13 คำถามไข้เลือดออก ทำไมป่วยแล้วถึงตายได้ สายพันธุ์ใหม่มีจริงไหม ?

            
          ไข้เลือดออก อาการป่วยที่อันตรายกว่าที่คิด ใครยังสงสัยเรื่องไหนอยู่ เรารวบรวมคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องโรคไข้เลือดออกมาอธิบายให้เคลียร์ ๆ

          ไข้เลือดออก เป็นโรคที่พบผู้ป่วยจำนวนมากในช่วงฤดูฝน และบางคนป่วยด้วยอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่วัน ทำให้คนที่ติดตามข่าวรู้สึกตระหนกถึงอันตรายของโรคนี้ พาลสงสัยไปว่าเป็นไข้เลือดออกสายพันธุ์ใหม่ หรือไข้เลือดออกกลายพันธุ์แล้วหรือไม่ วันนี้เราจึงรวบรวมคำถามที่หลายคนสงสัยเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกมาตอบให้เข้าใจ ไว้เป็นความรู้และเพื่อสังเกตอาการของตัวเอง

โรคไข้เลือดออก

1. ไข้เลือดออกเกิดจากอะไร ติดต่อกันได้อย่างไร ?

          ไข้เลือดออกที่พบในไทยเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue) โดยมียุงลายเป็นพาหะของโรค เมื่อยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีมากัดเรา เชื้อนั้นก็จะเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ติดเชื้อได้ และยุงยังแพร่เชื้อให้คนอื่นได้อีกด้วย 

2. อาการไข้เลือดออกในผู้ใหญ่ แตกต่างจากเด็กไหม ?

          ในเด็กอาจจะมีเพียงอาการไข้และผื่น แต่ผู้ใหญ่จะมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อร่วมกับไข้สูงด้วย ซึ่งในผู้ใหญ่บางคนอาจมีอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นได้อีก เพราะมีความเสี่ยงมากกว่าทั้งจากโรคประจำตัว การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ ที่เป็นปัจจัยเสริมทำให้เกิดเลือดออกได้มาก รวมทั้งการซื้อยาลดไข้มากินเอง ซึ่งยาบางประเภทอาจกระทบต่อเกล็ดเลือด ทำให้การรักษายุ่งยากมากขึ้น

โรคไข้เลือดออก

3. ไข้เลือดออก มีกี่ระยะ ?

          เมื่อติดเชื้อไข้เลือดออกแล้ว จะมีระยะฟักตัวประมาณ 3-5 วัน หลังจากนั้นจะแสดงอาการออกเป็น 3 ระยะคือ

          - ระยะที่ 1 ระยะไข้สูง

          จะมีไข้สูงเฉียบพลัน 39-40 องศาเซลเซียส กินยาลดไข้ก็ไม่หาย ร่วมกับมีอาการเบื่ออาหาร ปวดศีรษะ หน้าแดง อาเจียน แต่อาจจะไม่ปรากฏตุ่มชัดเจน หากอาการไม่รุนแรงมากจะหายไปได้เองภายใน 1 สัปดาห์

          - ระยะที่ 2 ระยะช็อกและมีเลือดออก

          เรียกว่าเป็นช่วงไข้ลด จะเกิดขึ้นหลังจากป่วยประมาณ 3-7 วัน ช่วงนี้ต้องเฝ้าระวังอย่างมากที่สุด เพราะหากไข้ลดลงไปแล้วเริ่มมีอาการดีขึ้น จะถือว่าปลอดภัย ทว่าหากไข้ลดลงไปแล้ว แต่ผู้ป่วยกลับมีเลือดออกตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน มีอาการซึมมากขึ้น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระบอกตา ปวดท้องมาก อาเจียนเป็นเลือด ตัวเย็น มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย เหงื่อแตก หิวน้ำตลอดเวลาแต่ปัสสาวะออกน้อย ถ่ายเป็นเลือด ตับโต ชีพจรเต้นแผ่วแต่เร็ว และความดันต่ำ นี่เป็นสัญญาณเข้าสู่ภาวะช็อก ต้องรีบรักษาโดยด่วน

          - ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว

          ในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการช็อก หรือช็อกไม่รุนแรง และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เมื่อไข้ลดลง ผู้ป่วยจะฟื้นตัวสู่สภาพปกติภายใน 2 วัน โดยจะรู้สึกสบายตัวมากขึ้น เริ่มรับประทานอาหารได้มากขึ้น ร่าเริง กลับมาพูดคุย ยิ้มแย้มแจ่มใส แสดงว่าอาการเริ่มดีขึ้น และจะกลับมาเป็นปกติได้ในระยะ 7-10 วัน

4. ตุ่มหรือผื่นไข้เลือดออกแตกต่างจากโรคอื่นอย่างไร จะสังเกตได้ยังไง

          หากเป็นไข้สูงมาแล้ว 2-7 วัน แล้วเริ่มมีผื่นหรือตุ่มขึ้นในช่วงที่ไข้ลด ให้ลองสังเกตว่าเป็นตุ่มแดงขนาดเล็ก กระจายทั่วตัวหรือไม่ ซึ่งนี่คือลักษณะของตุ่มไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก

5. สัญญาณอันตรายของโรคไข้เลือดออกที่ต้องรีบพบแพทย์คืออะไร ?

          เมื่อไข้เริ่มลดลง แต่กลับมีตุ่มขึ้นตามตัว มีจุดเลือดออก หรือเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ร่วมกับรู้สึกเบื่ออาหาร ซึม ตัวเย็น ปวดท้องมาก นี่คือการป่วยไข้เลือดออกระยะที่ 2 ซึ่งเสี่ยงต่อการช็อกได้ หากไดัรับการรักษาช้าอาจเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง

6. ไข้เลือดออกต่างจากไข้หวัดใหญ่อย่างไร

          อาการแสดงค่อนข้างคล้ายกันคือ ปวดหัว ตัวร้อน มีไข้สูง อ่อนเพลีย แต่ไข้เลือดออกมักจะไม่มีอาการเจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล เหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ แต่เป็นไข้สูงลอยร่วมกับอาการปวดท้อง อาเจียน นอกจากนี้ก็ยังพอแยกความแตกต่างของโรคได้อีก ดังนี้

โรคไข้เลือดออก

7. ไข้เลือดออก ติดต่อจากคนสู่คนได้ไหม

          ไม่สามารถติดต่อโดยตรงจากคนสู่คน ดังนั้นแม้จะอยู่ใกล้ผู้ป่วยไข้เลือดออกก็จะไม่ได้รับเชื้อ ยกเว้นว่าหากมียุงมากัดผู้ป่วย แล้วยุงตัวนั้นมากัดเราต่อ เราอาจป่วยติดเชื้อไข้เลือดออกได้ เพราะยุงเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสจากตัวผู้ป่วยมาแพร่เชื้อให้เราอีกที

8. ไข้เลือดออก กี่วันหาย รักษาอย่างไร

          ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคไข้เลือดออกโดยตรง จึงเป็นการรักษาตามอาการ คือให้ยาลดไข้ ให้น้ำเกลือเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป ซึ่งโดยปกติจะเป็นไข้สูงประมาณ 3-5 วัน หากอาการไม่รุนแรง ไม่มีโรคแทรกซ้อนก็จะหายไปได้เองภายใน 1 สัปดาห์
  
9. เคยป่วยไข้เลือดออกแล้ว จะเป็นซ้ำได้อีกไหม ?

          อย่างที่ทราบว่าเชื้อไวรัสเดงกีมีอยู่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งในแต่ละปีจะมีการระบาดของสายพันธุ์ต่าง ๆ สลับกันไป ดังนั้นหากเราเคยได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ไหนแล้วป่วยก็จะมีภูมิคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่ก็ยังมีโอกาสป่วยด้วยสายพันธุ์อื่นได้อีก 3 ครั้ง

โรคไข้เลือดออก

10. ไข้เลือดออกสายพันธุ์ใหม่มีจริงไหม กลายพันธุ์หรือเปล่า ?

          เห็นคนแชร์ข้อมูลกันอยู่บ่อย ๆ ว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้เลือดออกสายพันธุ์ใหม่ หรือเดี๋ยวนี้ไข้เลือดออกกลายพันธุ์ไปแล้ว แต่ในความเป็นจริง แพทย์ได้ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีไข้เลือดออกสายพันธุ์ใหม่ระบาดแต่อย่างใด โดยไข้เลือดออกที่ระบาดในไทยจะมีอยู่ 4 สายพันธุ์ คือ เดงกีสายพันธุ์ที่ 1 2 3 และ 4 ซึ่งทำให้เกิดอาการรุนแรงต่างกันได้ โดยเฉพาะหากป่วยครั้งที่ 2 ขึ้นไป อาการก็จะรุนแรงขึ้น ซึ่งนี่อาจทำให้คนเข้าใจกันไปว่าเกิดจากไข้เลือดออกสายพันธุ์ใหม่

11. ทำไมเป็นไข้เลือดออกรอบ 2 อาการจึงรุนแรงกว่า ?

          เมื่อติดเชื้อครั้งแรกแล้ว ร่างกายจะมีภูมิต้านทานเชื้อสายพันธุ์แรก ดังนั้นเมื่อได้รับเชื้อตัวนี้อีกครั้งก็จะไม่ป่วย หรืออาจจะมีอาการป่วยเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ คล้ายไข้หวัด

          แต่หากได้รับเชื้อสายพันธุ์อื่นจนป่วยเป็นไข้เลือดออกครั้งที่ 2 ร่างกายจะคิดว่าเป็นเชื้อตัวเดิม จึงพยายามสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมากำจัดเชื้อนั้น แต่เนื่องจากเป็นเชื้อคนละตัวที่เคยได้รับ จึงไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ ร่างกายจึงยิ่งสร้างภูมิคุ้มกันตัวเดิมให้มากขึ้นเพื่อต่อสู้เชื้อโรค แต่นั่นอาจทำให้ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นมานั้นไปกระทบต่อเซลล์อื่น ๆ ในร่างกายด้วย อาจทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายเร็วขึ้น แบ่งตัวเร็วขึ้น สารน้ำรั่วออกมานอกหลอดเลือด จนอาจทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้เลย ทั้งนี้ อาการที่รุนแรงนี้อาจไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยทุกราย

          อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองเคยป่วยไข้เลือดออกครั้งแรกด้วยซ้ำ เพราะในคนที่มีภูมิต้านทานดี อาการป่วยก็จะเหมือนกับไข้หวัดทั่วไป คือป่วยอยู่แค่ระยะแรก เมื่อไข้ลดแล้วก็สามารถหายได้เอง ไม่รุนแรงไปถึงระยะที่ 2 ซึ่งจะมีตุ่มขึ้น ทำให้พอได้รับเชื้ออีกตัวแล้วป่วยรุนแรง เลยเข้าใจว่าตัวเองเพิ่งติดเชื้อและป่วยครั้งแรก หรือในบางคนอาจไม่เคยป่วยไข้เลือดออกมาก่อนเลย แต่เมื่อตรวจเลือดกลับพบภูมิคุ้มกันโรคนี้อยู่ แสดงว่าเคยได้รับเชื้อมาแล้วแต่ไม่ได้ป่วยหนัก

12. ไข้เลือดออก ทำไมเป็นแล้วเสียชีวิตได้

          ต้องบอกก่อนว่า โดยปกติแล้วผู้ป่วยไข้เลือดออกทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ราวร้อยละ 70 จะหายได้เอง โดยเฉพาะเมื่อป่วยครั้งแรก อาจมีไข้หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่อาการจะรุนแรงขึ้นเมื่อติดเชื้อครั้งที่ 2 ด้วยสายพันธุ์ที่ต่างไป ซึ่งจะทำให้มีภาวะเลือดออกและช็อกได้ หรือในกรณีป่วยแล้วไข้ลด หลายคนนึกว่าจะหายแล้ว แต่จริง ๆ โรคกำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 มีจุดเลือดออก ปวดท้อง ซึม ตัวเย็น ซึ่งหากมีอาการเช่นนี้ต้องรีบรักษาทันที เพราะเมื่อป่วยหนักขึ้น เลือดจะออกมากขึ้น รวมทั้งพลาสมาไหลออกจากเส้นเลือด และอาจเกิดภาวะขาดน้ำจนช็อกได้ หากรักษาไม่ทันจะเสียชีวิตในช่วงนี้

          นอกจากนี้ในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคที่เกี่ยวกับภูมิต้านทาน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ทำให้อาการไข้เลือดออกรุนแรงขึ้นได้เหมือนกัน

โรคไข้เลือดออก
 
13.  ป่วยไข้เลือดออกห้ามกินอะไร

          อาหารที่ไม่ควรกินคือ อาหารรสจัด รสเผ็ด เพราะจะมีผลต่อกระเพาะอาหาร รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่มที่มีสีแดงหรือดำ เพราะอาจจะทำให้อุจจาระมีสีเข้มซึ่งมีผลต่อการวินิจฉัยอาการ

          นอกจากนี้ ห้ามใช้ยาลดไข้กลุ่มแอสไพริน ยาแก้ปวดกลุ่มไอบูโปรเฟน และยาที่มีสเตียรอยด์ ซึ่งมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด เพราะยาจะไปกัดกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดออกง่ายขึ้นและตับวายได้ กรณีต้องการลดไข้ควรใช้ยาพาราเซตามอลแทน แต่ก็ไม่ควรกินมากหรือบ่อยเกินกว่า 4-6 ชั่วโมง เพราะยามีผลต่อตับด้วยเช่นกัน

          ทั้งนี้ หากป่วยไข้เลือดออกควรรับประทานอาหารรสอ่อนที่ย่อยง่ายไปก่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ดื่มน้ำเปล่าให้มาก ๆ  น้ำเกลือแร่ หรือน้ำผลไม้ใส่เกลือเล็กน้อย เพื่อชดเชยเกลือแร่ที่สูญเสียไป ไม่ให้ร่างกายอ่อนเพลีย

          สรุปได้ว่า โรคไข้เลือดออกจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตหากรักษาได้ทันท่วงที ดังนั้น ถ้าใครป่วยเป็นไข้สูงเกิน 2 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น ให้ต้องสงสัยไว้เลยว่าอาจเป็นไข้เลือดออกแล้วรีบไปพบแพทย์ก่อนดีกว่า แต่ถ้าใครยังไม่ป่วย ขอให้ป้องกันตัวเองด้วยการทายากันยุง นอนในมุ้ง รวมทั้งทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายตามจุดต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ยุงลายแพร่เชื้อไข้เลือดออกให้เราและคนในครอบครัว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 
 
 
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
13 คำถามไข้เลือดออก ทำไมป่วยแล้วถึงตายได้ สายพันธุ์ใหม่มีจริงไหม ? โพสต์เมื่อ 5 สิงหาคม 2562 เวลา 14:27:32 18,319 อ่าน
อ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ..คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เขียนเลย
TOP