หากพูดถึงคอลลาเจน หลายคนมักนึกถึงอาหารเสริมในกลุ่มบิวตี้ที่ช่วยดูแลเรื่องผิวพรรณ แต่ในปัจจุบันคอลลาเจนไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องความงามเพียงอย่างเดียว เพราะมีคอลลาเจนอีกกลุ่มที่ถูกออกแบบมาเพื่อการดูแลกระดูกและข้อ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจไม่แพ้กัน และไม่ใช่แค่ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ลูก ๆ หลาน ๆ เลือกซื้อให้เพื่อดูแลสุขภาพเท่านั้นนะคะ แต่คนวัยทำงานอายุ 30-40 ปีขึ้นไป ที่ใช้ร่างกายหนัก ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา หรือคนที่ต้องยืนและเดินนาน ๆ ในการทำงาน ก็เริ่มหันมามองหาคอลลาเจนดูแลกระดูกและข้อมาเป็นตัวช่วยเพื่อถนอมข้อเข่าด้วยเช่นกัน
งั้นเราลองมาเช็กกันอีกทีว่า คอลลาเจนคืออะไร ถ้าจะกินควรเลือกคอลลาเจนยี่ห้อไหนดี ที่เหมาะกับคนต้องการดูแลกระดูกและข้อเข่าโดยเฉพาะ
คอลลาเจนคืออะไร บำรุงกระดูกได้จริงไหม
คอลลาเจน (Collagen) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในร่างกายของเรา โดยมีอยู่มากราว ๆ 70% ในส่วนของผิวหนัง คอยทำหน้าที่เพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน นอกจากนี้คอลลาเจนยังเป็นส่วนประกอบสำคัญต่อความยืดหยุ่นของข้อต่อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และอวัยวะต่าง ๆ ช่วยพยุงให้เซลล์เนื้อเยื่อไม่หย่อนคล้อย คลายตัวง่าย
ทั้งนี้ คอลลาเจนมีอยู่หลายชนิด แตกต่างกันที่ลักษณะของสายโปรตีน ตำแหน่งที่อยู่ในร่างกาย และคุณสมบัติในการดูดซึมเข้าร่างกาย สำหรับคอลลาเจนที่มีส่วนช่วยดูแลสุขภาพกระดูกได้นั้น จะต้องเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 2 หรือคอลลาเจนไทป์ทู (Type II) ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่พบได้ในกระดูกอ่อน เช่น กระดูกหู กระดูกจมูก กระดูกหลอดลม กระดูกซี่โครง และกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อ
คอลลาเจนไทป์ทู (Type II) คืออะไร ช่วยอะไรได้บ้าง
คอลลาเจนไทป์ทู คือ คอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง พบได้ในกระดูกอ่อนของคนเราอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดยปกติร่างกายสามารถผลิตคอลลาเจนชนิดนี้เองได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนไทป์ทูได้น้อยลง ทำให้กระดูกอ่อนสึกหรอลงไป ส่งผลให้น้ำในข้อไม่สมดุล จนมีอาการปวดข้อ ข้อเข่าเสื่อม ขยับลำบาก เจ็บหรือมีเสียงดังกร๊อบแกร๊บเวลาเดิน แต่หากร่างกายได้รับคอลลาเจนไทป์ทูในปริมาณที่เหมาะสมก็จะช่วยเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงในข้อ กระตุ้นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างกระดูกอ่อนให้มีจำนวนมากขึ้น จึงมีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูกระดูกอ่อน ข้อต่อ และหมอนรองกระดูก นั่นเอง
คอลลาเจนดูแลกระดูกและข้อ เหมาะกับใครบ้าง
- กลุ่มอาชีพที่ต้องยืนและเดินต่อเนื่องทั้งวัน เช่น แอร์โฮสเตส, ครู, แพทย์, ช่างซ่อม หรืออาชีพที่ต้องใส่รองเท้าส้นสูง ซึ่งข้อเข่าต้องรับน้ำหนักตัวและแรงกดทับเป็นเวลานานอย่างเลี่ยงไม่ได้
