ชวนสาว ๆ มารู้จักโรคเนื้องอกมดลูก



เนื้องอกมดลูก


          เนื้องอกมดลูก เป็นเนื้องอกที่เกิดขึ้นในตัวมดลูก ซึ่งเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา ไม่ใช่มะเร็ง พบบ่อยในหญิงวัยเจริญพันธุ์ อาจพบที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของตัวมดลูก มีขนาดต่าง ๆ กันไป อาจเป็นก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้บางชนิดโตช้า บางชนิดโตเร็ว ลองมาอ่านข้อมูลเรื่องนี้จาก นพ.สุรเกียรติ อาซานานุภาพ ที่ให้ข้อมูลไว้ในนิตยสารหมอชาวบ้าน

          ถ้าเป็นเนื้องอกก้อนเล็ก ผู้ป่วยจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ อาจตรวจพบโดยบังเอิญ เมื่อไปตรวจสุขภาพหรือปรึกษาแพทย์ด้วยปัญหาอื่น และอาจไม่จำเป็นต้องให้การรักษาใด ๆ

          ส่วนผู้ที่มีเนื้องอกขนาดโต มีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง ตกเลือดมาก ทางเดินปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ ซึ่งอาจใช้วิธีให้ยาหรือวิธีผ่าตัด หรือใช้รวมกันทั้ง 2 วิธีก็ได้

          ชื่อภาษาไทย : เนื้องอกมดลูก

          ชื่อภาษาอังกฤษ :  Uterine fibroids, Myoma Uteri, Fibromyoumas, Leiomyvmas

ปวดท้อง

สาเหตุ

          เนื้องอกมดลูกเป็นเนื้องอกที่เกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์กล้ามเนื้อมดลูก จนกลายเป็นก้อนเนื้องอกที่มีลักษณะเป็นก้อนหยุ่น ๆ สีซีด แตกต่างจากเนื้อเยื่อโดยรอบ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากปัจจัย เช่น

          - พันธุกรรม พบว่าผู้ป่วยบางรายมีประวัติว่ามีมารดาหรือพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย

          - ฮอร์โมนเพศ ทั้งเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรน (ที่กระตุ้นการเจริญของเยื่อบุมดลูก ระหว่างการมีประจำเดือนทุกเดือน) มีส่วนส่งเสริมให้เกิดการเจริญเติบโตของเนื้องอกมดลูก พบว่าขณะตั้งครรภ์เนื้องอกมักจะมีขนาดโตขึ้น แต่เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เนื้องอกจะฝ่อเล็กลงได้เอง นอกจากนี้ยังพบว่าในเนื้องอกมดลูกมีตัวรับ (receptors) ฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนมากกว่ามดลูกที่ปกติ

อาการ

          - ถ้าก้อนขนาดเล็กอาจไม่มีอาการแสดง มักตรวจพบโดยบังเอิญ ขณะที่แพทย์ทำการตรวจภายในช่องคลอดหรือตรวจอัลตราซาวนด์บริเวณท้องน้อยด้วยสาเหตุอื่น

          - ถ้าก้อนขนาดโต มักมีเลือดออกมากหรือกะปริดกะปรอยคล้ายดียูบี (ภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก) แต่มักจะมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย หรือปวดหน่วง ๆ ที่ท้องน้อย หรือปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง

          - บางรายก้อนเนื้องอกอาจโตกดอวัยวะข้างเคียงทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย ท้องผูก หรือมีอาการปวดเฉียบขณะร่วมเพศ

          - ถ้าก้อนโตมาก ๆ อาจคลำได้ก้อนที่บริเวณท้องน้อยหรือมีอาการท้องโตคล้ายคนท้อง

การแยกโรค

          ควรแยกจากสาเหตุอื่น เช่น

          - มะเร็งเยื่อบุมดลูก มักมีอาการเลือดออกกะปริดกะปรอย หรือมีประจำเดือนออกมากหรือนานผิดปกติ บางรายอาจมีอาการปวดขณะถ่ายปัสสาวะ หรือร่วมเพศหรือคลำได้ก้อนเนื้อที่ท้องน้อย

