ไขมันทรานส์ อันตราย เลี่ยงได้สบายไปหลายโรค

ไขมันทรานส์

          ไขมันทรานส์ ไขมันวายร้ายที่คนอยากปลอดภัยจากโรคเรื้อรังหลายชนิดต้องเลี่ยง
 
          ไขมันทรานส์อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดนะคะ โดยเฉพาะคนที่ชอบกินขนมอบ เบเกอรี่ หรือเค้กน่าอร่อย ๆ ทั้งหลาย นี่แหละแหล่งอุดมไขมันทรานส์ซึ่งเป็นไขมันอันตรายที่สุดในวงการไขมันเลย ดังนั้นใครไม่อยากเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังอันตรายอย่างโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด บอกคำเดียวว่าเลี่ยงไขมันทรานส์ได้ก็อย่ารอช้า หรืองดไขมันทรานส์ทุกชนิดเลยยิ่งดี

ไขมันทรานส์   
ไขมันทรานส์ รู้จักกันสักหน่อย

          ไขมันทรานส์ (Trans Fat) คือ กรดไขมันที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัวให้เป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยการเติมไฮโดรเจน กระบวนการแปรรูปไขมันนี้เรียกว่า "ไฮโดรจีเนชั่น" (Hydrogenation) ซึ่งจะทำให้อาหารคงความแข็งตัวที่อุณหภูมิห้อง มีอายุการเก็บนาน ชะลอการเหม็นหืน โดยที่เนื้อสัมผัสของอาหารไม่แห้ง และมีรสชาติดี

ไขมันทรานส์
     
ไขมันทรานส์​อันตรายแค่ไหน

          ไขมันทรานส์จัดเป็นไขมันชนิดที่อันตรายสูงสุดต่อสุขภาพ เนื่องด้วยตัวไขมันทรานส์เองสามารถเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) ได้ หากบริโภคไขมันทรานส์ในปริมาณ 4% ของพลังงานหรือมากกว่านั้น อีกทั้งหากร่างกายได้รับไขมันทรานส์ปริมาณประมาณ 5-6% ของพลังงานทั้งหมด ระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีในร่างกายก็จะลดลงด้วย

ไขมันทรานส์

          ฉะนั้นเมื่อคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) ในร่างกายเพิ่มมากขึ้น คอเลสเตอรอลก็จะเกาะติดผนังหลอดเลือดแดงได้สะดวกขึ้น ทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและตีบตัน ก่อเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง

          แต่อย่าคิดว่าจะจบเพียงเท่านี้นะคะ เพราะไขมันทรานส์ยังถูกวิจัยมาแล้วว่ามีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอัลไซเมอร์ จอประสาทตาเสื่อม โรคนิ่วในถุงน้ำดี และการอักเสบ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรังไม่ติดต่อทั้งหลาย นอกจากนี้ในเดือนมกราคม 2550 ยังมีรายงานว่า ไขมันทรานส์อาจทำให้ผู้หญิงมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ยากขึ้นด้วย

ไขมันทรานส์
    
ไขมันทรานส์อยู่ในอาหารประเภทไหน

          ด้วยความที่ไขมันทรานส์เกิดมาจากการแปรรูปน้ำมันพืชชนิดเหลวให้กลายเป็นไขมันชนิดแข็ง ไขมันทรานส์จึงพบมากที่สุดในมาการีนชนิดแท่ง เนยขาว คุกกี้ เค้ก แครกเกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ และโดนัท รวมไปถึงบรรดาอาหารประเภททอดทั้งหลายก็มีไขมันทรานส์แอบแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เรามีตารางบอกปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารแต่ละชนิดจากปริมาณอาหาร 100 กรัม จากกลุ่มวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มาให้ดูง่าย ๆ ตามนี้เลย


ไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์


ไขมันทรานส์

          ไขมันทรานส์ถูกจัดให้เป็นไขมันที่อันตรายต่อสุขภาพจนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) สั่งแบนไขมันทรานส์และบังคับให้ผู้ประกอบการด้านอาหารยุติการใช้ไขมันทรานส์เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของอาหาร โดยมีกำหนดจะกำจัดไขมันทรานส์ออกไปจากแผ่นดินอเมริกาภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากนี้ แต่แม้ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายคอยควบคุมการใช้ไขมันทรานส์ รวมทั้งยังไม่บังคับให้ระบุปริมาณไขมันทรานส์บนฉลากโภชนาการเหมือนประเทศอเมริกา เราก็มีวิธีหลบเลี่ยงไขมันทรานส์ตามนี้ค่ะ

ไขมันทรานส์

          - หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของเนยเทียม (margarine) หรือเนยขาว (shortening) เช่น เค้ก คุกกี้ ฟาสต์ฟู้ด ขนมอบกรอบ ขนมขบเคี้ยว

          - อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีข้อความว่า “partially hydrogenated oil” อยู่บนฉลาก

          - เลือกใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด

          - ดื่มนมไขมันต่ำ (low fat milk) หรือนมที่ไม่มีไขมัน (skim milk) แทนนมไขมันเต็มส่วน (whole milk)

          - ลดหรือเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ไขมันสูง ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกกินเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ไม่ติดมันจะปลอดภัยกว่า

          - กินผักและผลไม้ทุกมื้อ

ไขมันทรานส์
   
          เห็นไหมคะว่าไขมันทรานส์อยู่ใกล้ตัวเรามากจริง ๆ แต่ถ้าจะบอกให้เลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ผสมอยู่แบบเด็ดขาดเลยอาจจะยากเกินไปสักหน่อย ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ห่างไกลโรคลองเริ่มลดปริมาณการบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์ทีละนิด ๆ ไปก่อนก็ได้ พึงระลึกไว้เสมอค่ะว่าการป้องกันไม่ให้เกิดโรคยังไงก็เวิร์กกว่าป่วยไปแล้วถึงค่อยมารักษาโรคนะ

world_id:559ccf164d265a01068b456d

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ศูนย์เบาหวานศิริราช

คิดอย่างไรกับเรื่อง: ไขมันทรานส์ อันตราย เลี่ยงได้สบายไปหลายโรค ?

รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
ไขมันทรานส์ อันตราย เลี่ยงได้สบายไปหลายโรค โพสต์เมื่อ 8 กรกฎาคม 2558 เวลา 13:46:36 19,302 อ่าน แสดงความคิดเห็น
TOP