- คนที่ใช้งานข้อเข่าหนัก โดยเฉพาะนักกีฬา นักวิ่ง หรือคนที่เข้ายิมเป็นประจำ ซึ่งการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ หรือการลงน้ำหนักแรง ๆ ส่งผลให้กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอเร็วกว่าปกติ
- ผู้ป่วยภาวะข้ออักเสบ ไม่ว่าจะเป็นจากโรคข้อเสื่อม หรือโรครูมาตอยด์ ที่ต้องการสารอาหารไปช่วยเสริมสร้างและลดการทำลายเนื้อเยื่อบริเวณข้อ
- ผู้สูงวัย หรือผู้ที่เริ่มมีอาการข้อฝืดตึงตอนเช้า ติดขัดเวลาเดินขึ้น-ลงบันได หรือได้ยินเสียงกร๊อบแกร๊บที่ข้อเข่า เนื่องจากมวลกระดูกและคอลลาเจนเริ่มเสื่อมถอยตามกาลเวลา
- ผู้ที่อยู่ในช่วงพักฟื้นจากการบาดเจ็บ เช่น บาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรือ อุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระดูกและข้อต่อ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูโครงสร้างได้ไวขึ้น
- ผู้ที่ต้องการคงความยืดหยุ่นของร่างกาย และต้องการชะลอความเสื่อมของข้อต่อ เพิ่มน้ำเลี้ยงข้อ ก่อนที่จะเริ่มมีอาการปวด
วิธีเลือกซื้อคอลลาเจน
เพื่อดูแลกระดูกและข้อต่อ
- เลือกชนิดคอลลาเจนที่ออกฤทธิ์ต่อกระดูกและข้อต่อ : ควรเลือกกลุ่มที่ระบุคุณสมบัติชัดเจน เช่น
- คอลลาเจนไทป์ทู (Type II) : เป็นโครงสร้างหลักที่พบมากในกระดูกอ่อน มีให้เลือกทั้งแบบทั่วไป (Denatured) และแบบโครงสร้างสมบูรณ์อย่าง UC-II (Undenatured Collagen Type II) ซึ่งตัวนี้มีโครงสร้างใกล้เคียงกับคอลลาเจนในกระดูกอ่อนตามธรรมชาติ จึงทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันเพื่อช่วยลดการทำลายและดูแลสุขภาพข้อต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- คอลลาเจนสูตรเฉพาะทาง : เช่น สูตรที่มีงานวิจัยรองรับว่าสามารถส่งสัญญาณกระตุ้นเซลล์กระดูกอ่อนให้สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติ กลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็นคอลลาเจนทางการแพทย์ ซึ่งเน้นการดูแลโครงสร้างข้อต่อที่สึกหรอได้อย่างตรงจุด และมีงานวิจัยทางคลินิกสนับสนุนชัดเจน
- เลือกคอลลาเจนที่สกัดด้วยเทคโนโลยีที่ให้โมเลกุลขนาดเล็ก : เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น
- ไฮโดรไลเซตคอลลาเจน (Hydrolysate Collagen) : คือ คอลลาเจนที่ผ่านกระบวนการย่อยด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์จนมีขนาดโมเลกุลที่สั้นลง ทำให้ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้งานได้ดีกว่าคอลลาเจนทั่วไป โดยมีผลการศึกษาพบว่าคอลลาเจนชนิดนี้ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์กระดูกอ่อนเพื่อสร้างคอลลาเจนไทป์ทูขึ้นมาใหม่ จึงมีส่วนช่วยลดอาการปวดข้อและทำให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้คล่องตัวยิ่งขึ้น หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและต่อเนื่อง