          - ดียูบี (DUB หรือ dysfunctional uterine bleeding) หมายถึง ภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกที่ไปตรวจไม่พบความผิดปกติของตัวมดลูกและรังไข่) ผู้ป่วยมักมีประจำเดือนออกมาก หรือกะปริดกะปรอยเป็นสัปดาห์ ๆ โดยมักจะไม่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย เลือดอาจออกมากจนผู้ป่วยซีดและอ่อนเพลีย

          - เยื่อบุมดลูกต่างที่ (endometriosis) มักมีปวดประจำเดือนรุนแรงทุกเดือน มีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอย หรือก้อนที่ท้องน้อยอาจมีอาการปวดตรงบริเวณหัวหน่าว ปวดเฉียบขณะร่วมเพศ หรือปวดเบ่งเวลาถ่ายอุจจาระหรือปวดท้องน้อยเวลาถ่ายปัสสาวะร่วมด้วย

          - ตั้งครรภ์ ผู้ป่วยจะมีประวัติขาดประจำเดือน หรือคลำได้ก้อนที่บริเวณท้องน้อย

การวินิจฉัย

          แพทย์มักจะวินิจฉัยโดยการตรวจภายในช่องคลอดพบก้อนเนื้องอกที่มดลูก

          บางราย แพทย์อาจจำเป็นต้องใช้วิธีตรวจพิเศษ เช่น อัลตราซาวนด์ (ตรวจทางหน้าท้องหรือผ่านทางช่องคลอด) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ใช้กล้องส่องตรวจช่องท้องหรือโพรงมดลูก ตรวจชิ้นเนื้อ เป็นต้น

          นอกจากนี้ อาจตรวจเลือดในรายที่ตกเลือดมาก ว่ามีภาวะโลหิตจางรุนแรงเพียงใด และอาจตรวจปัสสาวะในรายที่สงสัยมีทางเดินปัสสาวะอักเสบแทรกซ้อน

เนื้องอกมดลูก

การดูแลตนเอง

          ผู้หญิงที่มีอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ควรรีบไปปรึกษาแพทย์

          - ปวดประจำเดือนมากกว่าปกติหรือปวดรุนแรงขึ้นทุกเดือน
          - มีประจำเดือนออกมาก หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอยนานเกิน 1 สัปดาห์
          - มีอาการปวดหน่วง ๆ ที่ท้องน้อย หรือปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง
          - มีอาการปวดขณะร่วมเพศ
          - ท้องผูกเรื้อรัง
          - ปัสสาวะบ่อย กะปริดกะปรอย หรือปัสสาวะขัด
          - คลำพบก้อนที่ท้องน้อย หรือท้องโตคล้ายคนท้อง

          ถ้าแพทย์ตรวจพบว่า เป็นเนื้องอกมดลูก ควรได้รับการรักษาตามที่แพทย์แนะนำ

          ในปัจจุบัน วิธีรักษาแนวทางเลือกอื่น เช่น การบำบัดด้วยอาหาร สมุนไพร การฝังเข็ม เป็นต้น ยังไม่มีข้อพิสูจน์ยืนยันว่าได้ผลจริง

การรักษา

          แพทย์จะให้การรักษาตามความรุนแรงของโรค เช่น

          - ถ้าก้อนขนาดเล็ก และไม่มีอาการผิดปกติก็ไม่จำเป็นต้องให้การรักษาใด ๆ เพียงแต่เฝ้าติดตามดูการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ก้อนมักจะโตช้าหรือคงที่ และอาจฝ่อลงได้เองหลังวัยหมดประจำเดือนเมื่อฮอร์โมนเพศพร่องลง

          - ในรายที่มีเลือดออกกะปริดกะปรอย แพทย์จะทำการขูดมดลูกและส่งตรวจชิ้นเนื้อ (เพื่อแยกสาเหตุจากมะเร็ง) ให้กินยาเม็ดคุมกำเนิดเพื่อควบคุมภาวะเลือดออกและอากรปวดท้องน้อย หากหยุดยาก็จะมีเลือดออกได้อีก (ข้อควรระวังคือ ยานี้อาจทำให้ก้อนโตขึ้นได้)

