวานเลยยังต้องระวังอยู่ดี ถ้าอยากได้ความสดชื่น แนะนำให้กินผลไม้สดในปริมาณที่พอเหมาะ หรือลองทำไอศกรีมโฮมเมดกินเอง โดยใช้โยเกิร์ตรสธรรมชาติปั่นกับผลไม้สดแบบไม่เติมน้ำตาลเพิ่ม วิธีนี้จะช่วยควบคุมส่วนผสมได้ดีกว่าเยอะเลย

เบาหวานกินไอศกรีมโยเกิร์ต (Frozen Yogurt) ได้ไหม ?

          แม้ Frozen Yogurt บางสูตรจะมีไขมันน้อยกว่า แต่หลาย ๆ ยี่ห้อก็มีการเติมน้ำตาลเพิ่มเข้าไปเพื่อความอร่อย ทำให้คาร์บและน้ำตาลอาจพุ่งพอ ๆ กับไอศกรีมทั่วไป ยิ่งถ้าไปร้านแบบตักเอง (Self-Serve) แล้วกระหน่ำใส่ท็อปปิ้งอย่างคุกกี้ บราวนี ช็อกโกแลต หรือราดซอสหวาน ๆ ก็ยิ่งได้น้ำตาลและแคลอรีแถมมาอีกเพียบ 

          ถ้าใครอยากกินจริง ๆ แนะนำให้เลือกถ้วยเล็ก อ่านฉลากโภชนาการ เลี่ยงท็อปปิ้งหวาน ๆ แล้วเปลี่ยนมาใส่ผลไม้สดหรือถั่วแบบไม่เติมน้ำตาลในปริมาณที่พอดีแทน จะช่วยให้ลงตัวกว่า 

เบาหวานกินไอศกรีมไม่มีน้ำตาลได้ไหม ?

          เดี๋ยวนี้มีไอศกรีมหลายยี่ห้อเขียนว่า "No Added Sugar" หรือ "ไม่เติมน้ำตาล" ซึ่งอาจทำให้หลายคนชะล่าใจ คิดว่ากินเท่าไรก็ได้ แต่คำว่าไม่เติมน้ำตาล ไม่ได้แปลว่าไม่มีคาร์โบไฮเดรตนะ เพราะไอศกรีมยังมีน้ำตาลธรรมชาติจากนม หรือมีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งยังคงให้พลังงานและคาร์บอยู่เหมือนเดิม 

เบาหวานกินไอติมกะทิได้ไหม ?

ไอติมกะทิ

          ไอติมกะทิของโปรดของใครหลายคน แต่ไม่ใช่กับผู้ป่วยเบาหวานแน่ ๆ เพราะกะทิมีไขมันอิ่มตัวค่อนข้างสูง แถมส่วนใหญ่ยังใส่น้ำตาลเพิ่มความกลมกล่อม ยิ่งถ้ารับประทานคู่กับเครื่องเคียงอย่างขนมปัง ข้าวเหนียว ถั่ว ข้าวโพด วุ้นมะพร้าว หรือราดนมข้นหวานและช็อกโกแลต คาร์บและพลังงานก็จะยิ่งพุ่งกระฉูด เอาเป็นว่าถ้าใจรักอยากกินจริง ๆ แนะนำให้กินนิดเดียว ลดเครื่องเคียง และอย่าลืมคำนวณคาร์บรวมเข้าไปในมื้ออาหารด้วยล่ะ 

เบาหวานกินไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟได้ไหม ?

          ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟดูเบากว่าไอศกรีมทั่วไป เพราะเนื้อฟูจากการตีอากาศเข้าไปมาก แต่ไม่ได้แปลว่ามีน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าไอศกรีมทั่วไปแต่อย่างใด บางสูตรอาจมีน้ำตาลใกล้เคียงหรือมากกว่าด้วยซ้ำ 

          อีกปัญหาที่สำคัญคือเรื่องปริมาณ เพราะเครื่องทำซอฟต์เสิร์ฟมักบีบออกมาเป็นโคนสูงหรือถ้วยใหญ่ต่อเนื่อง ทำให้กะปริมาณจริงได้ยากและมักได้รับมากกว่า 1 หน่วยบริโภคโดยไม่รู้ตัว ยิ่งราดซอสหรือใส่ท็อปปิ้งหวานก็ยิ่งเพิ่มคาร์บมากขึ้นไปอีก ดังนั้นหากอยากรับประทาน ควรเลือกขนาดเล็กที่สุดและเลี่ยงท็อปปิ้งหวาน ๆ ไปเลย

กินไอศกรีมอย่างไร ไม่ให้น้ำตาลพุ่งเร็ว

กินไอศกรีมไม่ให้น้ำตาลขึ้น

          สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาระดับน้ำตาลในเลือด แต่อยากกินไอศกรีมแบบสบายใจ ไม่ต้องกลัวน้ำตาลพุ่งสูงปรี๊ด ลองเอาเทคนิคพวกนี้ไปใช้กันดู

1. เลือกประเภทและสูตรของไอศกรีม

          พยายามเลือกไอศกรีมที่มีน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่าสูตรทั่วไป เช่น สูตรน้ำตาลต่ำ สูตรไม่เติมน้ำตาล และควรหลีกเลี่ยงสูตรที่มีน้ำตาลสูง มีการราดซอสหวาน ๆ หรือใส่ท็อปปิ้งเยอะเกินไป

2. อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง

          ก่อนกินลองสังเกตปริมาณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด น้ำตาล พลังงาน และขนาดหน่วยบริโภคสักนิด เพราะหลายครั้งไอศกรีม 1 ถ้วย หรือ 1 กล่อง อาจมีมากกว่า 1 หน่วยบริโภค ทำให้เราเผลอกินน้ำตาลเกินกว่าที่คิดได้

3. จำกัดปริมาณในแต่ละครั้ง

          ต่อให้เป็นสูตรน้ำตาลต่ำหรือสูตรเฮลธ์ตี้ ก็ไม่ควรตักกินเพลินเกินไป ควรเลือกถ้วยขนาดเล็ก หรือแบ่งกินตามปริมาณที่ระบุบนฉลาก เช่น ไม่เกิน 1 ลูก จะช่วยควบคุมปริมาณคาร์บและพลังงานได้ดีกว่า
กินไอศกรีมไม่ให้น้ำตาลขึ้น

4. เลี่ยงท็อปปิ้งหวาน ๆ

          เข้าใจเลยว่าท็อปปิ้งนี่แหละตัวอร่อย แต่เพื่อสุขภาพที่ดี ควรเลี่ยงซอสช็อกโกแลต คาราเมล นมข้นหวาน คุกกี้ เยลลี่ หรือบราวนีไปก่อน เพราะเพิ่มทั้งน้ำตาลและแคลอรี ถ้าอยากเพิ่มมิติให้ไอศกรีม ลองเปลี่ยนมาใช้ผลไม้สดหรือถั่วแบบไม่เติมน้ำตาลในปริมาณพอเหมาะแทน จะได้ทั้งไฟเบอร์และไขมันดี แถมช่วยให้มื้อของหวานสมดุลขึ้นด้วย

5. ลดคาร์โบไฮเดรตจากอาหารมื้อนั้นลง

          เมื่อตั้งใจจะกินไอศกรีมในวันนั้น ควรลดปริมาณข้าว เส้น หรือขนมปังลงหน่อย เพื่อไม่ให้ปริมาณคาร์บรวมทั้งมื้อสูงเกินไป วิธีนี้เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังควบคุมอาหาร หรือใช้วิธีนับคาร์บตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร

6. กินหลังมื้ออาหารดีกว่า

          เลือกกินไอศกรีมหลังอาหารมื้อหลักไปเลย จะดีกว่ากินเป็นของว่างตอนท้องว่าง เพราะโปรตีน ไขมัน และไฟเบอร์จากมื้อหลักอาจช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตได้บ้าง แต่ก็อย่าลืมคำนวณคาร์บจากไอศกรีมรวมเข้าไปในมื้อนั้นด้วยนะ

          นอกจากนี้ ลำดับการกินก็สำคัญเหมือนกัน แนะนำให้เรียงลำดับตามนี้เลย

  • กินผักและโปรตีนก่อน
  • ตามด้วยคาร์โบไฮเดรตหลัก เช่น ข้าว, เส้น, ขนมปัง
  • ปิดท้ายด้วยไอศกรีมเป็นอย่างสุดท้าย
          การกินเรียงลำดับแบบนี้จะช่วยชะลอไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงได้ดีกว่าการกินของหวานเดี่ยว ๆ แม้จะเป็นการกินหลังมื้ออาหารเหมือนกันก็ตาม

7. กินเสร็จแล้ว ลุกขึ้นมาขยับร่างกายสักหน่อย

เดินหลังอาหาร

          กินไอศกรีมแล้วอย่าเพิ่งนั่งหรือนอนชิล ๆ แนะนำให้ลุกขึ้นมาเดินช้า ๆ ประมาณ 10-20 นาที จะช่วยให้ร่างกายนำกลูโคสไปใช้ได้ดีขึ้น และช่วยลดระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารได้ดีกว่าการนั่งเฉย ๆ

          ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเดินคือภายใน 30-90 นาทีหลังกินเสร็จ (ไม่จำเป็นต้องเดินทันทีหลังกินเป๊ะ ๆ) เนื่องจากเป็นช่วงที่ระดับน้ำตาลในเลือดกำลังขึ้นสูงสุด การเดินช่วงนี้จะช่วยดักจับไม่ให้น้ำตาลพุ่งสูงเกินไปได้ดีที่สุด 

          สำหรับใครที่เดินไม่สะดวก เช่น ผู้สูงอายุหรือคนที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย การยืนแทนการนั่งเฉย ๆ ก็ยังช่วยลดการพุ่งของน้ำตาลได้ระดับหนึ่ง ดีกว่านั่งนิ่ง ๆ แน่นอน และสิ่งสำคัญก็คือ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักทันทีหลังรับประทานอาหาร

8. ไม่ควรกินไอศกรีมเป็นประจำทุกวัน

          แม้เราจะยังกินไอศกรีมได้ แต่ควรมองเป็นของหวานนาน ๆ กินที มากกว่าจะเป็นของว่างกินทุกวัน เพราะนอกจากน้ำตาลแล้ว ไอศกรีมหลายชนิดยังมีไขมันอิ่มตัวและพลังงานสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมน้ำหนักและสุขภาพหัวใจในระยะยาวได้ด้วย
          ถึงเป็นเบาหวานก็ไม่จำเป็นต้องตัดขาดจากไอศกรีมอย่างสิ้นเชิง เพียงแค่เลือกไอศกรีมที่เหมาะกับตัวเอง รับประทานแต่น้อย แค่พอหายอยาก พร้อมลดปริมาณข้าวแป้งในมื้อนั้นลง และลุกขึ้นมาเดินเบา ๆ หลังกิน เพื่อช่วยให้ร่างกายดึงกลูโคสไปใช้ เท่านี้ก็สามารถกินไอศกรีมได้อย่างปลอดภัยและคุมระดับน้ำตาลได้ไปพร้อมกัน

บทความที่เกี่ยวข้องกับเบาหวานและน้ำตาลในเลือด

 

ขอบคุณข้อมูลจาก :  healthline.com , everydayhealth.com, medicalnewstoday.com, verywellhealth.com, glycemicsnap.com, artinci.com, popsci.com   

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เบาหวานกินไอติมได้ไหม ? ซอร์เบต-เจลาโต้ แบบไหนรอด พร้อม 8 ทริกกินไอศกรีมไม่ให้น้ำตาลพุ่งเร็ว อัปเดตล่าสุด 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 16:37:42 1,005 อ่าน
TOP
x close