- คอลลาเจนไดเปปไทด์ (Di-peptide) และไตรเปปไทด์ (Tri-peptide) : เป็นนวัตกรรมการตัดสายเปปไทด์ให้สั้นลงเป็นพิเศษ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมผ่านลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยซ้ำ
- เช็กปริมาณความเข้มข้นของคอลลาเจนที่เหมาะสมต่อวัน
- คอลลาเจนไทป์ทู แบบ UC-II : ปริมาณที่แนะนำทางการแพทย์อยู่ที่ 40 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อการช่วยลดการทำลายคอลลาเจนในข้อต่อ
- ไฮโดรไลเซตคอลลาเจน (Hydrolysate Collagen) : เป็นคอลลาเจนที่เน้นการเป็นวัตถุดิบไปซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างข้อต่อ ในทางการแพทย์มักแนะนำให้รับประทานในปริมาณที่เข้มข้นสูงถึง 10,000 มิลลิกรัม (หรือ 10 กรัม) ต่อวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอต่อการสร้างเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนใหม่
- พิจารณาจำนวนชนิดของคอลลาเจนในผลิตภัณฑ์ : บางสูตรมีคอลลาเจนชนิดเดียว แต่บางสูตรมีคอลลาเจนรวมมาหลายชนิด ซึ่งมีความแตกต่างกันคือ
- คอลลาเจนชนิดเดียว : มักเป็นสูตรที่ออกแบบมาเพื่อผลลัพธ์เฉพาะด้านชัดเจน เช่น สูตรเพื่อผิวพรรณ หรือสูตรเพื่อข้อต่อโดยเฉพาะ จึงมีความเข้มข้นของสารสกัดสูง ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารในปริมาณที่เพียงพอต่อการซ่อมแซมส่วนนั้น ๆ เหมาะกับคนที่มีปัญหาเฉพาะจุด เช่น เริ่มมีอาการปวดข้อ หรือต้องการดูแลโครงสร้างกระดูก เพิ่มน้ำเลี้ยงข้อ
- คอลลาเจนหลายชนิดผสมกัน : เป็นการรวมคอลลาเจนหลายชนิดไว้ในซองเดียว จึงได้รับสารอาหารที่ช่วยดูแลหลายส่วนพร้อมกัน ทั้งผิว ผม เล็บ และข้อต่อในระดับพื้นฐาน แต่ปริมาณของคอลลาเจนแต่ละชนิดอาจน้อยกว่าแบบชนิดเดี่ยว ซึ่งอาจไม่เพียงพอหากร่างกายต้องการสารอาหารไปฟื้นฟูส่วนที่สึกหรอ เหมาะกับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพทั่วไป หรือยังไม่มีปัญหาความเสื่อมของข้อต่อที่ชัดเจน
- เลือกรูปแบบคอลลาเจนที่สะดวกต่อการรับประทานได้ต่อเนื่อง
- คอลลาเจนชนิดผงชงดื่ม : สามารถบรรจุคอลลาเจนได้ปริมาณมากต่อ 1 ซอง เหมาะกับคนที่ต้องการคอลลาเจนในปริมาณสูงต่อวัน และคนที่มีปัญหาเรื่องการกลืนยาเม็ดใหญ่
- คอลลาเจนชนิดแคปซูล : ช่วยกลบรสชาติหรือกลิ่นคาวของคอลลาเจนได้ดี รับประทานง่ายโดยไม่ต้องละลายน้ำ แต่ปริมาณคอลลาเจนต่อเม็ดมักไม่สูงมาก เหมาะกับคนที่ต้องการรับประทานในปริมาณน้อย
- คอลลาเจนชนิดเม็ดเคี้ยว : กินง่ายเหมือนขนม ไม่ต้องดื่มน้ำตาม แต่มักแต่งกลิ่นและรสผลไม้เพื่อไม่ให้มีกลิ่นคาว และปริมาณคอลลาเจนต่อเม็ดจะไม่สูงเท่าแบบผงชงดื่ม
- เช็กสารอาหารอื่น ๆ ที่เป็นส่วนผสมเพิ่มเติม เพื่อทำงานร่วมกับคอลลาเจน เช่น
- วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายนำคอลลาเจนไปใช้ได้ดีขึ้น
- แคลเซียมและวิตามินดี ช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก
- ขมิ้นชัน มีส่วนช่วยดูแลเรื่องการอักเสบ
- คนที่มีประวัติแพ้อาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล ควรอ่านฉลากอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ เนื่องจากคอลลาเจนอาจสกัดมาจากปลาทะเล รวมถึงแหล่งอื่น ๆ เช่น หนังวัวหรือกระดูกไก่
- สำหรับคนที่กังวลเรื่องน้ำตาลหรือผู้ป่วยเบาหวาน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล เช่น ซูคราโลส (Sucralose) หรือหญ้าหวาน (Stevia) ซึ่งจะช่วยให้สามารถรับประทานได้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือด หรือทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
- เลือกซื้อผลิตภัณฑ์คอลลาเจนจากแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ และต้องมีเลขจดแจ้งใบอนุญาตจาก อย. ระบุไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ควรผลิตจากโรงงานที่ได้รับมาตรฐานสากล เช่น GMP หรือ ISO และมีผลการทดสอบการปนเปื้อนของโลหะหนัก เพื่อมั่นใจในความปลอดภัย
คอลลาเจน ยี่ห้อไหนดี ปี 2026
เพื่อดูแลกระดูก-ข้อเข่า
1. คอลลาเจน MEGA We care FLEXIGEN
ภาพจาก : megawecare.co.th
ถ้ากำลังมองหาตัวช่วยดูแลกระดูกและข้อต่อ เฟลกซิเจน (FLEXIGEN) จาก MEGA We care เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ เพราะเป็นไฮโดรไลเซตคอลลาเจน สูตรทางการแพทย์ ที่ผ่านกระบวนการทำให้มีขนาดโมเลกุลเล็ก เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น โดยจากข้อมูลงานวิจัยพบว่า การรับประทานคอลลาเจนรูปแบบนี้อย่างต่อเนื่อง มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไทป์ทูในกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อเพิ่มขึ้น อีกทั้งช่วยเพิ่มระดับของ กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) ที่เป็นองค์ประกอบของน้ำหล่อเลี้ยงข้อ จึงมีส่วนช่วยเพิ่มน้ำเลี้ยงข้อให้อาการปวดข้อลดน้อยลงและเคลื่อนไหวข้อได้ดีขึ้น
FLEXIGEN มาในรูปแบบผงชงที่ดื่มได้สะดวก รับประทานเพียงวันละครั้งก็ได้ปริมาณคอลลาเจนสูงถึง 10,000 มิลลิกรัม หรือ 10 กรัมต่อซอง จึงเหมาะกับคนที่ใช้งานข้อหนัก ๆ เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่ง นักกีฬา คนที่ต้องเดิน-ยืนทำงานทั้งวัน รวมถึงผู้สูงอายุที่เดินเหินไม่ค่อยสะดวกหรือเสี่ยงต่อโรคข้อเสื่อมและต้องการเสริมคอลลาเจนให้ร่างกาย ส่วนใครที่กังวลเรื่องน้ำตาลก็สบายใจได้ค่ะ เพราะสูตรนี้ไม่มีน้ำตาล แต่ใช้ซูคราโลสเป็นสารให้ความหวานแทน ซึ่งไม่ให้พลังงาน ไม่ทำให้น้ำหนักตัวขึ้น และไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดด้วย
- วิธีรับประทาน : วันละ 1 ซอง ละลายในน้ำ 1 แก้ว (250 มล.) ควรรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 เดือน
- ขนาดบรรจุ : 1 กล่อง มี 15 ซอง
- ราคาปกติ : 650 บาท สั่งซื้อได้ที่ Shopee
2. คอลลาเจน MANA Collagen Dipeptide Plus
ภาพจาก : MANA NATURE
คอลลาเจนจากแบรนด์ MANA สูตรนี้ใช้คอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก ผสานส่วนผสมหลัก 4 ชนิด ได้แก่ คอลลาเจนไดเปปไทด์ โคเอนไซม์คิวเทน วิตามินซี และเซราไมด์จากข้าว โดยพัฒนาร่วมกับ Asahi จากประเทศญี่ปุ่น ในการออกแบบให้คอลลาเจนมีขนาดโมเลกุลเล็ก เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังมีวิตามินซีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย เหมาะกับคนที่ต้องการดูแลผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ รวมถึงอาจมีส่วนช่วยในการดูแลกระดูกและข้อต่อในภาพรวม ตัวผลิตภัณฑ์เป็นแบบชง ดื่มง่าย ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีน้ำตาล
- วิธีรับประทาน : ตักคอลลาเจน 1 ช้อนตวง ชงในน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องหรือน้ำเย็น 200-250 มล. คนให้ละลาย พร้อมดื่ม รับประทานวันละ 2 ช้อน ตอนเช้าหลังตื่นนอนและก่อนนอ
- ขนาดบรรจุ : 110 กรัม
- ราคาปกติ : 1,290 บาท
3. คอลลาเจน Dr.PONG Undenatured collagen type II 40 mg
ภาพจาก : Dr.Pong shop
คอลลาเจนแบบแคปซูลจากแบรนด์ Dr.PONG ขวดนี้ก็มีสารสำคัญที่กระดูกเราต้องการอย่างคอลลาเจนยูซี-ทู นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ในปริมาณ 40 มิลลิกรัม ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ เหมาะกับคนที่มีปัญหาข้อเข่า หรือใช้แรงกระแทกบริเวณข้อบ่อย ๆ รวมทั้งคนที่ต้องการดูแลข้อเข่าก่อนเริ่มเสื่อมตามวัย
- วิธีรับประทาน : วันละ 1 แคปซูล พร้อมอาหาร
- ขนาดบรรจุ : 30 แคปซูล
- ราคาปกติ : 1,000 บาท
4. คอลลาเจน biovitt Collagen Complex
ภาพจาก : biovitt
สำหรับใครที่สนใจคอลลาเจนแบบหลากหลาย สูตรนี้จาก biovitt รวมคอลลาเจนไว้ถึง 5 ชนิด เช่น ไฮโดรไลซ์คอลลาเจน และคอลลาเจนเปปไทด์ โดยใช้วัตถุดิบจากปลาน้ำจืดในประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น คนแพ้อาหารทะเลที่ต้องการหลีกเลี่ยงคอลลาเจนจากปลาทะเลก็สามารถดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอื่น ๆ รวมประมาณ 12 ชนิด เช่น แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต เซราไมด์จากข้าว วิตามินซี และวิตามินดี 3 ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลกระดูกและผิวพรรณโดยรวมค่ะ
- วิธีรับประทาน : ตักคอลลาเจน 1 ช้อนตวง ผสมกับเครื่องดื่ม 150 มล. หรืออาหาร คนให้ละลายแล้วรับประทาน
- ขนาดบรรจุ : 120 กรัม
- ราคาปกติ : 790 บาท
5. คอลลาเจน REALELIXIR Abalone plus Collagen Peptide 100 g
ภาพจาก : realelixir.com
อาบาโลน คอลลาเจน เปปไทด์ จากแบรนด์เรียลอิลิคเซอร์ สูตรนี้มีส่วนผสมของคอลลาเจนเปปไทด์จากปลาในรูปแบบไฮโดรไลซ์ ผสานกับคอลลาเจนไทป์ทู (UC-II) ซึ่งดีต่อกระดูกและข้อต่อ มาพร้อมกับส่วนผสมของผงหอยเป่าฮื้อสกัดนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีสารตามธรรมชาติ เช่น กรดไฮยาลูรอน คอนดรอยติน และ Glycosaminoglycans (GAGs) ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของผิว กระดูกอ่อน และข้อต่อ เหมาะกับคนที่เน้นดูแลผิวพรรณ กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อต่อ ให้มีสุขภาพดี อีกทั้งเป็นสูตรฮาลาลที่คนมุสลิมรับประทานได้ด้วย
- วิธีรับประทาน : วันละ 2 ช้อนตวง ละลายในน้ำ 200 มล.
- ขนาดบรรจุ : 100 กรัม
- ราคาปกติ : 1,650 บาท
6. คอลลาเจน STRONKA
ภาพจาก : stronka.in
แบรนด์นี้เขาใส่มาทั้งคอลลาเจนยูซี-ทู 40 มิลลิกรัม แคลเซียมแอล-ทริโอเนต 500 มิลลิกรัม สารสกัดจากงาดำ แมกนีเซียม วิตามินซี สารสกัดจากขมิ้นชัน และวิตามินดี 3 ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ในเรื่องการดูแลกระดูก ไขข้อต่าง ๆ นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เอาใจคนชอบความหลากหลายทางโภชนาการในตัวเดียว
- วิธีรับประทาน : วันละ 2 แคปซูล เวลาใดก็ได
- ขนาดบรรจุ : 15 แคปซูล และขนาด 30 แคปซูล
- ราคาปกติ : 890 บาท และ 1,290 บาท
7. คอลลาเจน BRAND’S ActivMove
ภาพจาก : brandsworld.co.th
ถ้าพูดถึงอาหารเสริมยี่ห้อแบรนด์ หลายคนก็จะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยกล่องนี้ให้ทั้งไฮโดรไลซ์คอลลาเจนไทป์ทู 50 มิลลิกรัม และคอลลาเจนยูซี-ทู ในปริมาณ 40 มิลลิกรัม พร้อมเติมวิตามินซีมาช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจนอีก 20 มิลลิกรัม สะดวกต่อการพกพาและรับประทาน เพราะเป็นคอลลาเจนแบบเม็ด
- วิธีรับประทาน : วันละ 1 เม็ด เวลาใดก็ได้
- ขนาดบรรจุ : 30 เม็ด
- ราคาปกติ : 1,440 บาท
คอลลาเจน กินตอนไหนดี
แนะนำให้กินตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ของแต่ละยี่ห้อ เนื่องจากอาจมีสูตรที่แตกต่างกัน อย่างบางยี่ห้ออาจผสมวิตามินหรือสารอาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพอื่น ๆ มาด้วย ดังนั้น วิธีการกินและปริมาณที่ควรกินอาจไม่เหมือนกันได้ค่ะ
ข้อควรระวังในการรับประทานคอลลาเจน
- คอลลาเจนส่วนใหญ่มักสกัดจากไก่ กระดูกวัว หรือปลาทะเล ผู้ที่มีประวัติแพ้อาหาร เช่น โปรตีนจากไก่ ไข่ เนื้อวัว หรือ อาหารทะเล ควรตรวจสอบแหล่งที่มาและส่วนผสมอย่างละเอียดก่อนเลือกซื้อ
- ในบางรายอาจมีอาการไม่สบายท้องหรือระคายเคืองกระเพาะอาหารหลังรับประทานคอลลาเจน
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ ไต หรือโรคเกี่ยวกับข้อต่อ
- เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ที่สงสัยว่าตั้งครรภ์ และผู้ที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยยังมีจำกัด
- หากรับประทานคอลลาเจนแล้วมีอาการแพ้ เช่น มีผื่นขึ้น หายใจลำบาก ใบหน้าบวม ควรหยุดรับประทานและรีบพบแพทย์
- คอลลาเจนเป็นเพียงอาหารเสริม ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค จึงควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ ควบคู่กับการดูแลสุขภาพโดยรวม
บทความที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจน
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : megawecare.co.th, MANA NATURE, Dr. Pong shop, biovitt, realelixir.com, stronka.in, brandsworld.co.th, wongkarnpat.com