          - ถ้าก้อนมีขนาดโต แพทย์อาจให้ยาเพื่อทำให้ก้อนเนื้องอกยุบลง เช่น ยาที่มีชื่อว่า "gonadotropin releasing hormone agonists" ยานี้จะช่วยให้ก้อนเล็กลง เพื่อเตรียมพร้อมก่อนผ่าตัด ช่วยให้ผ่าตัดได้ง่ายขึ้น และป้องกันการเสียเลือดจากการผ่าตัด

          - ส่วนการผ่าตัด จะเลือกทำในกรณีที่มีก้อนเนื้องอกโตมาก มีเลือดออกมาก ซีด ปวดท้องรุนแรง หรือมีอาการปวดท้องน้อยหรือปวดท้องเรื้อรัง หรือถ่ายปัสสาวะบ่อย จนไม่สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้อย่างปกติ

          - ในรายที่เนื้องอกก้อนเล็ก หรือผู้ป่วยยังต้องการมีบุตร แพทย์จะผ่าตัดเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้องอกออกไป ซึ่งในปัจจุบันสามารถใช้วิธีผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องเข้าช่องท้อง (lapraroscopic myomectmy) หรือเข้าโพรงมดลูก (hysteroscopic myomectomy)

          - ในรายที่ก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่และไม่ต้องการมีบุตรก็จะผ่าตัดเอามดลูกออกทั้งหมด (hysterectomy) ซึ่งอาจใช้วิธีเปิดแผลเข้าหน้าท้องหรือทางช่องคลอด

การดำเนินโรค

          - ขึ้นกับความรุนแรงของโรค

          - ถ้าก้อนมีขนาดเล็ก มักจะโตช้า และอาจยุบหายได้เอง เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน

          - ส่วนก้อนขนาดโต ถ้าปล่อยไว้อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวตามมา แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยการใช้ยาและ/หรือการผ่าตัด ก็มักจะหายขาด


อัลตราซาวนด์


ภาวะแทรกซ้อน

          - อาจทำให้เลือดออกมากจนซีด (โลหิตจาง)

          - ก้อนเนื้องอกอาจโตกดถูกท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย หรือมีความรู้สึกเวลาปวดปัสสาวะ ต้องรีบเข้าห้องน้ำทันที หรือปัสสาวะไม่ออก บางรายอาจมีการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะแทรกซ้อน บางรายอาจกดถูกท่อไต ทำให้เกิดภาวะท่อไตบวมและคั่งน้ำ (hydroureter) และภาวะกรวยไตบวมและคั่งน้ำ (hydrohephrosis)

          - ถ้ากดถูกทวารหนักก็ทำให้มีอาการท้องผูก ริดสีดวงทวารกำเริบได้

          - ถ้ากดถูกท่อรังไข่ก็อาจทำให้มีบุตรยาก

          - ขณะตั้งครรภ์ ก้อนเนื้องอกอาจโตขึ้นรวดเร็วจนทำให้แท้งบุตร หรือคลอดลำบาก

          - บางรายก้อนเนื้องอกอาจโตยื่นออกนอกมดลูก โดยมีก้านเชื่อมกับมดลูก บางครั้งอาจเกิดการบิดของขั้วเนื้องอก ทำให้เกิดอาการปวดท้องฉับพลันรุนแรงจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด

การป้องกัน

          เนื่องจากโรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ในปัจจุบัน จึงยังไม่ทราบวิธีป้องกันการเกิดโรคนี้

          ส่วนผู้ป่วยหากพบเป็นเนื้องอกมดลูก ถึงแม้จะไม่ใช่มะเร็งหรือเนื้อร้าย ก็ควรได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดตามมา

ความชุก

          พบได้ประมาณร้อยละ 25 ของผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป มักพบในช่วงอายุ 35-45 ปี แต่ก็อาจพบในหญิงสาวก็ได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ปีที่ 33 ฉบับที่ 395 มีนาคม 2555




คิดอย่างไรกับเรื่อง: ชวนสาว ๆ มารู้จักโรคเนื้องอกมดลูก ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
ชวนสาว ๆ มารู้จักโรคเนื้องอกมดลูก โพสต์เมื่อ 2 เมษายน 2555 เวลา 16:35:13 205,437 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP